กระจกแห่งเวลา

กระจกแห่งเวลา
คืนนั้น
หลังจากคุรุผู้ถือดาบ
ถูกคุรุอีกพระองค์จูงพระหัตถ์ออกจากห้องเรียน
ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ไม่ได้ลุก
ไม่ได้พูด
และไม่ได้คำตอบ
สิ่งที่ผมได้รับ
กลับเป็นคำถามมากมาย
สุดท้าย
ควรอโหสิกรรม
หรือควรล้างกรรม
กันแน่
คืนวันพฤหัสถัดมา
เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้
คุรุพระองค์ที่มักจะถือกระจก
ประทับนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
คืนนี้
ท่านมิได้สวมหน้ากาก
แต่ในมือ
ยังคงถือกระจกเงาบานเดิม
เมื่อเห็นผม
ท่านยิ้ม
ก่อนกล่าวเป็นประโยคแรก
“วันนี้”
“ข้าถอดหน้ากากแล้ว”
“แล้วเอ็งล่ะ”
“ยังใส่อยู่หรือเปล่า”
ผมก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว
ท่านจึงยื่นกระจกมาให้
“ส่องดู”
“ถ้ายังเห็นแต่ใบหน้า”
“แสดงว่าเอ็งยังไม่ได้มอง”
“ถ้ายังเห็นแต่คนอื่น”
“แสดงว่าเอ็งยังไม่ได้ส่อง”
ผมรับกระจกมา
ภาพที่สะท้อนอยู่
คือเด็กชายคนเดิม
แต่ในใจของผม
กลับเต็มไปด้วยคำถาม
ท่านยิ้ม
ก่อนกล่าวต่อ
“กระจกของข้า”
“มิได้มีไว้”
“ดูหน้าตา”
“หากมีไว้”
“ดูใจ”
ผมนิ่งฟัง
“คนส่วนใหญ่”
“ใช้ชีวิต”
“เหมือนคนส่องกระจก”
“แต่ไม่เคยเห็นตนเอง”
“เห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น”
“และปิดบัง”
“สิ่งที่ไม่อยากเห็น”
ท่านวางกระจกลงบนโต๊ะ
ก่อนถามขึ้นว่า
“เอ็งคิดว่า”
“ดาบ”
“กับกระจก”
“สิ่งใดอันตรายกว่ากัน”
ผมตอบทันที
“ดาบครับ”
ท่านส่ายหน้า
“ไม่”
“บางครั้ง”
“กระจก”
“ร้ายกว่าดาบ”
ผมขมวดคิ้ว
ด้วยความไม่เข้าใจ
ท่านจึงกล่าวต่อ
“ของมีคม”
“สามารถผ่าร่างกาย”
“เพื่อรักษาชีวิต”
“หมอ”
“ก็ใช้มีด”
“แต่เขาไม่ได้ใช้”
“เพื่อฆ่าคน”
“หากใช้”
“เพื่อรักษา”
“ส่วนกระจก”
“ก็เช่นเดียวกัน”
“มันสามารถ”
“เปิดบาดแผล”
“ที่อยู่ลึกที่สุด”
“ในจิตใจ”
“และผ่ามันออกมา”
“เพื่อให้เจ้าของหัวใจ”
“ได้เห็น”
“ต้นเหตุของความทุกข์”
ท่านหยุดครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
“แต่การผ่า”
“ด้วยกระจก”
“จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย”
“หากเจ้าของหัวใจ”
“ไม่มีความกล้าพอ”
“ที่จะมอง”
“ความจริงของตนเอง”
ผมนั่งเงียบ
ท่านจึงยกกระจกขึ้นอีกครั้ง
“จำไว้”
“การเห็นความผิดของผู้อื่น”
“ไม่ต้องใช้ความกล้า”
“แต่การเห็น”
“ความจริงของตนเอง”
“ต่างหาก”
“คือความกล้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
ผมจึงถามขึ้น
“แล้วเหตุใด”
“พระองค์”
“จึงถือกระจกติดตัวตลอดเวลา”
ท่านยิ้ม
ก่อนตอบว่า
“เพราะข้า”
“มิใช่ผู้เฝ้ากระจก”
“แต่เป็นผู้เฝ้ากาล”
“กระจก”
“จะบอกเพียงความจริง”
“แต่กาลเวลา”
“จะบอกว่า”
“เมื่อใด”
“ควรเปิดเผยความจริงนั้น”
“ความจริง”
“ที่พูดผิดเวลา”
“อาจทำร้ายคน”
“ยิ่งกว่าคำโกหก”
“ความเงียบ”
“ที่ใช้ผิดเวลา”
“อาจสร้างความเสียหาย”
“ยิ่งกว่าการพูด”
“ผู้มีปัญญา”
“จึงมิใช่ผู้พูดความจริงได้เสมอ”
“แต่คือผู้รู้”
“ว่าเมื่อใด”
“ควรพูด”
“เมื่อใด”
“ควรเงียบ”
“เมื่อใด”
“ควรเปิดประตู”
“และเมื่อใด”
“ควรปิดมัน”
ท่านลุกขึ้น
เดินไปยังประตูไม้บานเก่า
แล้วใช้ปลายนิ้ว
แตะลงบนบานประตูเบา ๆ
“มนุษย์ทุกคน”
“ล้วนมีประตู”
“ของตนเอง”
“บางคน”
“อยากเปิด”
“ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา”
“บางคน”
“ถึงเวลาแล้ว”
“กลับไม่กล้าเปิด”
“หน้าที่ของข้า”
“มิใช่เปิดประตูแทนใคร”
“แต่คือ”
“รอ”
“จนเจ้าของประตู”
“พร้อมจะเปิดมัน”
ท่านหันมายิ้มให้ผม
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่ง
ที่ผมไม่มีวันลืม
“ดาบ”
“สอนให้เอ็ง”
“รู้จักตัด”
“แต่กระจก”
“จะสอนให้เอ็ง”
“รู้จักรอ”
“และคนที่รู้จัก”
“ตัดได้ถูกเวลา”
“ย่อมมีค่ามากกว่า”
“คนที่ตัดได้เก่ง”
หลายเท่านัก
คืนนั้น
ผมไม่ได้เรียนรู้
เพียงเรื่องกระจก
แต่ผมเริ่มเข้าใจว่า
เวลา
มิใช่สิ่งที่เดินผ่านเราไป
หากเป็นครู
ที่กำลังค่อย ๆ
เปิดเผยความจริง
ให้กับคนที่พร้อมจะมองเห็นมัน
และบางที
กระจกแห่งเวลา
อาจไม่เคยเปลี่ยนภาพสะท้อนเลย
ผู้ที่เปลี่ยน
อาจเป็นตัวเราเอง
เมื่อเติบโต
มากพอ
ที่จะมองเห็นความจริง
โดยไม่ต้องหลบสายตาของตนเองอีกต่อไป
ราชะ ตันตระ
09/08/2569