ศารทวิษุวัต

ศารทวิษุวัต
คืนหนึ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ในห้องเรียน ที่ปกติอากาศจะเย็นสบายตัว แต่คืนนี้ เย็นลงกว่าปกติเล็กน้อย ผมแปลกใจและนึกสงสัยแต่ก็พอเดาได้ว่าบรรยากาศแบบนี้
คุรุท่านคงมีคำสอนใหม่ ๆ ที่เหมาะกับบรรยากาศแบบนี้เป็นแน่
มีเสียงแมลงกลางคืนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ภายนอก ทั้งที่ปกติไม่เคยมี
บนแท่นไม้เบื้องหน้าคุรุ
มีผลไม้สุกลูกหนึ่งวางอยู่
เป็นผลไม้ธรรมดา ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป
ไม่ได้มีค่าอะไรเป็นพิเศษ
แต่คุรุกลับมองมันอยู่นาน
ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งสำคัญบางอย่าง
เมื่อถึงเวลาเรียน
ท่านจึงหยิบผลไม้นั้นขึ้นมา
แล้วถามผม
“เอ็งคิดว่าผลไม้นี่เกิดขึ้นจากอะไร”
ผมตอบทันที
“เกิดจากต้นไม้ครับ”
คุรุพยักหน้า
แล้วถามต่อ
“ก่อนเป็นต้นไม้ล่ะ”
“เมล็ดครับ”
“ก่อนเป็นเมล็ดล่ะ”
ผมนิ่งคิด
แต่ตอบไม่ได้
คุรุยิ้ม
แล้ววางผลไม้กลับลงบนแท่น
“กว่าผลไม้ลูกหนึ่งจะเกิดขึ้น”
“มันต้องมีเมล็ด”
“ต้องมีดิน”
“ต้องมีน้ำ”
“ต้องมีแสงแดด”
“ต้องมีเวลา”
“และต้องมีคนดูแล”
ท่านหยุดเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อ
“ไม่มีผลไม้ลูกใดเกิดขึ้นเพราะตัวมันเอง”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
“มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน”
“ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค”
“ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ”
“ความรักไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคำอธิษฐาน”
“ทุกสิ่งล้วนมีเหตุ”
“และทุกเหตุย่อมมีผล”
จากนั้นคุรุจึงเล่าเรื่องของมหาอวตารพระองค์หนึ่ง
ซึ่งผู้คนในปัจจุบันอาจไม่ค่อยกล่าวถึงมากนัก
แต่ในคัมภีร์โบราณ
พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
พระนามว่า
พระปฤถู
คุรุเล่าว่า
ในกาลครั้งหนึ่ง
มนุษย์เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์จากโลก
ตักตวงจากผืนดิน
เก็บเกี่ยวจากธรรมชาติ
แต่ไม่เคยดูแลรักษา
ไม่เคยตอบแทน
ไม่เคยสำนึกในคุณค่า
จนกระทั่งผืนดินหยุดมอบความอุดมสมบูรณ์
พืชผลไม่เติบโต
แม่น้ำเริ่มแห้งเหือด
ผู้คนอดอยาก
บ้านเมืองตกอยู่ในความทุกข์
ในเวลานั้นเอง
พระปฤถูจึงถือกำเนิดขึ้น
เพื่อฟื้นฟูความสมดุลของโลก
คุรุเล่าว่า
พระแม่ปฤถวี ผู้เป็นจิตวิญญาณแห่งผืนแผ่นดิน
ได้แปลงกายเป็นแม่โค
และหลบหนีจากมนุษย์
เพราะมนุษย์เอาแต่รีดเอาผลประโยชน์
โดยไม่เคยดูแลสิ่งใดตอบแทน
พระปฤถูจึงติดตามไป
มิใช่เพื่อทำร้าย
แต่มุ่งหมายจะเข้าใจ
และแก้ไขต้นเหตุของปัญหา
เมื่อทรงทราบความจริง
พระองค์จึงมิได้ใช้อำนาจบังคับโลก
แต่เริ่มจากการแก้ไขมนุษย์
สอนการเพาะปลูก
สอนการดูแลแผ่นดิน
สอนการปกครอง
สอนให้ผู้คนรู้จักหน้าที่
และสอนให้เข้าใจว่า
ผู้ที่ต้องการเก็บเกี่ยว
ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะหว่านก่อน
เมื่อมนุษย์เปลี่ยนแปลงตนเอง
โลกก็กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
พืชผลกลับมาเติบโต
แม่น้ำกลับมาไหล
และผู้คนกลับมามีความหวัง
เมื่อเล่าจบ
คุรุหยิบเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งขึ้นมาวางบนฝ่ามือ
แล้วถามผม
“เอ็งรู้ไหมว่าทำไมคนจำนวนมากจึงผิดหวังในชีวิต”
ผมส่ายหน้า
ท่านยิ้มแล้วจึงพูดต่อ
“เพราะคนส่วนใหญ่อยากเก็บเกี่ยว”
“แต่ไม่อยากเพาะปลูก”
“อยากได้รับความรัก”
“แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรัก”
“อยากได้รับความเคารพ”
“แต่ไม่เคยทำตนให้น่าเคารพ”
“อยากร่ำรวย”
“แต่ไม่เคยสร้างคุณค่าให้แก่ใคร”
“อยากได้รับผล”
“แต่ไม่เคยหว่านเหตุ”
ผมนั่งนิ่ง
ฟังทุกถ้อยคำด้วยความตั้งใจ
คุรุมองเมล็ดพืชบนฝ่ามือ
ก่อนกล่าวต่อ
“นี่คือบทเรียนของพระปฤถู”
“โลกไม่เคยใจร้าย”
“โลกไม่เคยลำเอียง”
“โลกเพียงตอบสนองต่อสิ่งที่มนุษย์กระทำ”
“หว่านเช่นไร”
“ย่อมเก็บเกี่ยวเช่นนั้น”
ท่านหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วกล่าวเป็นประโยคสุดท้าย
“ก่อนจะโทษฟ้า”
“ก่อนจะโทษดิน”
“ก่อนจะโทษโชคชะตา”
“จงกลับไปดูเสียก่อนว่า”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา”
“เราได้หว่านสิ่งใดลงไปในชีวิตของตนเอง”
คืนนั้น
ผมนั่งเงียบอยู่ในห้องเรียนไม้เก่า
มองดูเมล็ดพืชเล็ก ๆ บนฝ่ามือของคุรุ
และเริ่มเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า
ศารทวิษุวัตมิใช่เพียงฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวของท้องนา
แต่เป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวของชีวิต
เพราะไม่ว่ามนุษย์จะหว่านสิ่งใดลงไป
ด้วยกาย วาจา หรือใจ
วันหนึ่ง
ผลของมันย่อมเติบโตขึ้น
และย้อนกลับมาหาเจ้าของเสมอ
ราชะ ตันตระ
21/09/2569