เคราะห์กรรม? (2)

เคราะห์กรรม? (2)

ในคืนวันเสารที่ 15 สิงหาคม

มีศาสนิกท่านหนึ่งขอเข้าพบผม

เมื่อมาถึง ท่านแนะนำตัวว่าเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลวิมุต และตั้งใจมาสอบถามอาการของผมโดยเฉพาะ

เพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน ผมขอเรียกท่านในเรื่องนี้ว่า

“คุณหมอที่ปรึกษา”

เมื่อคุณหมอที่ปรึกษามาถึง ท่านช่วยตรวจอาการเบื้องต้นและให้ความเห็นว่า

เมื่อพบเนื้องอกขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่ว่าสุดท้ายจะใช่หรือไม่ใช่เนื้อร้าย แนวทางหลักก็คงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเอาออกอยู่ดี

แต่เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและแม่นยำที่สุด ท่านเห็นด้วยว่าควรทำ MRI แบบฉีดสารทึบรังสีเพิ่มเติม

คำแนะนำของท่านยังไปไกลกว่านั้น

ท่านบอกว่า

หากผมสนใจ ท่านสามารถจัดการให้ผมทำ MRI ที่โรงพยาบาลวิมุตได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 08.00 น.

และผลสามารถทราบได้ภายในวันเดียวกัน

เป็นข้อเสนอที่แทบปฏิเสธไม่ลง

ไม่ใช่เพียงเพราะความรวดเร็ว

แต่เพราะน้ำใจและความใส่ใจของท่าน

นอกจากนี้ ท่านยังช่วยแนะนำคณะแพทย์ที่เชี่ยวชาญทั้งด้านศัลยกรรมตับอ่อน โรคไต โรคหัวใจ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผมสามารถประเมินความพร้อมก่อนเข้าสู่การผ่าตัดครั้งใหญ่ได้อย่างรอบด้าน

หลังจากปรึกษากับครอบครัว ผมจึงตัดสินใจไปทำ MRI ที่โรงพยาบาลวิมุตในเช้าวันรุ่งขึ้น

เวลา 08.00 น.

ผล MRI ที่ออกมาไม่ได้แตกต่างจาก CT scan แบบไม่ฉีดสีมากนัก

แต่ข้อมูลที่ได้มีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ผมเดินหน้าสู่ขั้นตอนต่อไป

คือการพบศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับอ่อนของโรงพยาบาลวิมุต

หลังจากดูภาพทั้งหมดแล้ว ท่านให้แนวทางการรักษาว่า

ต้องตัดตับอ่อนบางส่วนพร้อมกับเนื้องอกออก และมีความจำเป็นต้องตัดม้ามออกด้วย

ในตอนนั้นยังมีการเสนอแนวทางเกี่ยวกับการนำเนื้อม้ามบางส่วนกลับไปฝังหรือปลูกถ่ายไว้ในช่องท้อง เพื่อหวังให้เนื้อม้ามบางส่วนยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้

เมื่อได้รับความเห็นจากศัลยแพทย์คนแรกแล้ว

ขั้นตอนต่อไปสำหรับผมคือ

Second Opinion

ผมเลือกกลับไปโรงพยาบาลพญาไท 2 อีกครั้ง เพื่อปรึกษาศัลยแพทย์อีกท่านหนึ่ง

อาจารย์แพทย์ท่านนี้อธิบายข้อมูลการผ่าตัดได้ละเอียดมาก

ท่านเปิดดูทั้ง CT scan และ MRI ไปพร้อมกับผม ชี้ให้ดูตำแหน่งต่าง ๆ ทีละจุด และอธิบายว่าก้อนอยู่ห่างจากเส้นเลือดใหญ่ประมาณสามเซนติเมตร

ตามหลักทางเทคนิค

ตำแหน่งเช่นนี้อาจสามารถผ่าตัดผ่านกล้องได้

แต่สิ่งที่ทำให้ท่านลังเลไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง

หากเป็นเรื่องว่า

ก้อนนี้คืออะไรกันแน่

เพราะท่านสงสัยว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับเนื้องอกตัวเดิมที่เคยเกิดขึ้นในร่างกายของผมเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน

ท่านจึงขอดูผลพยาธิวิทยาจากการผ่าตัดครั้งนั้น

เมื่อผมนำผลเก่ามาให้ดู

ท่านอ่านอยู่พักหนึ่ง ก่อนให้ความเห็นว่า

มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงมากว่า

“มันคือตัวเดิมที่กลับมาอีกครั้ง”

และหากเป็นเช่นนั้นจริง

แนวทางการผ่าตัดก็ควรเปลี่ยนไป

จากเดิมที่อาจคิดถึงการผ่าตัดผ่านกล้อง กลายเป็นการผ่าตัดเปิด เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นและประเมินอวัยวะรอบข้างได้อย่างเต็มที่

หากก้อนติดหรือรุกล้ำสิ่งใด ก็จะสามารถจัดการกับสิ่งนั้นได้ในคราวเดียว

โดยภาพรวม แนวทางของท่านจึงใกล้เคียงกับศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลวิมุต

ต่างกันตรงที่ท่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการนำเนื้อม้ามกลับไปปลูกถ่ายไว้ในร่างกาย

เมื่อได้รับความเห็นจากแพทย์สองแห่งแล้ว

ผมยังต้องการคำตอบสุดท้าย

จึงตัดสินใจขอความเห็นจากศัลยแพทย์อีกท่านที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

แต่การจะเข้าพบแพทย์ท่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

คิวยาวมาก

และมีผู้ป่วยจำนวนมากรอคิวแทรกอยู่ก่อนแล้ว

สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการส่งประวัติและรายละเอียดของเคสไปให้พิจารณาว่า

แพทย์ท่านนั้นจะสนใจรับเคสนี้หรือไม่

ปรากฏว่า

ท่านสนใจ

อาจเพราะนี่ไม่ใช่เคสธรรมดา

ผมเป็นเบาหวานมาประมาณ 20 ปี

มีไตเพียงข้างเดียว

มีโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยมีเส้นหนึ่งอุดตันและอีกสามเส้นมีการตีบ

และขณะเดียวกัน

ก็กำลังพบก้อนขนาดประมาณ

10 × 8 × 5 เซนติเมตร

ซึ่งในเวลานั้นยังต้องสงสัยว่าเป็นมะเร็ง

เมื่อส่งข้อมูลไป

ไม่นานนักผมก็ได้รับคิวให้เข้าไปพบ

ความเห็นของศัลยแพทย์ท่านที่สามโดยหลักแล้วไม่ต่างจากสองท่านแรก

คือจำเป็นต้องผ่าตัด

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ

ท่านวิเคราะห์ว่า ก้อนนี้อาจเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเซลล์สร้างฮอร์โมน หรือเนื้องอกในกลุ่ม neuroendocrine มากกว่าการเป็นมะเร็งเก่าที่กลับมาอีกครั้งหลังเกือบ 17 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ

ท่านแทบไม่กังวลเรื่องการผ่าตัดตับอ่อน

แต่กลับกังวลเรื่อง

หัวใจของผม

ท่านจึงสั่งให้ตรวจประเมินความสามารถของหัวใจและความพร้อมในการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นทันที

อีกครั้งที่ผมได้คิวเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติรักษาที่นั่นมาก่อนเลย

วันรุ่งขึ้นผมจึงกลับไปตรวจหัวใจที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ช่วงแรกของการตรวจเป็นเรื่องธรรมดามาก

เจาะเลือด

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

จนผมอดคิดไม่ได้ว่า

“ทำไมตรวจแค่นี้เอง”

เพราะก่อนหน้านั้นที่โรงพยาบาลวิมุต ผมได้รับการตรวจค่อนข้างละเอียด

ทั้งเจาะเลือด

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

ทำ Echo เพื่อดูการบีบตัวและการทำงานของหัวใจ

และแพทย์โรคหัวใจของวิมุตก็อธิบายอย่างละเอียดว่า

สภาพหัวใจของผมอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถผ่านการผ่าตัดได้ และถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง

เมื่อมาเจอการตรวจที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ในช่วงแรก

ผมจึงรู้สึกว่า

“ที่นี่ตรวจหลวมไปหรือเปล่า”

แต่จุดสำคัญอยู่หลังจากนั้น

เมื่อถึงเวลาพบแพทย์โรคหัวใจ

ท่านไม่ได้เพียงนั่งดูผลแล้วคาดการณ์จากตัวเลข

แต่บอกให้ผม

ขึ้นไปวิ่งบนสายพาน

เพื่อทดสอบความสามารถของหัวใจจากการทำงานจริง

สำหรับผม วิธีคิดนี้น่าสนใจมาก

ที่อื่นอาจตรวจหลายอย่างรอบด้าน แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประเมินว่า

“น่าจะผ่าน”

แต่ที่นี่เหมือนกับบอกว่า

“ลองให้หัวใจทำงานจริงเลย”

ถ้าทำได้

ก็คือทำได้

ถ้าทำไม่ได้

ก็คือไม่ผ่าน

ง่าย ๆ แบบนั้น

โชคดีที่ผมสามารถวิ่งผ่านเกณฑ์ได้

ผมจึงถือว่า

ผ่านอีกหนึ่งด่านสำคัญ

หลังจากนั้น ผมจึงถือโอกาสถามแพทย์เรื่องหลอดเลือดหัวใจของตัวเองโดยตรง

ท่านอธิบายว่า

หลอดเลือดหัวใจของผมทั้งสี่เส้นนั้น

มีหนึ่งเส้นอุดตัน

แต่บริเวณที่อุดตันนั้น ร่างกายได้สร้างเส้นเลือดฝอยขึ้นมาช่วยส่งเลือดเลี้ยงหัวใจแทนตามธรรมชาติ

ส่วนอีกสามเส้น

ถ้าแยกดูทีละเส้น ก็ไม่มีเส้นใดที่เรียกได้ว่า “ปกติสวยงาม”

แต่สิ่งสำคัญคือ

ระบบทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ดี

ผมชอบคำที่เปรียบเทียบว่า

แม้สมาชิกแต่ละคนในบ้านอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก

แต่เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว

ระบบกงสีของหัวใจยังไปได้ดี

แพทย์จึงให้คำแนะนำว่า

ในเมื่อระบบปัจจุบันทำงานได้

ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไขอะไรโดยไม่มีเหตุ

สิ่งที่ต้องทำคือ

ควบคุมไขมัน

ควบคุมน้ำตาล

ดูแลสุขภาพ

และใช้ระบบที่มีอยู่นี้ให้ดีที่สุด

คำแนะนำนี้ทำให้ผมนึกถึงแพทย์โรคหัวใจของผมที่โรงพยาบาลพญาไท 2

ก่อนหน้านี้เราเคยถึงขั้นสวนหัวใจ ฉีดสี และเตรียมพร้อมสำหรับการใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดแล้ว

แต่เมื่อแพทย์เห็นสภาพจริง

ท่านกลับตัดสินใจว่า

ไม่ต้องใส่ขดลวด

ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

แล้วพูดกับผมประมาณว่า

ชีวิตของคุณอยู่มาได้ด้วยระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นเหมือนปาฏิหาริย์

ในเมื่อมันทำงานของมันได้ดีอยู่

ก็จงใช้ปาฏิหาริย์นี้ต่อไป

อย่าไปยุ่งกับมันโดยไม่จำเป็น

ตอนนี้

แพทย์หัวใจสองท่านจากสองโรงพยาบาล

ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

ผมจึงค่อนข้างสบายใจเรื่องหัวใจขึ้นมาก

และเมื่อคำแนะนำจากศัลยแพทย์ทั้งสามท่านอยู่ตรงหน้าผมแล้ว

ทุกคนเห็นตรงกันว่า

ต้องผ่าตัด

ต่างกันเพียงรายละเอียด วิธีคิด และข้อกังวลบางประการ

ในที่สุด

ปัญหาจึงไม่ใช่อีกแล้วว่า

“จะผ่าหรือไม่”

แต่กลายเป็นคำถามที่ยากกว่า

ผมจะฝากชีวิตไว้กับศัลยแพทย์ท่านไหน

ราชะ ตันตระ
19/09/256