ปัจเจก

ปัจเจก

คืนนั้น เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้ สิ่งแรกที่ได้ยิน

มิใช่เสียงของคุรุ หากเป็นเสียงดนตรี

แผ่วเบา ลอยมาตามสายลม

ไม่นานนัก คุรุพระองค์นั้น ก็เดินเข้ามา

ท่านแต่งกาย คล้ายนักบวชผู้เดินทาง

มือหนึ่งถือ เครื่องสายโบราณ

พาดอยู่ข้างกาย ส่วนอีกมือหนึ่ง ถือเครื่องเคาะจังหวะ

บรรเลงเป็นทำนอง เบา ๆ

ทุกย่างก้าว เต็มไปด้วยความรื่นรมย์

ท่านมิใช่คุรุ ที่ชอบเปิดคัมภีร์

มิใช่คุรุ ที่ชอบเทศนา

หากเป็นคุรุ ที่ชอบเล่าเรื่อง เรื่องที่ท่านพบเห็น

เรื่องที่ท่านได้ยิน เรื่องที่ท่านเดินทาง ไปสัมผัส

ทุกครั้ง ล้วนถูกถ่ายทอด ผ่านเสียงดนตรี

ผ่านรอยยิ้ม และผ่านเสียงหัวเราะ

จนผมเฝ้ารอ คืนที่จะได้พบท่าน อยู่เสมอ

เมื่อเสียงดนตรี ค่อย ๆ เงียบลง

ท่านยิ้ม และมองมาที่ผม

ก่อนถามขึ้น

“เอ็งว่า…”

“อะไรคือปัจเจก”

ผมนิ่งคิด ก่อนตอบ ตามความเข้าใจ

“คือการเป็นตัวของตัวเองครับ”

ท่านยิ้ม แล้วส่ายหน้าเบา ๆ

“ถ้าเช่นนั้น”

“คนดื้อทุกคน”

“ก็คงเป็นปัจเจกกันหมด”

ผมหัวเราะ ก่อนก้มหน้าลง

เพราะรู้ว่า คำตอบของผม ยังไม่ใช่

ท่านดีดสายเครื่องดนตรี เบา ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น

ก่อนพูดต่อ

“แล้วเอ็งว่า”

“อะไรคือ”

“อิสระแห่งเจตจำนง”

ผมครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนตอบ

“คือการเลือกครับ”

ท่านพยักหน้า

“ใช่”

“แต่ยังไม่ทั้งหมด”

“การเลือก”

“อาจเป็นเพียงผล”

“อิสระ”

“อยู่ก่อนการเลือก”

“เสียอีก”

ผมกำลังจะถามต่อ

ท่านกลับเปลี่ยนเรื่อง เสียเฉย ๆ

“เอ็งรู้จัก”

“อาการหึงหวงหรือไม่”

ผมสะดุ้ง ไม่คิดว่า คำถามจะเปลี่ยน เร็วถึงเพียงนี้

“รู้จักครับ”

“แล้วเคยเห็น”

“คนหึงหรือไม่”

“เห็นครับ”

ท่านหัวเราะ ก่อนพูดขึ้น อย่างอารมณ์ดี

“แปลกจริง”

“มนุษย์”

“ทะเลาะกันเพราะชาย”

“ทะเลาะกันเพราะหญิง”

“รัก”

“หึง”

“หวง”

“ร้องไห้”

“แล้วก็กลับมา”

“คืนดีกันอีก”

ผมยิ้ม เพราะเป็นเรื่อง ที่เห็นอยู่เสมอ

ท่านยิ้ม ก่อนพูดต่อ

“พรหมโลกของเรา”

“ก็ยังมีชาย”

“มีหญิง”

“จึงพอเข้าใจได้”

“แต่…”

ท่านเว้นช่วง ก่อนหัวเราะอีกครั้ง

“ดินแดนของพวกเอ็ง”

“ไม่มีเพศมิใช่หรือ”

“แล้วจะหึงกัน”

“เรื่องอะไร”

“ทุกคนอยู่กัน”

“เหมือนเพื่อน”

ผมกำลังจะตอบ

ประตูห้องไม้ ก็เปิดออกอีกครั้ง คุรุอีกพระองค์หนึ่ง

เดินเข้ามา อย่างเงียบ ๆ

ท่านเดินเข้าไปหา คุรุผู้บรรเลงดนตรี

ก่อนที่ทั้งสอง

จะยิ้มให้กัน

“ดูเหมือน”

“ท่านกำลังเล่า”

“เรื่องสนุกอยู่”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี หัวเราะ

“กำลังคุย”

“เรื่องปัจเจก”

“และอิสระแห่งเจตจำนง”

“แต่ดูเหมือน”

“ศิษย์ของท่าน”

“จะยังสงสัยอยู่”

คุรุพระองค์ใหม่ ประทับนั่งลง ก่อนหันมาทางผม

“เอ็งกำลังสงสัย”

“เรื่องใด”

“เรื่องการหึงหวงครับ”

ท่านยิ้ม ก่อนมองไปยัง คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

แล้วพูดขึ้นว่า

“พรหมโลกของท่าน”

“งดงาม”

“ในแบบของท่าน”

“ส่วนดินแดนของเรา”

“งดงาม”

“ในอีกแบบหนึ่ง”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี พยักหน้า

“เราก็คิดเช่นนั้น”

“แต่สิ่งหนึ่ง”

“เรายังไม่เข้าใจ”

“เมื่อไม่มีเพศ”

“ดวงจิตของพวกท่าน”

“มีคู่หรือไม่”

คุรุตันตระยิ้ม

“เหตุใด”

“จะไม่มีคู่เล่า”

“พวกเรา”

“ก็อยู่ร่วมกัน”

“เดินทางร่วมกัน”

“สร้างสรรค์ร่วมกัน”

“เรียนรู้ร่วมกัน”

“บางคู่”

“อยู่ร่วมกัน”

“ยาวนานกว่า”

“หลายล้านปี”

“ของโลกมนุษย์”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี ฟังอย่างสนใจ

“เช่นนั้น”

“ก็มิใช่”

“การแต่งงานหรือ”

คุรุตันตระ หัวเราะเบา ๆ

“หากท่านหมายถึง”

“การเลือกใช้ชีวิตร่วมกัน”

“ก็อาจใช่”

“แต่หากหมายถึง”

“การครอบครองกัน”

“มิใช่”

ท่านมองมาทางผม

ก่อนพูดช้า ๆ

“ดินแดนของเรา”

“ไม่มีสามี”

“ไม่มีภรรยา”

“ไม่มีเจ้าของ”

“มีแต่สหาย”

“ผู้เลือกเดินเคียงกัน”

“ด้วยความเคารพ”

“และให้เกียรติ”

“ซึ่งกันและกัน”

ห้องทั้งห้อง เงียบลง

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี มิได้พูดแย้ง

หากเพียงยิ้ม ราวกับกำลังครุ่นคิด

คุรุตันตระ จึงพูดต่อ

“ความสัมพันธ์”

“มิได้มีคุณค่า”

“เพราะผูกมัดกัน”

“แต่มีคุณค่า”

“เพราะต่างฝ่าย”

“ยังคงเลือกกัน”

“ทั้งที่สามารถ”

“เลือกทางอื่นได้”

“เมื่อผู้หนึ่ง”

“อยากออกเดินทาง”

“อีกผู้หนึ่ง”

“อยากอยู่ต่อ”

“ก็เพียงกล่าวคำอำลา”

“ไม่มีผู้ใดกล่าวว่า”

“อีกฝ่ายทรยศ”

“เพราะการจากลา”

“มิใช่การสิ้นสุด”

“ของมิตรภาพ”

“และการอยู่ร่วมกัน”

“ก็มิใช่”

“การครอบครอง”

ท่านหยุดครู่หนึ่ง

ก่อนพูดอีกประโยคว่า

“การให้เกียรติ”

“คือการเคารพ”

“อิสระแห่งเจตจำนง”

“ของกันและกัน”

“และนั่น”

“คือความหมาย”

“ของปัจเจก”

“ในดินแดนของเรา”

เสียงเครื่องสาย ดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบา

ราวกับกำลังเห็นด้วย กับคำตอบนั้น

ผมนั่งฟัง อย่างเงียบ ๆ

และเริ่มเข้าใจว่า

ปัจเจก มิใช่การแยกตน ออกจากผู้อื่น

หากคือ การยอมรับว่า ทุกดวงจิต

มีสิทธิ์เลือก เส้นทางของตนเอง

และยังคง ให้เกียรติกัน แม้จะเลือกเดิน คนละเส้นทาง

แต่ดูเหมือน บทสนทนาในคืนนั้น

ยังมิได้สิ้นสุดลง เพราะหลังจาก

เสียงเครื่องสาย เงียบไปเพียงครู่หนึ่ง

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี ก็ยิ้มบาง ๆ

ก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง

“หากเป็นเช่นนั้น”

“เรายังมีอีกเรื่องหนึ่ง”

“ที่ไม่เข้าใจ”

คุรุตันตระยิ้ม

“ท่านถามได้”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี จึงถามต่อ

“เมื่อดวงจิต”

“มีอิสระถึงเพียงนี้”

“เหตุใด”

“จึงยังเลือก”

“เดินทางลงมาเกิด”

“ในโลกมนุษย์อีก”

ผมสะดุ้ง เพราะนั่น คือคำถาม

ที่อยู่ในใจของผม เช่นกัน

คุรุตันตระ

มองออกไปนอกหน้าต่าง

ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เพราะดินแดนของเรา”

“มิได้มอง”

“การเกิด”

“เป็นโทษ”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

เลิกคิ้วนิดหนึ่ง

“แล้วดินแดนของท่าน”

“มองว่าอย่างไร”

คุรุตันตระตอบ

“เป็นการเดินทาง”

“เมื่ออยู่บ้าน”

“ก็อยู่บ้าน”

“เมื่ออยากออกเดินทาง”

“ก็ออกเดินทาง”

“เมื่ออยากกลับบ้าน”

“ก็กลับบ้าน”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

หัวเราะเบา ๆ

“เพียงเท่านั้นหรือ”

คุรุตันตระ

พยักหน้า

“เพียงเท่านั้น”

“หลายดินแดน”

“มองการเวียนว่าย”

“เป็นสิ่งที่ต้องก้าวข้าม”

“เป็นสิ่งที่ต้องหลุดพ้น”

“ส่วนดินแดนของเรา”

“มิได้ปฏิเสธ”

“การหลุดพ้น”

“แต่เราเชื่อว่า”

“ความหลุดพ้น”

“มิใช่”

“การไม่มีวันกลับมา”

“หากคือ”

“การมีอิสระ”

“ที่จะกลับ”

“หรือไม่กลับ”

“จะหยิบ”

“หรือจะวาง”

“ด้วยเจตจำนง”

“ของตนเอง”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

นิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนถามต่อ

“แล้วผู้ใด”

“เป็นผู้กำหนด”

“ว่าจะเดินทาง”

“ลงมาเกิด”

คุรุตันตระ

ส่ายหน้าเบา ๆ

“ไม่มีผู้ใด”

“กำหนดแทนดวงจิต”

“ทุกการเดินทาง”

“เริ่มต้นจาก”

“เจตจำนง”

“บางดวงจิต”

“อาสาลงมา”

“เพื่อรับภารกิจ”

“บางดวงจิต”

“อาสาลงมา”

“เพื่อช่วยเหลือ”

“บางดวงจิต”

“ลงมา”

“เพื่อเรียนรู้”

“เพื่อแสวงหา”

“ประสบการณ์ใหม่”

“และบางดวงจิต”

“ก็ลงมา”

“เพียงเพราะ”

“คิดถึง”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

ยิ้มกว้าง

ก่อนถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

“คิดถึงโลกมนุษย์หรือ”

คุรุตันตระหัวเราะ

“บางครั้ง”

“ก็มิใช่โลกมนุษย์”

“แต่เป็น”

“สหาย”

“ที่ยังรออยู่”

“คำสัญญา”

“ที่ยังมิได้ทำ”

“เรื่องราว”

“ที่ยังมิได้เขียนจนจบ”

“หรือบางครั้ง”

“ก็เพียง”

“คิดถึงรอยยิ้ม”

“ของผู้คน”

“ที่เคยเดินร่วมทางกัน”

ห้องทั้งห้อง กลับมาเงียบอีกครั้ง

เสียงสายลม พัดผ่านหน้าต่างไม้ เบา ๆ

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี จึงถามขึ้นอีกครั้ง

“แล้วหาก”

“ดวงจิต”

“เลือกผิดเล่า”

ผมรีบหันไปมอง เพราะผมเอง ก็อยากรู้คำตอบ

คุรุตันตระ ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนตอบว่า

“ไม่มีการเลือกใด”

“สูญเปล่า”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี

เลิกคิ้วเล็กน้อย

“แม้การเลือกนั้น”

“จะนำความทุกข์”

“มาให้หรือ”

คุรุตันตระ

พยักหน้า

“แม้การเลือกนั้น”

“จะนำความทุกข์”

“มาให้”

“ผลของมัน”

“ก็ยังสอนดวงจิต”

“ให้รู้ว่า”

“สิ่งใด”

“นำความสุข”

“สิ่งใด”

“นำความทุกข์”

“สิ่งใด”

“ควรหยิบ”

“และสิ่งใด”

“ควรวาง”

“เราเรียนรู้”

“มิใช่เพราะ”

“มีผู้ใดลงโทษ”

“แต่เพราะ”

“ทุกการเลือก”

“ย่อมมีผล”

“ให้เรียนรู้เสมอ”

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนแย้มยิ้ม

“เช่นนั้น”

“กรรม”

“ก็มิใช่โซ่ตรวน”

คุรุตันตระ

ยิ้มตอบ

“กรรม”

“มิใช่ผู้คุมขัง”

“และมิใช่ผู้บังคับ”

“กรรม”

“เป็นเพียงเงา”

“ของการกระทำ”

“เมื่อมีเหตุ”

“ก็มีผล”

“เมื่อเข้าใจเหตุ”

“ก็เลือกเหตุใหม่ได้”

“เพราะฉะนั้น”

“กรรม”

“จึงมิได้พราก”

“อิสระแห่งเจตจำนง”

“หากกลับ”

“ทำให้อิสระนั้น”

“มีความหมาย”

ห้องทั้งห้อง กลับมาเงียบสงบ เสียงเครื่องสาย

ค่อย ๆ ดังขึ้น ช้า ๆ อ่อนโยน

คุรุผู้ถือเครื่องดนตรี ดีดสายสุดท้าย

ก่อนถาม ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เช่นนั้น”

“ดวงจิตของพวกท่าน”

“คงไม่กลัว”

“ความตาย”

คุรุตันตระ ยิ้ม ก่อนตอบช้า ๆ

“ผู้ที่รู้ว่า”

“บ้านอยู่ที่ใด”

“ย่อมไม่กลัว”

“การเดินทาง”

“เพราะรู้ว่า”

“ทุกเส้นทาง”

“มิใช่การพลัดพราก”

“หากเป็น”

“เพียงการไป”

“แล้วกลับ”

ท่านหยุด ก่อนหันมามองผม

“เอ็งจำไว้”

“อิสระแห่งเจตจำนง”

“มิใช่การทำ”

“ทุกสิ่งที่อยากทำ”

“แต่อยู่ที่”

“การเลือก”

“ด้วยความเข้าใจ”

“และยอมรับ”

“ผลของการเลือกนั้น”

“โดยไม่โทษ”

“ผู้ใด”

“เมื่อดวงจิต”

“เลือกที่จะเดินทาง”

“ก็เดินทาง”

“เมื่อเลือก”

“ที่จะกลับบ้าน”

“ก็กลับบ้าน”

“และเมื่อเลือก”

“ที่จะเดินทางอีกครั้ง”

“ก็ไม่มีผู้ใด”

“มีสิทธิ์ห้าม”

“เพราะอิสระ”

“มิใช่สิ่ง”

“ที่ผู้ใดมอบให้”

“และมิใช่รางวัล”

“ที่ผู้ใดประทาน”

“หากเป็นธรรมชาติ”

“ที่มีอยู่”

“ในดวงจิต”

“มาตั้งแต่แรก”

เสียงเครื่องสาย ดังขึ้นอีกครั้ง

ครั้งนี้ ไพเราะกว่าเดิม ราวกับบทเพลงนั้น

มิได้บรรเลง เพื่อให้ผู้ใดฟัง หากบรรเลง

เพื่อยืนยันว่า ดวงจิตทุกดวง ล้วนมีทำนอง เป็นของตนเอง

คืนนั้น ผมจึงเข้าใจว่า ปัจเจก มิใช่การทำตามใจ และมิใช่

การใช้ชีวิต โดยไม่สนใจผู้ใด หากคือ การรู้ว่า

ดวงจิตของเรา มีทำนอง เป็นของตนเอง

ขณะเดียวกัน ดวงจิตของผู้อื่น ก็มีทำนอง

เป็นของเขาเช่นกัน เราอาจบรรเลง เพลงเดียวกัน

เดินทางร่วมกัน และอยู่เคียงกัน ยาวนานเพียงใดก็ได้

แต่ไม่มีผู้ใด มีสิทธิ์บังคับ ให้อีกผู้หนึ่ง ต้องเล่นตามทำนอง

ของตนเอง เพราะความรัก มิใช่การทำให้ สองดวงจิต

กลายเป็นดวงเดียวกัน หากคือ การที่สองดวงจิต

ยังคงเป็น ตัวของตนเอง และเลือก ที่จะบรรเลง อยู่เคียงกัน

ด้วยความเต็มใจ

ราชะ ตันตระ
21/08/2569