เคราะห์กรรม? (1)

เคราะห์กรรม ? (1)

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย

จากการนัดรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนเก่า ที่เรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาล

มื้ออาหารวันนั้นจบลงอย่างเรียบร้อย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมกลับมีอาการปวดท้อง จนต้องไปโรงพยาบาล

เมื่อพบแพทย์ คุณหมอประเมินเบื้องต้นว่า อาการน่าจะเกิดจากอาหารเป็นพิษหรือการแพ้อาหารบางชนิด

เรื่องดูเหมือนจะจบลงเพียงเท่านั้น

แต่บังเอิญว่าแพทย์ที่ผมพบในครั้งนั้น ไม่ใช่แพทย์ที่รักษาผมเป็นประจำ

ท่านจึงเสนอว่า

“ไหน ๆ ก็มาตรวจแล้ว ลองทำอัลตราซาวด์ดูสักหน่อยไหม เผื่ออาการปวดท้องจะเกิดจากนิ่ว”

ผมเห็นว่าไม่ได้เสียหายอะไร จึงตอบตกลง

ผลปรากฏว่า

ไม่พบนิ่วในส่วนใดเลย

แต่กลับพบสิ่งอื่นแทน

เป็นก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่

จากภาพอัลตราซาวด์ประเมินคร่าว ๆ ว่ามีขนาดประมาณ 10 × 8 เซนติเมตร อยู่บริเวณใกล้ต่อมหมวกไต

ขนาดของมันใหญ่จนทุกฝ่ายแปลกใจ

โดยเฉพาะตัวผมเอง

เพราะผมตรวจสุขภาพค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่กลับไม่เคยมีใครพบก้อนนี้มาก่อนเลย

ความรู้สึกในขณะนั้นเหมือนกับว่า

มันไม่เคยอยู่ในร่างกายมาก่อน

แล้วจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมไม่ได้มีอาการผิดปกติอื่นใดมากนัก จึงไม่ได้รู้สึกเร่งรีบหรือวิตกกังวลจนเกินไป

ผมกลับบ้าน พักผ่อน และรับประทานยาแก้ปวดท้องตามที่แพทย์สั่ง

เพียงสองสามวันอาการก็หายเป็นปกติ

เรื่องของก้อนเนื้องอกจึงถูกพักเอาไว้ชั่วคราว

จนกระทั่งแพทย์ที่รักษาอาการกรดไหลย้อนให้ผมเป็นประจำโทรมา

ท่านให้คำแนะนำว่า

ก้อนขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ควรปล่อยผ่าน

ต่อให้วันนี้ยังไม่ก่ออาการ แต่ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีโอกาสส่งผลต่อร่างกาย

แพทย์จึงแนะนำให้ทำ CT Scan แบบฉีดสารทึบรังสี เพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น

ปัญหาก็คือ

ผมเหลือไตอยู่เพียงข้างเดียว

เพราะเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน ผมเคยเป็นมะเร็งไตระยะที่สาม และต้องผ่าตัดไตขวาออกไป

ผมจึงไม่อยากให้ไตที่เหลืออยู่ต้องรับภาระจากสารทึบรังสีโดยไม่จำเป็น

หลังจากปรึกษาร่วมกัน จึงตกลงทำ CT Scan แบบไม่ฉีดสี เพื่อประเมินเบื้องต้นก่อน

และผลที่ออกมา

กลับทำให้ทุกอย่างน่าตกใจกว่าเดิม

จากเดิมที่อัลตราซาวด์สงสัยว่าก้อนอาจอยู่บริเวณต่อมหมวกไต หรืออาจเป็นเพียงเงาจากภาพที่ยังไม่ชัด

CT Scan กลับยืนยันว่า

มีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่อยู่จริง

แต่ตำแหน่งของมันไม่ได้อยู่ที่ต่อมหมวกไต

มันอยู่บริเวณตับอ่อน

และจากภาพที่อ่านได้ ก้อนนั้นยังอยู่ชิดหรือสัมผัสกับบริเวณม้ามอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสะดุดใจมากที่สุด

ไม่ใช่เพียงตำแหน่งของก้อน

แต่เป็นคำบรรยายลักษณะของมัน

ก้อนมีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก

ขอบไม่เรียบ

ลักษณะภายในบางส่วนคล้ายมีเนื้อตาย

ผมฟังแล้วรู้สึกคุ้นอย่างประหลาด

เพราะคำบรรยายเหล่านี้

ผมเคยได้ยินมาแล้ว

เมื่อเกือบ 17 ปีก่อน

ในครั้งที่พบมะเร็งไต

เพียงได้ฟังรายละเอียด

ผมกับครอบครัวก็แทบจะสรุปในใจพร้อม ๆ กัน โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมามากนักว่า

“มันใช่แน่”

แน่นอนว่าในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เรายังไม่สามารถสรุปจากความรู้สึกได้

การตรวจรักษาจึงต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอน

โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รักษาผมมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2532 และมีประวัติการรักษาของผมอยู่ครบถ้วน

จึงเสนอให้ทำ MRI แบบฉีดสารเพิ่มความคมชัด เพื่อดูรายละเอียดของก้อนให้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

นัดตรวจในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม

และคาดว่าจะทราบผลอ่านอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม

นั่นคือเส้นทางในทางการแพทย์

แต่สำหรับผม ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป

คือเส้นทางของความเชื่อและคำสอนที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิต

หากจะย้อนกลับไป

ก็ต้องย้อนกลับไปถึงการผ่าตัดมะเร็งไตเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน

ในช่วงพักฟื้นครั้งนั้น คุรุหลายพระองค์เคยให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิตแก่ผมว่า

“จงใช้ชีวิตให้เหมือนคนที่ตายไปแล้ว”

ประโยคนี้ติดอยู่ในใจผมมาตลอด

และเมื่อมองย้อนกลับมาในปีนี้

วันขึ้นปีใหม่ ผมเสี่ยงทายได้ “พระเสาร์”

ซึ่งตามความเชื่อที่ผมยึดถือ หมายถึงทั้งคุณและโทษ

ในใจผมจึงเคยคิดไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า

ปีนี้อาจหนีเรื่องการผ่าตัดไม่พ้น

ส่วนคำสอนเรื่อง

“ใช้ชีวิตให้เหมือนคนที่ตายไปแล้ว”

เมื่อทบทวนอย่างจริงจัง ผมก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ตลอดเกือบ 17 ปีที่ผ่านมา

ผมทำตามคำสอนนั้นได้ถูกต้องจริงหรือไม่

หรือบางสิ่งบางอย่างเริ่มคลาดเคลื่อนไปตามกาลเวลา

เพราะมนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

คือความเคยชิน

เมื่อเคยชิน

เราก็เริ่มลืมจุดยืน

เมื่อลืมจุดยืน

เราก็เริ่มลืมคำสอน

และเมื่อคำสอนค่อย ๆ เลือนหายไปจากการใช้ชีวิต

บางทีสิ่งที่เกิดขึ้น

ก็อาจเป็นสิ่งที่เตือนให้เรากลับมาทบทวนตนเองอีกครั้ง

สำหรับผมในเวลานั้น

ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นออกเป็นสามชั้น

หนึ่ง — สิ่งที่เราทำผิดหรือหลงลืมไป

สอง — คราวเคราะห์ที่เดินมาถึง

สาม — รอบแห่งกรรมที่อาจกำลังให้ผล

เปรียบเหมือนหม้อน้ำที่ตั้งอยู่บนเตา

เมื่อน้ำเดือด

การยกหม้อทิ้ง

หรือเทน้ำทิ้ง

ย่อมไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

หากมีไฟสามกองกำลังสุมให้หม้อน้ำนั้นเดือด

สิ่งที่ควรทำ

คือดึงไฟทั้งสามกองออกทีละกอง

ไฟกองแรก

คือความผิดพลาดของตนเอง

สิ่งนี้แก้ได้ทันที

ด้วยการกลับมาทบทวนและแก้ไขวิถีชีวิต

กลับไปทำความเข้าใจคำว่า

“ใช้ชีวิตเหมือนคนที่ตายไปแล้ว”

ให้ถูกต้องอีกครั้ง

ไฟกองที่สอง

คือเคราะห์

ก็ต้องประกอบพิธีคลายเคราะห์ตามแนวทางความเชื่อที่ปฏิบัติมา

ส่วนไฟกองที่สาม

คือกรรม

สิ่งที่ทำได้คือประกอบพิธีบรรเทากรรมควบคู่กันไป ตามแนวทางของตันตระเทวาลัย

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีคิดในทางความเชื่อของผม

ส่วนการรักษาทางการแพทย์ก็ยังคงดำเนินไปอย่างเต็มที่ตามหลักวิทยาศาสตร์

สองสิ่งนี้สำหรับผมไม่ได้จำเป็นต้องขัดแย้งกัน

อย่างหนึ่งรักษาร่างกาย

อีกอย่างหนึ่งใช้เพื่อทบทวนจิตใจและวิถีชีวิตของตนเอง

ข้อสรุปทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม

และในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง

ก็มีแขกท่านหนึ่งขอเข้าพบผม

เราไม่เคยพบกันมาก่อน

ท่านเป็นศาสนิกคนหนึ่ง

ผู้มีความศรัทธาต่อวัดพระศิวะเจ้า

และการพบกันครั้งแรกในเย็นวันนั้น

กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อีกชุดหนึ่ง

ที่ผมเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ราชะ ตันตระ
18/09/2569