เคราะห์กรรม? (6)
.jpeg)
เคราะห์กรรม? (6)
วันที่ 2 กันยายน
คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ผมนอนอยู่ในโรงพยาบาล
ความจริงแล้ว หากดูเฉพาะเรื่องแผลและสภาพร่างกาย ผมสามารถกลับบ้านได้ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม เพราะทุกอย่างฟื้นตัวได้ดี
เหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ เป็นเพราะผมถูกตัดม้ามออก
เมื่อไม่มีม้าม จึงจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพิ่มเติมอีกสามชนิด โดยคณะแพทย์วางแผนทยอยฉีดวันละชนิด
วันที่ 30 สิงหาคม วัคซีนเข็มแรกไม่มีปัญหา
แต่วันที่ 31 สิงหาคม หลังได้รับวัคซีนเข็มที่สอง ผมมีผื่นขึ้นตามตัว
คณะแพทย์จึงสงสัยว่าอาจเป็นอาการแพ้วัคซีน หรือแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งที่ใช้อยู่ในช่วงนั้น
จึงตัดสินใจเว้นหนึ่งวัน
และกำหนดให้ฉีดวัคซีนตัวสุดท้ายในวันที่ 2 กันยายน
หากไม่มีอาการแพ้เพิ่มเติม ก็จะสามารถกลับบ้านได้ในวันที่ 3 กันยายน
ดังนั้นคืนนี้
คืนวันที่ 2 กันยายน
จึงนับเป็นคืนสุดท้ายอย่างแท้จริงของการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
ช่วงเช้า คณะแพทย์เข้ามาเยี่ยมและแจ้งผลเบื้องต้นของชิ้นเนื้อที่ตัดออกไป
คำตอบชัดเจนอย่างหนึ่งแล้วว่า
เป็นมะเร็ง
แต่ยังต้องส่งชิ้นเนื้อไปย้อมสีเพิ่มเติม เพื่อระบุชนิดให้ชัดเจนที่สุด
ในความเห็นเบื้องต้นของคณะแพทย์ มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง
ทางแรก คืออาจเป็นมะเร็งชนิดเดิมที่ผมเคยเป็นเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน
มันอาจเดินทางมากระจายอยู่บริเวณนี้ และค่อย ๆ เติบโตอย่างช้ามากตลอดระยะเวลาเกือบ 17 ปี
ทางที่สอง คืออาจเป็นเนื้องอกมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนของตับอ่อน
แต่สิ่งที่คณะแพทย์เห็นพ้องกันเบื้องต้นคือ ไม่น่าจะเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดที่เกิดจากเนื้อตับอ่อนโดยตรง ซึ่งเป็นชนิดที่มีความก้าวร้าวสูงและมักถูกมองว่าเป็น “ตัวอันตราย”
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังต้องรอผลย้อมสีเพื่อยืนยัน
เมื่อทราบชนิดที่แน่นอนแล้ว จึงค่อยวางแนวทางการรักษาระยะต่อไป
คณะแพทย์ยังเสนอให้ตรวจซ้ำหลังการผ่าตัดด้วย CT scan เพื่อสำรวจว่ามีร่องรอยของโรคอยู่บริเวณอื่นอีกหรือไม่
แต่ก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า หากสามารถทำ PET scan ได้ ก็อาจช่วยสำรวจภาพรวมของร่างกายได้กว้างขึ้น
เมื่อครอบครัวปรึกษากันแล้ว เราจึงเห็นตรงกันว่า หลังร่างกายฟื้นตัวดี น่าจะเลือกทำ PET scan เพื่อความสบายใจและให้เห็นภาพรวมมากที่สุด
ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล ผมต้องยอมรับว่าคณะแพทย์ที่เข้ามาดูแลนั้นเป็นทีมใหญ่จริง ๆ
หลายท่านมาจากการประสานงานของคุณหมอที่ปรึกษาคนสำคัญ ซึ่งช่วยรวบรวมแพทย์หลายสาขาเข้ามาดูแลร่วมกัน
ในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้า มักเริ่มจากคุณหมอเบาหวาน
ต่อด้วยคุณหมอโรคหัวใจ
และคุณหมอที่ปรึกษาคนสำคัญ
บางวันจะมีคุณหมอโรคไต
คุณหมอโรคปอด
รวมถึงคุณหมอระบบประสาท ซึ่งเข้ามาดูแลเรื่องระบบประสาทอัตโนมัติและอาการมือเท้าชาที่สะสมมาจากเบาหวานเรื้อรัง
เมื่อมีอาการผื่นหลังฉีดวัคซีน ก็มีคุณหมอผิวหนังและคุณหมอภูมิแพ้เพิ่มเข้ามาอีก
ส่วนช่วงค่ำ จึงเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์คนสำคัญ ที่เข้ามาตรวจดูแผล ดูอาการ และติดตามการฟื้นตัวอย่างละเอียด
แต่ในวันนี้
มีคุณหมอโรคมะเร็งเข้ามาเยี่ยมผมด้วย
ความประทับใจแรกเกิดขึ้นทันทีที่คุณหมอเดินเข้ามาถึงเตียง
ท่านจับที่ขาผมเบา ๆ แล้วพูดว่า
“คุณเคยเป็นมะเร็งนะ แต่ตอนนี้คุณไม่ได้เป็นแล้ว เพราะเราเอามันออกไปแล้ว”
เพียงประโยคแรก
ความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างในใจก็เบาลงไปมาก
คุณหมอบอกว่า เบื้องต้นยังคาดว่าก้อนนี้น่าจะเป็นมะเร็งชนิดเดิมที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน
แต่ผลย้อมสีของชิ้นเนื้อยังไม่ออก
อย่างไรก็ตาม เราสามารถพูดคุยแนวทางล่วงหน้าได้
หากผลยืนยันว่าเป็นชนิดเดิมจริง จะมีแนวทางหลักอยู่สองทาง
ทางแรก
คือการเฝ้าระวัง
ตรวจติดตามเป็นระยะ
ดูไปเรื่อย ๆ
เช็กไปเรื่อย ๆ
โดยยังไม่ต้องให้ยาเพิ่มเติม
ทางที่สอง
คือให้ยาเพื่อลดโอกาสการกลับมาเกิดซ้ำ
คุณหมออธิบายว่า ยาชนิดนี้อาจช่วยลดโอกาสการกลับมาได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
จากนั้นท่านแตะมือที่ขาผมเบา ๆ อีกครั้ง แล้วพูดในลักษณะเป็นกันเองว่า
“แต่ถ้าคุณเป็นพ่อ หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ของหมอ หมอไม่แนะนำให้ทำ”
เหตุผลคือยากลุ่มนี้อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแปรปรวน
มีโอกาสเกิดโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง
รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
คุณหมอย้ำว่า
นี่เป็นเพียงทางเลือก
สุดท้ายแล้วต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกันของตัวผมและครอบครัว
ผมชอบวิธีที่คุณหมออธิบาย
ไม่เร่ง
ไม่ขู่
ไม่ผลักให้เลือกทางใดทางหนึ่ง
เพียงบอกข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แล้วปล่อยให้เราเป็นคนตัดสินใจ
เมื่อแพทย์ทุกท่านเข้าเยี่ยมจนครบ
ก็เข้าสู่ค่ำคืนสุดท้ายของการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ผมเข้านอนเวลาสี่ทุ่มครึ่งเช่นเดิม
ในใจเตรียมพร้อมอยู่แล้วว่า
หากคืนก่อนๆยังหนักขนาดนั้น
คืนสุดท้ายอาจยิ่งหนักกว่าเดิม
เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเขา ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีความร้อน
ไม่มีเงามืด
ไม่มีความรู้สึกอาฆาต
ไม่มีเสียงรบกวนในจิตใจ
ผมหลับยาวอย่างสงบ
จนกระทั่งเวลา 6 โมงเช้า
เสียงเปิดประตูจากพยาบาลที่เข้ามาวัดไข้ วัดความดัน และตรวจอาการตามปกติ ปลุกให้ผมตื่นขึ้น
คราวนี้ผมไม่จำเป็นต้องถามใคร
และไม่จำเป็นต้องเข้าสมาธิเพื่อค้นหาคำตอบอย่างคืนก่อน
ผมเข้าใจได้ทันทีว่า
ทำไมคืนนี้ถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมหายใจเข้าลึก ๆ
ทำจิตให้นิ่ง
แล้วสำรวจตัวเอง
พระเวทย์ของผมเริ่มกลับมาแล้ว
แม้จะยังเพียงเล็กน้อย
ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
แต่สำหรับผม
แค่นั้นก็เพียงพอ
เพราะนั่นหมายความว่า ผมเริ่มมีกำลังของตัวเองกลับคืนมา
ไฟแห่งพระเวทย์เริ่มฟื้น
มากพอที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้เหมือนหลายคืนที่ผ่านมาอีกแล้ว
ในที่สุด
ผมก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครตั้งเกราะให้
ไม่จำเป็นต้องให้ใครนั่งสมาธิแทน
และไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากใคร
ผมเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
แม้จะยังไม่สมบูรณ์
แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่
และเมื่อแสงเช้าส่องเข้ามาในห้อง
ผมก็รู้ว่า
ถึงเวลาแล้ว
ถึงเวลาที่จะออกจากโรงพยาบาล
และกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน
ราชะ ตันตระ
22/09/2569