เคราะห์กรรม? (5)

เคราะห์กรรม? (5)

สำหรับการเตรียมตัวในคืนที่สอง

นอกจากเทวรูปทั้งสามพระองค์ที่นำมาตั้งไว้ข้างหัวนอนแล้ว ผมยังมีลูกศิษย์ใกล้ชิดหลายคนผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล

บางคนนอนเฝ้าอยู่ที่โซฟาข้างเตียง

บางคนช่วยจัดการเรื่องยา บันทึกการรักษา พูดคุยกับแพทย์ และเก็บข้อมูลต่าง ๆ

บางคนช่วยเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม

และบางคนแทบไม่มีหน้าที่อะไรเลย นอกจากคอยเล่าเรื่องสนุก เรื่องตลก ทำให้ผมอารมณ์ดี

ทุกคนยังช่วยกันเป็นกำลังใจเวลาผมต้องทำกายภาพในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะเป็นการบริหารปอด บริหารขา ลุกขึ้นยืน หรือยืดเหยียดร่างกาย

ทุกคนพยายามทำท่าทำทางให้กิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นเรื่องสนุก มากกว่าจะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นผู้ป่วย

ดังนั้น หากพูดกันในเรื่องของ “พลังชีวิต”

ผมคิดว่าวิญญาณของผมมีอยู่เต็มเปี่ยม

เหลือเพียงแต่สังขารเท่านั้น ที่ยังต้องค่อย ๆ ฟื้นตัว

และสังขารนี่เอง ที่จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับพระเวทย์อย่างระมัดระวัง

คืนนั้นผมเข้านอนเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่งเหมือนเดิม

และหลับไปด้วยฤทธิ์ยา

จนกระทั่งผมเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาเพราะ “ความร้อน”

มันร้อนตามลำตัว

ร้อนกลางหลัง

ร้อนใบหน้า

ร้อนแขน

ร้อนขา

ร้อนระอุราวกับยืนอยู่หน้ากองไฟ

แต่แปลกตรงที่มันไม่ได้ร้อนอยู่บนผิวหนัง

มันเหมือนร้อนอยู่ข้างใน

ร้อนลึก

ร้อนรุ่ม

กระสับกระส่ายจนต้องลืมตาตื่น

ผมเหลือบมองนาฬิกา

ประมาณตีสองครึ่ง

เวลาแทบจะตรงกับเมื่อคืนก่อน

แต่คราวนี้ เมื่อผมมองไปรอบห้อง กลับไม่เห็นเงาดำ ไม่มีสายตา ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด

มีเพียงความรู้สึกถึงกระแสแห่งความอาฆาต ความพยาบาท และแรงสาปแช่งบางอย่างที่เหมือนแผ่เข้ามา

ในความเชื่อของผม ผมคิดว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นคงไม่สามารถเข้ามาใกล้บริเวณที่มีเทวรูปทั้งสามพระองค์ได้

สิ่งที่พวกเขาทำได้ จึงเหลือเพียงส่งกระแสแห่งความอาฆาตเข้ามาแทน

ขณะที่ผมเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แล้ววางลง โทรศัพท์กระทบกับโต๊ะเกิดเสียงเบา ๆ

ลูกศิษย์คนเดิมที่นอนอยู่บนโซฟาได้ยิน จึงถามขึ้นว่า

“ต้องการอะไรหรือเปล่า”

ผมตอบไปว่า

“ผมร้อน”

เขาลุกขึ้นมาแตะตัวผม เพื่อดูว่ามีไข้หรือไม่

แต่ปรากฏว่าร่างกายผมกลับเย็นปกติ

ไม่มีไข้

ในขณะที่ความรู้สึกร้อนภายในยังคงอยู่

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมจึงคิดว่า

ถ้าสิ่งที่เข้ามาเป็นกระแสแห่งธาตุไฟ

ก็ควรใช้ธาตุน้ำเข้าควบคุม

ผมจึงบอกเขาว่า

“กลับไปนั่งที่เดิม แล้วทำสมาธิธาตุน้ำ ตั้งเกราะน้ำ ให้ห้องเย็นลง”

เขาตอบเบา ๆ ว่า

“ยังเรียนไม่ถึงการตั้งเกราะน้ำ”

ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ

แล้วบอกว่า

“ไม่เป็นไร ทำตามนี้”

ผมให้เขาตั้งมุทรา “จันทราฉาย”

หายใจตามหลักธาตุน้ำ

เดินพระเวทย์

และกำกับด้วยบทสวด

หลังจากทำสมาธิไปประมาณหนึ่งชั่วโมง

อาการร้อนก็ค่อย ๆ เบาลง

จนแทบไม่เหลือ

ผมจึงบอกว่า

“นี่ก็ตีสามกว่าแล้ว นอนกันเถอะ เดี๋ยวเช้าก็คงดีขึ้น”

จากนั้นเราจึงแยกย้ายกันนอนอีกครั้ง

แต่เมื่อผมเริ่มเคลิ้มหลับ

สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

คราวนี้ไม่ใช่ความร้อน

แต่เป็นจิตใจที่ค่อย ๆ ดิ่งลง

ความเศร้าหมองเริ่มเข้ามา

กระแสความคิดลบต่าง ๆ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

มีเสียงอื้ออึงอยู่ในหัว

เหมือนมีใครคอยเยาะเย้ย ถากถาง

ว่าในที่สุดผมก็กลายเป็นคนพิการ

ไร้ความสามารถ

แม้แต่จะพลิกร่างกายเองยังทำไม่ได้

ลุกขึ้นนั่งก็ไม่ได้

ต้องให้คนอื่นคอยช่วยทุกอย่าง

และสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงคนไร้ค่า

ความคิดเหล่านั้นพรั่งพรูเข้ามาจนจิตใจเริ่มหมดแรง

แต่ผมเข้าใจดีว่านี่คือการโจมตีอีกรูปแบบหนึ่ง

หากทำอะไรทางกายไม่ได้ ก็ทำให้จิตใจเราอ่อนแอ

ทำให้เราจิตตก

ทำให้เราคิดลบ

ทำให้อารมณ์ดิ่งจนไม่เหลือกำลังที่จะต่อสู้

ผมจึงพยายามเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

คิดว่าจะเปิดแอปพลิเคชัน ดูอะไรเพลิน ๆ หาเรื่องที่ทำให้ตัวเองสนใจ เพื่อเปลี่ยนอารมณ์

แต่เมื่อถือโทรศัพท์อยู่ในมือ

ผมกลับรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย

ผมจึงวางมันลง

เสียงโทรศัพท์กระทบโต๊ะดังขึ้นอีกครั้ง

ลูกศิษย์ได้ยินจึงถามว่า

“ต้องการอะไรไหม”

ผมตอบว่า

“ไม่ได้ต้องการอะไร แค่จิตใจไม่ค่อยสงบ นอนไม่ค่อยหลับ”

เขาจึงลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง

แล้วเริ่มชวนผมคุย

เรื่องนั้นบ้าง

เรื่องนี้บ้าง

เรื่องสัพเพเหระที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร

แต่สิ่งง่าย ๆ แบบนั้นกลับช่วยได้มาก

เพราะเวลาที่คนเรากำลังดิ่งลงไปในอารมณ์เศร้าหมอง การมีใครสักคนคอยพูดคุย คอยดึงความสนใจออกมาจากความคิดของตัวเอง ย่อมช่วยให้อารมณ์ค่อย ๆ กลับมาเสถียรขึ้น

คืนนั้นเขาคุยไปเรื่อย ๆ

ส่วนผมก็เพียงนอนฟัง

บางครั้งก็หัวเราะ

บางครั้งก็ตอบบ้าง

จนเกือบรุ่งสาง

ประมาณตีห้า ทุกอย่างจึงค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณบ่ายสาม

หุ้นส่วนชีวิตและลูกสาวก็มาเยี่ยมผมตามปกติ

ผมจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ทั้งสองคนฟัง

แต่คราวนี้ หุ้นส่วนชีวิตไม่ได้เพียงนั่งฟังเงียบ ๆ เหมือนวันก่อน

เขากลับถามผมตรง ๆ ว่า

“ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไสยศาสตร์ แล้วมีคนมาปรึกษาว่าเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้ คุณจะตอบเขาว่าอย่างไร”

ผมนั่งนิ่งไปชั่วขณะ

เพราะผมเข้าใจทันทีว่าเขากำลังพูดอะไร

บางครั้งเรามองเรื่องของตัวเองไม่ชัด เท่ากับเวลาที่เราเป็นคนมองเรื่องของผู้อื่น

ผมจึงเรียกลูกศิษย์มา แล้วสั่งให้ติดต่อกลับไปที่เทวาลัย

ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ทางเทวาลัยได้ประกอบพิธีประจำวันอยู่แล้ว

ทั้งการเสี่ยงทายเมล็ดไฟ

และการถวายอัคนีบูชาตามหลักวิชาของตันตระเทวาลัย

รวมทั้งถวายองค์พระเสาร์ในกำลังหนึ่งร้อยเท่าเป็นประจำทุกวัน

ผมจึงสั่งให้เพิ่มการถวายอัคนีบูชาแด่ องค์พระจันทร์ และ พระศุกราจารย์

พร้อมทั้งให้นำประคำมือที่ผมใช้ภาวนาเป็นประจำ

“เกศเก้าอุลกวัชรา”

มาไว้กับผมด้วย

คืนนั้นผมเข้านอนประมาณสี่ทุ่มครึ่งเช่นเดิม

และสิ่งที่น่าแปลกก็คือ

ผมหลับอย่างสงบ

ไม่มีความร้อน

ไม่มีความฝันร้าย

ไม่มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดเข้ามารบกวน

เป็นการนอนที่สบายที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้

ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูจากพยาบาล

แสงเช้าลอดเข้ามาในห้อง

เมื่อหันไปมองนาฬิกา จึงรู้ว่าเป็นเวลาประมาณหกโมงเช้าแล้ว

ผมรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น

เหตุใดทุกอย่างจึงเงียบสงบเช่นนี้

ผมจึงหลับตาและเข้าสมาธิ

ในห้วงสมาธินั้น

ผมได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

ใช่ครับ

พี่พิกุล

เสียงนั้นกระซิบบอกผมเบา ๆ ว่า

พวกเขามาเฝ้ารอผมอยู่ด้านล่างของโรงพยาบาลทุกคืน

แต่ไม่มีใครสามารถเข้าไปขัดขวางเจ้ากรรมนายเวรได้

เพราะเจ้ากรรมนายเวรย่อมมีสิทธิ์ตามกฎแห่งกรรม

แม้ผู้มีฤทธิ์มีอำนาจเพียงใด ก็ไม่ควรเข้าไปฝืนกฎนั้น

แต่เมื่อคืน

องค์คุรุ พระศุกราจารย์ เสด็จมาเหนือท้องฟ้าบริเวณโรงพยาบาล

และมีพระดำรัสกึกก้องว่า

“กูย่อมรู้ว่ากฎแห่งกรรมและกฎแห่งสวรรค์มีอยู่
แต่ตัวกูไม่เคยสนกฎเกณฑ์
กูรู้เพียงว่า ใครแตะต้องผู้บูชากู
กูไม่ยอม”

หลังจากนั้น

ดวงวิญญาณทั้งหลายก็สลายหายไป

แม้แต่ผู้ที่มาเฝ้ารออยู่ด้านล่าง ก็ยังพร้อมใจกันถอยออกไปทั้งหมด

เมื่อผมรับรู้เช่นนั้น

ผมได้แต่ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ

ระลึกถึงพระองค์ท่านด้วยความปลื้มปีติ

และด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาที่ผมเชื่อว่าได้รับในคืนนั้น

แต่ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ

คืนนี้สินะ

คงเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่โรงพยาบาล

พวกเขาย่อมรู้เรื่องนี้เช่นกัน

และพวกเขาก็คงรู้ว่า

เมื่อผมกลับถึงบ้าน

การจะเข้ามาถึงตัวผมอีกครั้งนั้น ย่อมยากกว่าการเข้ามาในโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะมากมายนัก

ดังนั้น

ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

คืนสุดท้ายนี้ก็คงเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเขาเช่นกัน

ผมได้แต่นอนคิดเงียบ ๆ ว่า

แล้วคืนนี้…จะเกิดอะไรขึ้นอีก

ราชะ ตันตระ
22/09/2569