กรรมแห่งวาจา

กรรมแห่งวาจา

คืนนั้น

ผมนั่งอยู่ในห้องเรียนไม้เก่ากับคุรุ

ลมข้างนอกค่อนข้างแรง

ได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกันเป็นระยะ

และไม่ไกลนัก

มีเสียงนกร้องอยู่บนต้นไม้

คุรุนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนถามผมขึ้นมาว่า

“เอ็งเคยได้ยินเสียงนกร้องไหม”

ผมหันไปมองท่าน

“เคยครับ”

“แล้วเสียงหมาล่ะ”

“เคยครับ”

“แมวล่ะ”

“ก็เคยครับ”

ท่านพยักหน้า

“ฟังแล้วเป็นอย่างไร”

ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“บางทีก็น่ารักดีครับ”

คุรุหัวเราะ

“เอ็งรู้หรือว่ามันพูดอะไร”

ผมส่ายหน้า

“ไม่รู้ครับ”

ท่านหัวเราะอีก

“แล้วถ้ามันกำลังด่าเอ็งอยู่ล่ะ”

ผมหัวเราะตาม

ท่านว่า

“เอ็งก็ยังยืนยิ้มให้มันอยู่ดีใช่ไหม”

ผมตอบว่า

“ก็คงอย่างนั้นครับ
เพราะผมฟังไม่รู้เรื่อง”

คุรุพยักหน้า

ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า

“ก็เพราะฟังไม่รู้เรื่อง
เอ็งจึงไม่เอามาเป็นอารมณ์”

ผมนิ่ง

ท่านจึงพูดต่อ

“เสียงก็คือเสียง”

“หูมีหน้าที่ฟัง”

“แต่พอฟังแล้ว
อย่าเพิ่งเอาเข้าหัวใจ”

“ให้มันผ่านสมองเสียก่อน”

ผมมองหน้าท่าน

คุรุยกมือชี้ที่ศีรษะ

“เข้ามาทางหู
ก็ต้องผ่านตรงนี้”

แล้วท่านจึงชี้ที่อก

“ก่อนจะลงไปตรงนี้”

“ไม่อย่างนั้น
ใครพูดอะไรถูกใจ
เอ็งก็ดีใจ”

“ใครพูดอะไรไม่ถูกใจ
เอ็งก็โกรธ”

“ใครชม
เอ็งก็ลอย”

“ใครด่า
เอ็งก็ทุกข์”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น
ชีวิตเอ็งก็ไม่ได้อยู่ในมือเอ็งแล้ว”

ผมนั่งฟังเงียบ ๆ

คุรุกล่าวต่อ

“คำพูดคน
เหมือนควันไฟ”

ผมถามว่า

“อย่างไรครับ”

ท่านว่า

“ไฟอยู่ตรงที่หนึ่ง
ควันลอยมาอีกที่หนึ่ง”

“เอ็งได้กลิ่นควัน
เอ็งแน่ใจหรือ
ว่ากลิ่นที่เอ็งได้
เป็นกลิ่นจากต้นไฟอย่างเดียว”

ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วตอบว่า

“ไม่แน่ครับ”

“ระหว่างทางมันอาจปนกับอย่างอื่นได้”

คุรุยิ้ม

“นั่นแหละ”

“คำพูดก็เหมือนกัน”

“คนหนึ่งพูดออกมา”

“อีกคนหนึ่งเอาไปเล่า”

“เติมอารมณ์ตัวเองเข้าไปนิดหนึ่ง”

“ส่งให้อีกคน”

“คนนั้นก็เติมของตัวเองอีกหน่อย”

“พอผ่านไปสามสี่คน”

ท่านหัวเราะ

“บางทีคนต้นเรื่องฟังแล้ว
ยังจำไม่ได้เลยว่าเป็นเรื่องของตัวเอง”

ผมหัวเราะ

เพราะรู้ว่าท่านพูดจริง

เรื่องบางเรื่อง

เริ่มต้นเพียงประโยคเดียว

แต่เมื่อเดินทางผ่านคนหลายคน

กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเสียแล้ว

คุรุพูดว่า

“คนชอบบอกว่า
เขาพูดมาอย่างนี้”

“แต่เอ็งรู้หรือว่า
เขาพูดอย่างนั้นจริง”

“หรือคนที่มาเล่าให้เอ็งฟัง
เขาอยากให้เอ็งได้ยินอย่างนั้น”

ผมเงียบ

ท่านถามต่อ

“แล้วต่อให้เขาพูดจริง”

“คนพูดพูดด้วยอารมณ์อะไร”

“คนเล่าฟังด้วยอารมณ์อะไร”

“แล้วเอ็งรับฟังด้วยอารมณ์อะไร”

ผมตอบไม่ได้

เพราะยิ่งคิด

ก็ยิ่งเห็นว่า

คำพูดหนึ่งคำ

กว่าจะเดินทางมาถึงเรา

มันอาจไม่ได้เหลือสภาพเดิมแล้วเลยก็ได้

คุรุว่า

“ควันเมื่อออกจากไฟแล้ว
เอากลับเข้าไฟไม่ได้”

“คำพูดก็เหมือนกัน”

“พูดออกไปแล้ว
จะดี จะร้าย
จะเป็นมงคล หรืออัปมงคล”

“มันออกไปแล้ว”

“เอ็งเรียกกลับมาไม่ได้”

ท่านนิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนพูดต่อว่า

“เพราะฉะนั้น
ก่อนพูด
ต้องคิด”

“แต่ก่อนฟัง
ก็ต้องคิดเหมือนกัน”

ผมถามว่า

“แล้วถ้าเราได้ยินคนพูดไม่ดีล่ะครับ”

ท่านตอบทันที

“รำคาญก็เดินหนี”

“ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ”

“ไม่อยากฟังก็บอกว่าไม่ฟัง”

ผมถามต่อ

“แล้วถ้าเราไม่พูดอะไรเลยล่ะครับ”

คุรุมองหน้าผม

“ไม่พูด
กับไม่ร่วม
ไม่เหมือนกันนะ”

ผมเงียบ

ท่านจึงอธิบาย

“ถ้าเอ็งไม่อยากยุ่ง
แล้วลุกออกมา
อันนั้นคือไม่ร่วม”

“แต่ถ้าเอ็งนั่งฟัง”

“ฟังเขานินทา”

“ฟังเขาด่า”

“ฟังเขาเติมเรื่อง”

ท่านหยุด

ก่อนถามว่า

“เอ็งว่าเอ็งไม่ได้ร่วมจริงหรือ”

ผมตอบเบา ๆ

“ก็ร่วมครับ”

คุรุพยักหน้า

“คนพูดมีกรรมของคนพูด”

“คนเติม มีกรรมของคนเติม”

“คนส่งต่อ มีกรรมของคนส่งต่อ”

“ส่วนคนที่นั่งฟังแม้นิ่งเฉย ก็มีกรรม”

ท่านมองหน้าผม

“อย่าหลอกตัวเองว่าไม่เกี่ยว”

ผมนั่งนิ่ง

ข้างนอก

เสียงนกตัวเดิมยังร้องอยู่

ผมฟังมันอยู่พักหนึ่ง

ก่อนจะนึกถึงคำถามแรกของท่าน

บางทีนกตัวนั้น

อาจกำลังชมผม

อาจกำลังด่าผม

หรืออาจไม่ได้สนใจผมเลยก็ได้

แต่ทั้งหมดนั้น

ไม่ได้ทำให้ผมทุกข์

เพราะผมไม่ได้เอาเสียงของมัน

มาแปลความหมายให้ตัวเอง

คุรุพูดขึ้นโดยที่ผมยังไม่ได้ถามอะไร

“เสียงหมา
ก็ให้หมาฟัง”

“เสียงแมว
ก็ให้แมวฟัง”

“เสียงนกเสียงกา
ก็เรื่องของนกของกา”

แล้วท่านหันมามองผม

“เอ็งเป็นคน”

“ก็อย่าเอาสันดานหมา
สันดานแมว
สันดานนกกา
มาใส่ตัวเอง”

ผมหัวเราะ

คุรุก็หัวเราะ

ก่อนจะพูดทิ้งท้ายว่า

“ปากคนอื่น
เอ็งห้ามไม่ได้”

“แต่หูของเอ็ง
สมองของเอ็ง
ใจของเอ็ง”

“เอ็งดูแลได้”

คืนนั้น

ผมจึงเข้าใจว่า

กรรมแห่งวาจา

ไม่ได้เริ่มขึ้นเฉพาะตอนที่เราอ้าปากพูด

บางครั้ง

มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเลือกจะฟังอะไร

เชื่ออะไร

เติมอะไรลงไป

และจะส่งอะไรต่อ

เพราะคำพูดของคนอื่น

อาจเป็นเพียงเสียงหนึ่งเสียง

แต่จะกลายเป็นเรื่องราว

กลายเป็นความโกรธ

กลายเป็นความเกลียด

หรือกลายเป็นกรรมของเราเองหรือไม่

สุดท้ายแล้ว

อยู่ที่ว่า

เมื่อเสียงนั้นผ่านเข้ามาทางหู

เราใช้สติรับมัน

หรือใช้กิเลสรับมัน

เท่านั้นเอง

ราชะ ตันตระ
24/09/2569