เคราะห์กรรม? (3)

เคราะห์กรรม? (3)

เมื่อประชุมหารือกันอย่างรอบด้านแล้ว

บทสรุปก็คือ

ผมเลือกเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลวิมุต

ก่อนตัดสินใจ ผมนำข้อกังวลต่าง ๆ ที่ได้จากการปรึกษาแพทย์อีกสองท่านจากอีกสองโรงพยาบาล มานั่งพูดคุยกับศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลวิมุตอย่างตรงไปตรงมา

คุณหมอรับฟังทุกข้อกังวลอย่างใส่ใจ

เรื่องแรกคือการนำม้ามบางส่วนกลับมาปลูกถ่าย ซึ่งเดิมเคยมีการพูดถึงกันไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงเรื่องเซลล์มะเร็งแล้ว ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ควรทำ

เรื่องนี้จึงเป็นอันยกเลิกไป

ข้อกังวลต่อมาคือเรื่องหัวใจ

เนื่องจากผมมีประวัติที่ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางโรงพยาบาลจึงเตรียมศัลยแพทย์หัวใจไว้พร้อม หากเกิดเหตุจำเป็นระหว่างการผ่าตัด

และเนื่องจากตำแหน่งที่ผ่าตัดอยู่ใกล้กับบริเวณไต ซึ่งสำหรับผมถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ทางโรงพยาบาลจึงประสานให้ศัลยแพทย์ทางระบบทางเดินปัสสาวะเตรียมพร้อมไว้อีกท่านหนึ่งด้วย

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานของคุณหมอที่ปรึกษา

ทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกสิ่งที่ผมกังวลไม่ได้ถูกมองข้าม

และในที่สุด การผ่าตัดก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น

ผมเข้าแอดมิตที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม เวลา 20.00 น.

เมื่อถึงเวลาถูกเข็นเข้าสู่ห้องผ่าตัด

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ

บรรยากาศแตกต่างจากเมื่อเกือบ 17 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

ห้องผ่าตัดในความทรงจำครั้งก่อนของผมค่อนข้างทึมและน่ากังวล

แต่ห้องผ่าตัดในวันนี้กลับสว่างไสว ดูทันสมัย และเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าโลกทางการแพทย์เดินมาไกลมากแล้ว

วิสัญญีแพทย์ซึ่งเดินทางมาจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เข้ามาทักทายและพูดคุยกับผมก่อนเริ่มการผ่าตัด

ผมเคยเล่าให้ท่านฟังถึงความกังวลใจจากการผ่าตัดเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน

ครั้งนั้นผมตื่นขึ้นมาในห้องไอซียู ขณะที่ยังมีท่อช่วยหายใจคาอยู่ในหลอดลม

มันเป็นหนึ่งในความทรงจำที่แย่มากครั้งหนึ่งในชีวิต

ครั้งนี้คุณหมอจึงบอกผมว่า

ไม่ต้องกังวล

ท่านจะดูแลให้เป็นอย่างดี

และจะทำการบล็อกหลังเพิ่มให้ด้วย

ตอนนั้นผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าการบล็อกหลังจะช่วยอย่างไร

แต่ก็พยักหน้ารับ

เพราะในเวลานั้นผมคิดเพียงอย่างเดียวว่า

เมื่อเลือกที่จะเชื่อใจแล้ว
ก็ต้องเชื่อให้ถึงที่สุด

เตียงถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด

สิ่งเดียวที่ผมบอกทุกคนในห้องคือ

“หนาวครับ”

อุณหภูมิในห้องต่ำมากจนผมหนาวสั่น

ผมเตรียมใจไว้แล้วด้วยซ้ำ เพราะเคยได้ยินมาว่าการบล็อกหลังนั้นเจ็บมาก

แต่ความจริงคือ

ผมเข้าไปในห้องผ่าตัดได้ไม่ถึงหนึ่งนาที

เพียงขยับตัวเข้าที่

ก็หลับไปโดยไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย

ภายหลังคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องผ่าตัดเล่าให้ฟังว่า ประมาณหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย เตียงของผมก็ถูกเข็นออกมา

การผ่าตัดใช้เวลาเกือบห้าชั่วโมง

นานกว่าที่ประเมินกันไว้ในตอนแรก ซึ่งคิดว่าจะอยู่ราวสองถึงสี่ชั่วโมง

ตอนที่ถูกเข็นออกมา

ทุกคนที่รออยู่ต่างโบกมือและยิ้มให้

ผมเองก็ยังมีสติมากพอที่จะโบกมือกลับ

แล้วพูดประโยคหนึ่งว่า

“แจ้งข่าวทุกคนด้วยว่าปลอดภัยดี”

หลังจากนั้นก็หลับต่อ

ผมมาตื่นอีกครั้งในห้องไอซียูประมาณตีสอง

สิ่งแรกที่ทำคือกดออดเรียกพยาบาลแล้วบอกว่า

“ผมต้องการโทรศัพท์มือถือเดี๋ยวนี้”

ไม่นานโทรศัพท์ก็มาถึงมือ

และภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ผมก็เริ่มแชตคุยกับคนอื่นได้แล้ว

เมื่อถึงเวลาเปิดเยี่ยมประมาณ 09.00 น. คนที่มาเฝ้ารอทั้งหมดก็ได้ลงมาเยี่ยมผมในห้องไอซียู

หลังจากนั้นอีกประมาณสองชั่วโมง ผมก็ถูกย้ายกลับขึ้นห้องพัก

ตอนนั้นยังมีทั้งสายน้ำเกลือและสายยาแก้ปวด

มอร์ฟีนถูกเตรียมไว้ในรูปแบบปุ่มกด หากเจ็บก็สามารถกดเพื่อให้ยาได้เอง

แต่สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมากคือ

หลังผ่าตัดเพียงไม่นาน ผมสามารถลุกขึ้นยืนได้

และภายใน 24 ชั่วโมงแรก ผมก็เริ่มเดินระยะสั้น ๆ ภายในห้องได้แล้ว

โดยแทบไม่ได้ใช้มอร์ฟีนเลย

จนผมบอกพยาบาลว่า

“ช่วยถามคุณหมอได้ไหม เอามอร์ฟีนออกเลยก็ได้ ผมไม่เจ็บ”

พยาบาลติดต่อกลับไปยังวิสัญญีแพทย์

คำตอบที่ได้คือ

“ยังไม่ต้องเอาออก อาการเจ็บจะมาตอนสองทุ่ม”

ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเชื่อ

แต่พอถึงสองทุ่ม

ความเจ็บก็มาตามนัดจริง ๆ

ในคืนวันรุ่งขึ้นผมเริ่มมีไข้เล็กน้อย และต้องได้รับยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องอยู่หลายวัน

แต่ทันทีที่ไข้เริ่มลดลง สิ่งที่ผมพยายามทำตลอดคือ

ลุก

พูด

ขยับตัว

และเดิน

หลายคนถามว่า

“เจ็บไหม”

ตอบได้เลยว่า

เจ็บครับ

แต่ถ้าไม่อยากนอนติดเตียง

ก็ต้องพยายาม

ผมค่อย ๆ เดินทีละนิดในแต่ละวัน

ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 สิงหาคม ผมยังได้รับยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง

เมื่อครบช่วงนั้นและไม่มีไข้แล้ว

อย่างน้อยก็ถือว่าผ่านอีกด่านหนึ่งมาได้

สำหรับผม มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า

เมื่อคนเราก้าวเข้าสู่ภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย

ในช่วงเวลานั้น

เทพและเทวดาที่คุ้มครองดวงชะตาจะคอยประคับประคองเรา

จนกว่าจะพ้นขอบเขตของความเป็นและความตาย

แต่เมื่อเรากลับมายืนอยู่ในฝั่งของชีวิตได้แล้ว

หน้าที่ต่อจากนั้น

จะกลับมาเป็นของเราเอง

เราต้องเป็นคนดูแลชีวิตของตัวเองต่อไป

และสำหรับผม

ช่วงเวลานั้น

เริ่มต้นขึ้นในคืนวันที่ 30 สิงหาคม

ราชะ ตันตระ
20/09/2569