ดวงชะตา

ดวงชะตา

คืนนั้น

เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้ตามปกติ

คุรุพระองค์หนึ่ง

นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

ท่านนุ่งขาว

ห่มขาว

แต่กลับมิใช่ผ้าขาวธรรมดา

เนื้อผ้าดูนุ่ม

พลิ้วเบา

สะอาดบริสุทธิ์

ราวกับมีแสงบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน

ยิ่งมอง

ก็ยิ่งงดงาม

จนผมอดถามไม่ได้

“เหตุใดผ้าของท่าน

จึงดูแตกต่างจากผ้าขาวทั่วไป”

คุรุหัวเราะเบา ๆ

ก่อนตอบเพียงสั้น ๆ

“เขาเรียกว่า…

ผ้าโขมพัส”

ผมพยักหน้ารับ

ทั้งที่ความจริงแล้ว

ไม่รู้เลยว่า

ผ้าโขมพัสคืออะไร

และท่านเอง

ก็ไม่ได้อธิบายต่อ

เบื้องหน้าท่าน

มีโต๊ะไม้เตี้ยเพียงตัวเดียว

ไม่มีคัมภีร์

ไม่มีตำรา

ไม่มีเครื่องประกอบพิธี

มีเพียงภาชนะใบเล็ก

คล้ายเชี่ยนหมากของผู้เฒ่าผู้แก่

แต่ภายใน

มิใช่ใบพลู

หากเป็นกลีบดอกไม้

และสมุนไพรหลายชนิด

ที่ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อน

กลิ่นหอมอ่อน ๆ

ลอยอยู่รอบตัวท่านตลอดเวลา

เป็นกลิ่นที่อธิบายได้ยาก

คล้ายสมุนไพร

แต่ก็คล้ายเครื่องหอมชั้นดี

ระหว่างที่สนทนา

ท่านมักหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวอยู่เสมอ

ลักษณะคล้ายเครื่องว่างของผู้เฒ่า

แต่ผมไม่เคยรู้ว่าคืออะไร

ไม่เคยถาม

และไม่เคยลองชิม

จึงไม่รู้แม้แต่รสชาติของมัน

สิ่งเดียวที่ผมรับรู้

คือกลิ่นหอมอ่อน ๆ

ที่ลอยออกมาทุกครั้ง

เมื่อท่านหยุดพูด

ข้างกายของท่าน

มีถ้วยน้ำสีอำพันวางอยู่

สีคล้ายน้ำผึ้ง

แต่ผมมั่นใจว่า

มันไม่น่าใช่น้ำผึ้ง

เพราะกลิ่นของมัน

หวานละมุน

ลุ่มลึก

และแตกต่างจากทุกสิ่งที่ผมเคยรู้จัก

ผมไม่เคยได้ลิ้มรสเช่นกัน

จำได้เพียงกลิ่น

และสีของของเหลวนั้น

เท่านั้น

เมื่อทุกอย่างเงียบลง

คุรุจึงหันมามองผม

ก่อนเอ่ยถามขึ้น

“เอ็งว่า…

ในชีวิตมนุษย์

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด”

ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนตอบว่า

“สุขภาพที่ดี

ความสำเร็จ

ความรัก

และความมั่งคั่ง

กระมังครับ”

คุรุยิ้ม

ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ

“นั่นคือ

สิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา”

“แต่ยังไม่ใช่คำตอบ”

ท่านหยิบเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา

แล้วยกปลายด้านหนึ่งให้สูง

ปลายอีกด้านหนึ่ง

ก็ต่ำลงทันที

“ดวงชะตา

ก็เป็นเช่นนี้

มนุษย์

มักคิดว่า

ดวงดี

คือการมีทุกอย่างเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

แต่ความจริง

เมื่อสิ่งหนึ่งสูงขึ้น

อีกสิ่งหนึ่ง

ย่อมลดต่ำลง

สุขภาพ

ชัยชนะ

เสน่ห์

และความมั่งคั่ง

ทั้งสี่สิ่งนี้

ล้วนเป็นเสาหลักของชีวิต

หากเอ็งยกต้นใดต้นหนึ่ง

จนสูงเกินไป

อีกสามต้น

ย่อมดูเตี้ยลง”

ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ

คุรุจึงกล่าวต่อ

“แต่มิได้หมายความว่า

ทุกอย่างคือการแลกเปลี่ยน”

“สิ่งที่แตกต่าง

คือช่วงเวลาของชีวิต”

ผมมองหน้าท่าน

ด้วยความสงสัย

ท่านจึงอธิบายต่อ

“คนหนุ่มสาว

ต่อให้ล้มป่วย

เป็นหวัด

เป็นไข้

หรือร่างกายอ่อนล้า

เพียงพักฟื้นไม่นาน

ก็มักกลับมาแข็งแรงได้

แต่หากเป็นคนชรา

เพียงความเจ็บป่วยเล็กน้อย

ก็อาจใช้เวลาฟื้นนาน

หรือบางครั้ง

ก็ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมได้อีก”

ท่านเว้นจังหวะ

ก่อนกล่าวต่อ

“เมื่อยังหนุ่ม

สุขภาพที่แข็งแรง

จึงมีอยู่มาก

หลายคน

จึงยอมใช้สุขภาพ

เป็นต้นทุนของความสำเร็จ

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน

เวลา

กลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

เมื่อก้าวสู่วัยชรา

สิ่งที่ผู้คนโหยหา

กลับไม่ใช่เงินทอง

แต่เป็นกำลังกาย

กำลังใจ

และคนที่อยู่เคียงข้าง”

คุรุยิ้ม

ก่อนถามผมว่า

“เอ็งเคยเห็นหรือไม่

เศรษฐีชรา

ที่มีเงินมากมาย

แต่ไม่มีใครนั่งกินข้าวด้วย”

ผมพยักหน้า

“แล้วเอ็งเคยเห็นหรือไม่

คนหนุ่มสาว

ที่มีคนรักมากมาย

แต่ไม่มีเงิน

แม้แต่จะรักษาพ่อแม่ของตน”

ผมพยักหน้าอีกครั้ง

คุรุจึงกล่าว

“เพราะความต้องการของมนุษย์

ไม่เคยเหมือนกัน

ในทุกช่วงวัย

ผู้ศึกษาวิชา

จึงมิใช่ผู้ขอพร

โดยไม่คิด

แต่ต้องรู้ว่า

ชีวิตในเวลานี้

กำลังขาดสิ่งใด

และมีสิ่งใด

มากเกินไป

หน้าที่ของผู้ประกอบพิธี

จึงไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างเพิ่มขึ้น

แต่คือการปรับ

ให้ดวงชะตา

สมดุลกับวัย

สมดุลกับหน้าที่

และสมดุลกับช่วงเวลาของชีวิต”

ผมนิ่งคิดอยู่พักใหญ่

ก่อนถามสิ่งที่หลายคนสงสัย

“แล้วเหตุใด

บางครั้ง

เมื่อก่อน

ประกอบพิธีแล้วเห็นผล

แต่ปัจจุบัน

กลับเหมือนอ่อนลง”

คุรุลุกขึ้น

เดินไปเปิดหน้าต่างไม้

สายลมเย็นพัดผ่าน

ใบไม้สีม่วงแดงภายนอก

ไหวเอนตามแรงลม

ท่านมองออกไปไกล

ก่อนกล่าวช้า ๆ

“เพราะเอ็ง

มองแต่ดวงของตน

แต่ไม่เคยมอง

ดวงของโลก

โลก

ก็มีดวงชะตา

ประเทศ

ก็มีดวงชะตา

เมือง

ก็มีดวงชะตา

องค์กร

ก็มีดวงชะตา

ครอบครัว

ก็มีดวงชะตา”

“เมื่อดวงใหญ่

กำลังส่งเสริม

ดวงเล็ก

ก็เติบโตได้ง่าย

แต่เมื่อดวงใหญ่

กำลังต้าน

ดวงเล็ก

ก็ต้องออกแรงมากกว่าเดิม”

ท่านหันกลับมายิ้ม

“ผู้นำโลก

มีผลต่อดวงของโลก”

“ผู้นำประเทศ

มีผลต่อดวงของประเทศ”

“ผู้นำองค์กร

ย่อมมีผลต่อผู้ร่วมงาน”

“ผู้นำครอบครัว

ย่อมมีผลต่อคนในบ้าน”

“ทุกดวง

ล้วนเชื่อมโยงกัน”

“ไม่มีใคร”

“อยู่ลำพัง”

ผมนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนถามขึ้น

“ถ้าเช่นนั้น

มนุษย์ก็คงไม่รู้

ว่าตนเอง

ควรขอพรอะไร”

คุรุหัวเราะเบา ๆ

ก่อนตอบว่า

“แน่นอน”

“หากพวกเอ็งรู้”

“ก็คงไม่ต้องมี

ผู้ดูแลดวงชะตา”

ท่านจิบน้ำสีอำพัน

ก่อนกล่าวต่อ

“มนุษย์

มักขอ

ในสิ่งที่ตนอยากได้

แต่ไม่เคยรู้

ว่าสิ่งใด

เหมาะกับตน

ในเวลานั้น

เมื่อพวกเอ็ง

ไม่อาจล่วงรู้ได้

ว่าควรขออะไร

ควรได้รับอะไร

หรือพรชนิดใด

จึงจะเหมาะกับชีวิต

นั่นจึงเป็นหน้าที่

ของผู้ดูแลดวงชะตา

ที่จะพิจารณา

มิใช่ตามความอยาก

แต่ตามความเหมาะสม”

ท่านหยุดเล็กน้อย

ก่อนหัวเราะอีกครั้ง

“แต่อย่าลืมเสียล่ะ

เราทั้งหลาย

ไม่เคยเป็นหนี้

เหล่ามนุษย์

สิ่งที่พวกเอ็งได้รับ

จึงมิใช่สิทธิ

หากเป็นความเมตตา

จะให้

หรือจะช่วย

ย่อมขึ้นอยู่กับ

ความพึงพอใจ

และความเหมาะสม

มันเป็นเช่นนี้

มาตั้งแต่อดีต

และจะเป็นเช่นนี้

ตลอดไป”

กล่าวจบ

คุรุก็หัวเราะเสียงดัง

ส่วนผม…

ก็ยังคงนั่งงง

ไม่แน่ใจว่า

สิ่งที่ท่านพูดทั้งหมดนั้น

เป็นคำสอน

หรือเป็นการหยอกล้อผมกันแน่

ราชะ ตันตระ
23/08/2569