เคราะห์กรรม? (4)
.jpeg)
เคราะห์กรรม? (4)
และแน่นอนว่า เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าครั้งนี้ผมกำลังต้องรับมือกับอะไร ผมก็อดนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อเกือบ 17 ปีก่อนไม่ได้
เพราะนี่ถือเป็นครั้งที่สอง
ผมมีคติประจำใจอยู่ข้อหนึ่งเสมอว่า
“ผิดแรก ผิดที่เขา
ผิดที่สอง ผิดที่เรา”
ความผิดพลาดครั้งแรกอาจเป็นเพราะเราไม่รู้ ไม่ทันระวัง หรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
แต่เมื่อเคยผ่านมันมาแล้ว หากยังปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำอีก ครั้งนั้นคงโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเราเอง
ดังนั้นในเช้าวันที่ 30 ผมจึงนั่งรถเข็นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงพยาบาลที่ชั้น 9 ก่อน จากนั้นจึงลงไปชั้นล่างเพื่อสักการะศาลพระพรหมของโรงพยาบาลเช่นกัน
ผมไม่ได้ไปเพื่อขอให้สิ่งใดหายไป
แต่ไปเพื่อเตรียมตัว
ก่อนเข้านอนคืนนั้น ผมทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบที่สุด
เพราะในเวลานั้นร่างกายของผมยังไม่สมบูรณ์แข็งแรง และตามหลักวิชาตันตระ เมื่อสังขารยังไม่ฟื้น พระเวทย์ก็ย่อมยังไม่ควรเร่งให้ฟื้นตามขึ้นมา
ในหลักวิชาตันตระ
สังขาร วิญญาณ และดวงจิต ต้องรักษาความสมดุลต่อกัน
หากสังขารยังอ่อนแอ แต่รีบผลักพระเวทย์ให้สูงขึ้นเกินกว่ากำลังของร่างกาย สังขารก็อาจกลับมาสมบูรณ์ได้ยาก
ส่วนวิญญาณนั้นเป็นปัญหารองลงมา เพราะยังสามารถเติมกลับได้จากอารมณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่เราเรียกกันว่า “พลังชีวิต”
ดังนั้นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานั้น คือความสัมพันธ์ระหว่าง สังขารกับพระเวทย์
เมื่อสังขารเพิ่งเริ่มต้นฟื้นฟู
พระเวทย์ของผมจึงนับเป็นศูนย์
พูดง่าย ๆ ก็คือ ในคืนนั้นผมไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้มีวิชาอะไรทั้งสิ้น
ผมเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ที่กำลังเตรียมรับมือกับเจ้ากรรมนายเวรและเหล่าดวงวิญญาณร้าย
ผมเข้านอนประมาณสี่ทุ่มครึ่ง และไม่นานก็เริ่มเข้าสู่ความฝัน
นับตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัดจนถึงช่วงพักฟื้น ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลเรื่องการรักษาเลย เพราะผมมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก และมั่นใจในคณะแพทย์ที่ดูแล
แต่ความฝันในคืนนั้นกลับแตกต่างออกไป
ผมกลับฝันถึงแต่การผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ผ่าจากโรงพยาบาลหนึ่ง แล้วถูกพาไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง
ผ่าแล้วผ่าอีก
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จนในความฝันผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
รู้เพียงว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงผ่าตัด
รอบตัวมืด
เงียบ
และเย็น
ผมจำได้ว่าในฝันตัวเองพูดออกมาว่า
“ที่นี่ที่ไหนครับ”
ในช่วงที่ผมพักรักษาตัว มีลูกศิษย์ใกล้ชิดผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าอยู่เป็นประจำ
คืนนั้น ลูกศิษย์ที่อยู่เฝ้าได้ยินเสียงผมละเมอ จึงลุกจากที่นอน เดินเข้ามาแตะตัวผมเบา ๆ เพื่อให้รู้สึกตัว แล้วถามว่า
“ต้องการอะไรไหม”
ทันทีที่ผมลืมตาขึ้น
สิ่งที่ผมรับรู้ในขณะนั้น คือบรรยากาศภายในห้องที่เต็มไปด้วยเงาดำ พลังลบ ความอาฆาต และความรุนแรง เต็มห้อง รอบตัว รายล้อมไปด้วยความอัปมงคล และเจตนาร้าย
สำหรับผม สิ่งเหล่านั้นคือเจ้ากรรมนายเวร
และในเวลาที่ผมไม่มีพระเวทย์เหลืออยู่เลย แม้แต่ดวงวิญญาณในระดับที่ปกติไม่สามารถเข้าใกล้ผมได้ ก็สามารถเข้ามาถึงตัวได้ง่ายกว่าที่เคย
หากเป็นเวลาปกติ ต่อให้มีพระเวทย์อยู่เพียงเล็กน้อย ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คงไม่มีโอกาสเฉียดเข้ามาใกล้
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป
ร่างกายผมอ่อนแอ
สติยังไม่สมบูรณ์
และยังมีฤทธิ์ของยาหลายชนิดอยู่ในร่างกาย
ผมคิดอะไรแทบไม่ออก
ในความรู้สึกขณะนั้น เหมือนดวงวิญญาณเหล่านั้นพุ่งเข้าชนร่างกายซ้ำ ๆ จนเกิดความเจ็บปวดและทรมานอย่างมาก
ผมจึงพยายามรวบรวมสติทีละน้อย
ปลุกตัวเองให้ตื่นเต็มที่
ก่อนหันไปบอกลูกศิษย์ว่า
“กลับไปนั่งที่โซฟา แล้วทำสมาธิอย่างที่ฝึกอยู่เป็นประจำ”
ผมให้เขาใช้สมาธิธาตุไฟที่เคยเรียน
ตั้ง เกราะเพลิง และใช้ “มุทรา สุริยะ ฉาย”
ตามแบบที่เขาเคยฝึกฝนมา
และใช่ครับ
สำหรับสิ่งที่ผมรับรู้ในคืนนั้น มันได้ผล
เงามืดและพลังที่ผมรู้สึกว่าอยู่รอบตัวค่อย ๆ จางหายไป จนในที่สุดทุกอย่างสงบลง
แต่คืนนั้นยังไม่จบง่าย ๆ
เราต้องทำสมาธิกันอีกหลายรอบ
แต่ละรอบกินเวลานานเกือบชั่วโมง
พักแล้วเริ่มใหม่
จนกระทั่งรุ่งเช้า
ทุกอย่างจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
นับว่าผ่านคืนแรกมาได้อย่างราบรื่น
วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณบ่ายสาม หุ้นส่วนชีวิตและลูกสาวมาเยี่ยมตามเวลาที่ทั้งสองมักจะแวะมาเป็นประจำ
ผมจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ฟัง
เมื่อฟังจบ หุ้นส่วนชีวิตผมถามขึ้นว่า
“แล้วไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอ”
ผมตอบไปง่าย ๆ ว่า
“ก็เราเป็นหนี้เขา เราก็ต้องชดใช้”
ทั้งหุ้นส่วนชีวิตและลูกสาวมองหน้าผมด้วยสายตาแปลก ๆ
เหมือนจะไม่เข้าใจนัก
แต่ก็ไม่ได้พูดคัดค้านอะไรออกมา
ราวกับยอมรับและเคารพในการตัดสินใจของผม
ก่อนที่หุ้นส่วนชีวิตจะพูดขึ้นว่า
“อย่างน้อยก็น่าจะนำเทวรูปมาตั้งไว้ในห้อง เป็นสิริมงคลหน่อยไหม”
ผมฟังแล้วรู้สึกเห็นด้วยทันที
จึงให้ลูกศิษย์กลับไปนำเทวรูปองค์เล็กของ
พระมหาสดาศิวะเจ้า
พระศรีมหาอุมาเทวีเจ้า
และพระพิฆเนศวรเจ้า
มาตั้งไว้ข้างหัวนอน
ไม่ใช่เพื่อหลบหนีสิ่งที่ต้องเผชิญ
แต่เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกว่าเดิม
สำหรับคืนที่สอง
ราชะ ตันตระ
21/09/2569