ผีเน่ากับโลงผุ

ผีเน่ากับโลงผุ
คืนนั้น
คุรุนั่งอยู่ที่เดิม
ท่านเงียบอยู่พักหนึ่ง
ก่อนถามขึ้นมาลอย ๆ ว่า
“เอ็งเคยได้ยินสำนวน
ผีเน่ากับโลงผุไหม”
ผมพยักหน้า
ท่านจึงถามต่อ
“แล้วเอ็งว่า
ผีเน่าเพราะโลงมันผุ
หรือโลงมันผุ
เพราะมีผีเน่าอยู่ข้างใน”
ผมนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง
คุรุกลับหัวเราะ
“ไม่ต้องคิดมาก”
“เพราะสุดท้าย
ไม่ว่าตัวไหนจะเน่าก่อน
มันก็เหม็นทั้งคู่”
แล้วท่านก็หัวเราะอีกครั้ง
ก่อนจะพูดต่อว่า
“ที่แน่ ๆ
ผีเน่ามันก็มักอยู่กับโลงผุ”
“ของบางอย่าง
มันถึงอยู่ด้วยกันได้
เพราะมันเหมาะกัน”
ผีเน่าก็เหม็น
โลงผุก็เหม็น
เมื่ออยู่ด้วยกัน
จึงไม่มีฝ่ายไหนรังเกียจอีกฝ่าย
เพราะต่างฝ่าย
ต่างก็คุ้นเคยกับกลิ่นของกันและกัน
คุรุว่า
“คนก็เหมือนกัน”
“คนแบบไหน
ก็มักดึงดูดคนแบบนั้นเข้าหากัน”
คนที่ชอบนินทา
ย่อมอยู่กับคนที่ชอบนินทาได้ดี
คนที่ชอบโกหก
ก็ย่อมเข้าใจกับคนที่โกหกเหมือนกัน
คนที่เห็นแก่ตัว
เมื่ออยู่ท่ามกลางคนเห็นแก่ตัว
กลับไม่รู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวนั้นผิดปกติแต่อย่างใด
เพราะทุกคนรอบข้าง
ก็เป็นเหมือนกันหมด
ผมจึงถามท่านว่า
“แล้วถ้าคนดี
เผลอไปอยู่กับคนไม่ดีล่ะครับ”
คุรุตอบทันที
“ก็ต้องดูว่าอยู่ได้นานแค่ไหน”
แล้วท่านก็พูดช้า ๆ
“คนดี
ถ้าอยู่กับผีนาน ๆ
ก็ต้องระวังว่าจะกลายเป็นผี”
“วันนี้
อาจยังไม่เป็น”
“พรุ่งนี้
อาจยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนมัน”
“แต่พอนานเข้า
สิ่งที่เคยรังเกียจ
ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดา”
สิ่งที่เคยคิดว่าผิด
ก็เริ่มหาข้ออ้างว่าพอรับได้
สิ่งที่เคยไม่ทำ
ก็เริ่มลองทำ
สิ่งที่เคยละอาย
ก็เริ่มไม่รู้สึกอะไร
และท้ายที่สุด
นิสัยดี ๆ
ที่เคยมีก็ค่อย ๆ หายไปทีละอย่าง
จนวันหนึ่ง
คนคนนั้นอาจกลายเป็นผีเน่าอีกตัวหนึ่ง
โดยที่ตัวเองยังคิดว่า
ตัวเองเป็นคนดีอยู่เหมือนเดิม
คุรุว่า
“ปัญหาของผีเน่า
ไม่ใช่แค่มันเน่า”
“แต่คือ
มันไม่ได้กลิ่นตัวเอง”
ผมหัวเราะ
ท่านก็หัวเราะ
แล้วถามผมต่อว่า
“เอ็งเคยได้ยินคำว่า
หมาหัวเน่าไหม”
ผมตอบว่าเคย
ท่านว่า
“หมาหัวเน่า
แค่หัวมันเหม็นนิดเดียว
หมาตัวอื่นยังไม่อยากเข้าใกล้”
“แต่หมาตัวนั้น
บางทีมันกลับไม่รู้ตัว”
“มันยังชูคอเดิน
เหมือนบนหัวมันสวมมงกุฎ”
“คิดเสียอีกว่า
ที่ไม่มีใครเข้ามาใกล้
เพราะตัวมันสูงส่ง”
“หารู้ไม่”
“เขาไม่ได้เกรงบารมี”
“เขาเหม็น”
ผมหัวเราะออกมา
คุรุก็หัวเราะตาม
ก่อนท่านจะพูดว่า
“แค่หมาหัวเน่า
ยังขนาดนี้”
“แล้วถ้าเป็นผีเน่าทั้งตัวล่ะ”
คราวนี้ผมหัวเราะดังขึ้น
แต่ท่านกลับหยุดหัวเราะ
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
“ผีเน่าที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่ผีที่รู้ว่าตัวเองเน่า”
“แต่คือผีเน่า
ที่หลงคิดว่าตัวเองหอม”
เพราะผีแบบนั้น
ไม่คิดจะรักษาตัวเอง
ไม่คิดว่าตนมีสิ่งใดต้องแก้ไข
กลับคิดว่าคนอื่นต่างหาก
ที่มีปัญหา
และเมื่อใครไม่ยอมอยู่ใกล้
ก็กล่าวโทษว่าคนอื่นอิจฉา
เมื่อใครไม่เห็นด้วย
ก็หาว่าคนอื่นต่ำกว่า
เมื่อใครเดินจากไป
ก็คิดว่าคนผู้นั้นไม่มีวาสนาพอจะอยู่ใกล้ตน
ทั้งที่ความจริงแล้ว
คนทั้งหลาย
อาจเพียงแค่ได้กลิ่น
คุรุจึงว่า
“ผีอย่างนี้
เกินเยียวยา”
“เพราะมันไม่ได้เน่าแค่ตัว”
“มันยังเที่ยวบอกผีตัวอื่นว่า
ความเน่านี่แหละคือความหอม”
แล้วไม่นานนัก
ผีเน่าหลายตัว
ก็เริ่มมารวมกัน
ต่างฝ่ายต่างชมกัน
ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่า
พวกตนนั้นดีวิเศษกว่าคนอื่น
ไม่มีใครเตือนใคร
ไม่มีใครมองเห็นความผิดของกันและกัน
เพราะหากมีใครพูดความจริงออกมา
ผีตัวนั้นก็คงอยู่ในฝูงต่อไม่ได้
สุดท้าย
จากผีเน่าตัวเดียว
ก็กลายเป็นฝูงผีเน่า
จากโลงผุใบเดียว
ก็กลายเป็นสุสานทั้งแห่ง
อยู่ที่ใด
ที่นั่นก็มีแต่กลิ่น
จะทำสิ่งใด
ก็หาความเจริญได้ยาก
ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ
แต่เพราะไม่มีใครยอมรับรู้ว่า
ต้นเหตุของความเสื่อม
อยู่ในหมู่ของตนเอง
ก่อนกลับในคืนนั้น
คุรุพูดทิ้งท้ายกับผมว่า
“เอ็งจะคบใคร
ก็ดูให้ดี”
“คนเรา
อยู่ใกล้อะไรนาน ๆ
สุดท้ายก็รับกลิ่นของสิ่งนั้นมา”
“ถ้าจะเป็นผี
อย่างน้อยก็เป็นผีสะอาด”
ผมหัวเราะ
ท่านจึงว่า
“แต่ถ้าเลือกได้”
“ก็อย่าไปเป็นผีเลย”
แล้วท่านก็หัวเราะอีกครั้ง
ก่อนจะพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า
“เจอผีเน่า
ไม่ต้องไปเถียงกับมัน”
“ไม่ต้องบอกมันด้วยซ้ำว่ามันเหม็น”
“เพราะคนที่ไม่ได้กลิ่นตัวเอง
เอ็งพูดอย่างไร
มันก็ไม่เชื่อ”
“แค่ได้กลิ่น”
“ก็เดินให้ห่าง”
“แค่เห็นมันเดินเข้ามา”
“ก็ปลีกตัวเสีย”
“ก่อนที่วันหนึ่ง
เอ็งจะชินกับกลิ่นของมัน”
“จนไม่รู้ว่า”
“ตัวเอ็งเอง
เริ่มเน่าไปด้วยแล้ว”
ราชะ ตันตระ
26/09/2569