อยู่ต่อ

  

อยู่ต่อ

เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของมนุษย์

ไม่ว่าเราจะมีอำนาจ
มีเวทย์
มีบารมีมากเพียงใด

ก็ไม่มีใครหลุดพ้นจากกฎของการเกิด
ความเสื่อม
ความเจ็บป่วย
และความตายได้

นี่คือธรรมชาติของสังขารมนุษย์

มนุษย์เกิดมาเพื่อใช้กรรม

แต่การใช้กรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ขึ้นอยู่กับว่า
คนคนนั้นเป็นใคร
เป็นคนของใคร
และระหว่างทางนั้น
มีผู้ใดคอยชี้แนะ ประคับประคอง หรือช่วยเหลืออยู่บ้าง

ชีวิตมนุษย์ย่อมมีความทุกข์

แต่ในความทุกข์
ก็ยังมีความสนุกได้

เช่นเดียวกับในความสุข
ก็ย่อมมีความทุกข์ซ่อนรออยู่เสมอ

มันเป็นเรื่องธรรมดา

เพราะฉะนั้น
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
ตราบใดที่กรรมของสังขารนี้ยังไม่สิ้น

ความสนุกในการมีชีวิตอยู่
ก็ไม่ควรหายไป

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกคือ

อย่าเดินเพียงลำพัง

เพราะการใช้กรรมตามระบบ
ตามกฎเกณฑ์ของมันจริง ๆ นั้น
เหนื่อยและหนักมาก

หากไม่มีผู้ชี้ทาง
ไม่มีผู้ช่วยประคับประคอง

เคราะห์และกรรมอาจกระหน่ำเข้ามาอย่างเต็มกำลัง

ไม่มีการลดราคา
ไม่มีทางลัด
ไม่มีการหลบเลี่ยง

เรื่องเช่นนี้จริง ๆ แล้ว
เราเห็นกันอยู่ทุกวันจนชินตา

เพียงแต่เราไม่เคยหยุดมองให้ดีว่า

แม้แต่การดำรงชีวิตธรรมดาในแต่ละวัน
ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

เมื่อผมกลับมาถึงบ้านเพื่อพักฟื้นร่างกาย

นอกเหนือจากกิจวัตรฟื้นฟูร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว
ผมก็มีเวลาให้กับการทบทวนความรู้ทางเวทย์วิชา
การฝึกฝน
และการพิจารณาชีวิตของตนเองมากขึ้น

ผมได้ทบทวนข้อผิดพลาดหลายอย่างที่ผ่านมา

และยอมรับว่า
ส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาทของผมเอง

ผมไม่ได้เดินตามคำสอน
และคำสั่งที่เคยได้รับไว้เมื่อเกือบสิบเจ็ดปีก่อน

คำสั่งนั้นคือ

“จงใช้ชีวิตอยู่ให้เหมือนคนที่ตายไปแล้ว”

เมื่อเกือบสิบเจ็ดปีก่อน
ผมใช้ชีวิตค่อนข้างเก็บตัวกว่านี้

ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า

ผิดครั้งแรก
อาจผิดที่เขา

แต่ถ้าผิดเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สอง
ก็คงต้องผิดที่เรา

ดังนั้น
สิ่งที่เคยถูกกำหนดไว้เมื่อนานมาแล้ว
อย่างการเข้าสมาบัติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

คงถึงเวลาที่ต้องนำกลับมาใช้อีกครั้ง

โดยเฉพาะในปีที่มีคราวเคราะห์ใหญ่

อย่างในปี 2548
ผมเคยถูกกำหนดให้เข้าสมาบัติตั้งแต่วันที่เจ็ด เดือนเจ็ด
ไปจนถึงวันที่เก้า เดือนเก้า

เรื่องเหล่านี้
คงไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป

การพบปะผู้คนทั่วไปก็คงต้องลดลง

หลายครั้ง
เบื้องบนส่งสัญญาณมา

เรารับรู้ได้
เราเข้าใจได้

แต่เพราะมันไม่ถูกใจเรา
เราจึงเลือกเพิกเฉย

ครั้งนี้สัญญาณค่อนข้างชัด

การผ่าตัดครั้งนี้
ผมสูญเสียอวัยวะสำคัญไปหนึ่งอย่าง

นั่นคือ ม้าม

นับจากนี้
เรื่องการติดเชื้อจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต

สัญญาณชัดถึงเพียงนี้
ก็คงต้องยอมรับว่า

หากยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปในสังขารมนุษย์นี้
ผมอาจไม่สามารถใช้ชีวิตพบปะผู้คน
เหมือนมนุษย์ทั่วไปได้อีกแล้ว

ชีวิตจากนี้
คงอยู่กับครอบครัว
และลูกศิษย์เท่านั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นอย่างชัดเจน

ยิ่งผมถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์มากขึ้น
ยิ่งพวกเขาเก่งขึ้น

ชีวิตของผมกลับยิ่งเบาลง

เมื่อเกือบสิบเจ็ดปีก่อน
ในคราวผ่าตัดครั้งนั้น

ผมต้องยืนรับเคราะห์
รับกรรม
และเผชิญหน้ากับเจ้ากรรมนายเวรเพียงลำพัง

แต่ในคราวนี้ไม่เหมือนเดิม

ผมมีลูกศิษย์รายล้อมอยู่มากมาย

หลายคนเติบโตขึ้น
มีความสามารถขึ้น
มีพลังขึ้น
และช่วยเหลือผมได้จริงในหลายด้าน

สิ่งนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า

นับจากนี้
หนึ่งในจุดหมายสำคัญของชีวิตผม

คือรีบผลักดันให้ลูกศิษย์ทั้งหลาย
เก่งขึ้นให้เร็วที่สุด

และหัวข้อสำคัญที่ หลายคนคงสงสัยว่า

แล้วผมยังกลับไปยังห้องเรียนไม้เก่า
ห้องเดิมนั้นอยู่หรือไม่

คำตอบคือ

ยังกลับไปครับ

ผมยังกลับไปตามปกติทุกคืนวันพฤหัสบดี

และบางคนอาจสงสัยต่อว่า

ผมเคยถามคุรุทั้งหลายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมหรือไม่

ตอบได้เลยว่า

ไม่ครับ

ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิด

เพราะคุรุทุกพระองค์เคยสอนไว้แล้วว่า

สิ่งใดที่บอกไปแล้ว
สิ่งใดที่สอนไปแล้ว

ต้องนำไปพิจารณาเอาเอง

ไม่มีคำแนะนำครั้งที่สอง
ไม่มีการสอนซ้ำเป็นรอบที่สอง

บางครั้ง
เพียงสบตากันก็เข้าใจ

คุรุบางพระองค์
ยังแอบมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า

คงกำลังเยาะเย้ยอยู่ในใจว่า

“บอกแล้วไม่ฟังเอง”

แต่จะโทษใครได้ครับ

ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของผมเอง

ผมใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวัง

และเมื่อกรรม
กับเคราะห์ในแต่ละรอบ
เป็นของเรา

จะไปให้คนอื่นทุกข์ร่วมกับเราก็คงไม่สมควร

ผมจึงทำได้เพียงยิ้ม
นั่งฟัง
แล้วเรียนต่อ

คุรุหลายพระองค์ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลย
ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผม

ราวกับว่านี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์คนหนึ่ง

เกิด
แก่
เจ็บ
แล้ววันหนึ่งก็ตาย

แต่บางพระองค์ที่เมตตากับผมมากหน่อย

ท่านจะเดินเข้ามา

ตบเบา ๆ ที่ไหล่

แล้วยิ้มให้

ไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจว่า

“ท่านยังอยู่ตรงนี้”

และคงรอวันที่ผมจะกลับไปอยู่ตรงนั้นร่วมกับท่าน

ในสถานที่ซึ่งไม่มีความทุกข์
ไม่มีความเจ็บป่วย
ไม่ต้องเกิด
ไม่ต้องแก่
และไม่มีวันดับสูญอีก

แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ

ตอนนี้ผมยังห่วงอะไรอยู่มากมายบนโลกมนุษย์

และผมก็ยังสนุกกับการใช้ชีวิต
ในแบบคนพิการ ๆ ของผมนี้อยู่

แม้อาจไม่ใช่ความสุขทางกายเหมือนเมื่อก่อน

แต่มันกลับเป็นความอิ่มเอิบ
และอิ่มเอมอยู่ภายในใจ

ที่สำคัญ

ผมยังมีลูกศิษย์อีกมาก

ที่ต้องฝึก

ต้องผลักดัน

และต้องทำให้พวกเขาเก่งขึ้นกว่านี้

ผมเคยพูดกับลูกศิษย์ทุกคนว่า

คุณจะเป็นคนดีหรือไม่ดี
นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะอบรมคุณ

แต่หากคุณจะเป็นลูกศิษย์ของผม

และจะให้ผมยอมรับว่าคุณเป็นลูกศิษย์อย่างแท้จริง

อย่างน้อยที่สุด

คุณต้องมีความสามารถ
และต้องเก่งพอ

เพราะฉะนั้น

ดูเหมือนว่าตอนนี้
ผมยังตายไม่ได้ครับ

ยังมีคนอีกมาก
ที่ผมต้องทำให้เขาเก่งเสียก่อน

ดังนั้น

ก็ขออยู่ต่ออีกหน่อยแล้วกันครับ

ราชะ ตันตระ
23/09/2569