อโหสิกรรม

อโหสิกรรม
คืนนั้น
เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้
ยังไม่ทันนั่งลง
เสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนโต๊ะไม้
ก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง
“นั่ง!”
ผมรีบนั่งลงแทบจะในทันที
คุรุพระองค์นี้
เป็นหนึ่งในคุรุที่ผมเกรงที่สุด
พระวรกายสูงใหญ่
กำยำ
ไหล่กว้าง
ราวกับนักรบผู้ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วน
แม้จะทรงอาภรณ์ของนักบวช
แต่กลับให้ความรู้สึก
ดุจแม่ทัพผู้พร้อมออกรบทุกเมื่อ
เส้นผมสีทองเข้ม
จนเกือบเป็นสีแดง
คิ้วตั้งชัน
สายตาคมกริบ
เขี้ยวสีทองทั้งสองข้าง
โผล่พ้นริมฝีปาก
และดาบสั้น
ที่เหน็บอยู่ด้านหลัง
ผมไม่เคยเห็นพระองค์วางห่างกายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เวลาท่านสอน
เสียงของท่าน
ดังราวกับฟ้าคำราม
สอนไป
ตบโต๊ะไป
สอนไป
กระทืบพื้นไป
จนบางครั้ง
ผมก็ไม่แน่ใจว่า
ท่านกำลังสอนผม
หรือกำลังจะเปิดศึกกับใครทั้งโลก
แต่สิ่งที่ประหลาดกว่านั้น
คือทุกครั้ง
ที่พระองค์เปล่งวาจาด้วยความเกรี้ยวกราด
ผมกลับเห็นบางสิ่ง
ที่ไม่แน่ใจว่า
เป็นความจริง
หรือเพียงสายตาของเด็กคนหนึ่ง
เส้นผมสีทองเข้ม
ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง
ราวกับเปลวเพลิง
หนวดเครา
เขี้ยว
แม้แต่ดาบสั้นที่เหน็บอยู่ด้านหลัง
ก็ดูเหมือนมีเปลวไฟลุกขึ้นตามไปด้วย
แต่ทันที
ที่พระองค์สงบนิ่ง
ทุกอย่าง
ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย
มีบทสรรเสริญคุรุพระองค์นี้อยู่บทหนึ่งว่า
“ยามโกรธเกรี้ยว เขี้ยวแดงแสงเต็มฟ้า
คือมหาอสุรีปิยะโส”
เมื่อได้พบพระองค์จริง
ผมจึงเริ่มไม่แน่ใจ
ว่าผู้แต่งบทสรรเสริญ
กำลังกล่าวเกินจริง
หรือกำลังบันทึกสิ่งที่ตนเองเคยเห็น
ท่านมองหน้าผม
ก่อนกล่าวขึ้นทันที
“เอ็งรู้ไหม”
“กรรม”
“แบ่งได้หลายแบบ”
“แต่ข้า”
“ชอบแบ่งอยู่สามอย่าง”
“เราผูก”
“เขาผูก”
“และเสมอผูก”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
“เราผูก”
“คือเอ็งยังไม่ยอมปล่อย”
“อีกฝ่าย”
“อาจลืมไปแล้ว”
“แต่อยู่ในหัวเอ็งทุกวัน”
“เขาผูก”
“คือเขาไม่ยอมปล่อย”
“แม้เอ็งจะไม่คิดอะไรแล้ว”
“แต่เขายังอาฆาต”
“ยังตามผูกกรรม”
“ส่วนเสมอผูก”
“ต่างคนต่างดึง”
“ไม่มีใครยอมปล่อย”
“เชือกเส้นเดียว”
“กลับมีคนดึงอยู่สองด้าน”
ผมพยักหน้า
ก่อนถามออกไปตามความเข้าใจของตนเอง
“ถ้าอย่างนั้น”
“อโหสิกรรม”
“ก็น่าจะจบแล้วไม่ใช่หรือครับ”
ท่านหัวเราะเสียงดัง
ก่อนตบโต๊ะ
จนตะเกียงน้ำมันสั่น
“เอ็ง”
“รู้หรือ”
“ว่าอโหสิกรรมคืออะไร”
ผมเงียบ
ท่านจึงกล่าวต่อ
“เขาด่าเอ็ง”
“เอ็งไม่คิด”
“ไม่เก็บ”
“ไม่ใส่ใจ”
“มันก็ไม่เป็นกรรม”
“แต่เมื่อใด”
“เอ็งยังคิด”
“ยังจำ”
“ยังแค้น”
“ยังอยากเอาคืน”
“วันนั้น”
“กรรมก็เกิด”
ผมนิ่งไปพักใหญ่
ก่อนถามต่อ
“ถ้าเกิดกรรมแล้ว”
“ทำอย่างไรครับ”
ท่านตอบเพียงคำเดียว
“ล้าง”
ผมรีบถามกลับทันที
“แต่ถ้าล้าง”
“ก็ยิ่งผูกกรรมกันไม่ใช่หรือครับ”
ท่านยืนขึ้น
เสียงดังจนพื้นไม้สั่น
ก่อนชี้นิ้วมาที่ผม
“ยุติธรรม”
“จะเกิดขึ้นได้”
“เมื่อยุติกรรม”
“กรรมจะยุติ”
“ก็ต้องล้าง”
“ใครจะผูก”
“เรื่องของมัน”
“ข้าไม่กลัว”
“แต่กรรม”
“ที่มาถึงตัวข้า”
“ข้าจะไม่ปล่อย”
“ให้ค้างอยู่”
“เพราะข้า”
“ไม่ชอบ”
“ความค้างคา”
ผมรีบถามทันที
“ถ้าอย่างนั้น”
“คนตบ”
“คนถูกตบ”
“ก็ยิ่งผูกกันไม่ใช่หรือครับ”
ท่านหัวเราะ
ก่อนถามกลับ
“เวลาเอ็งตบหน้าคนคนหนึ่ง”
“เอ็งเจ็บไหม”
“เจ็บครับ”
“ตรงไหน”
“มือครับ”
“เห็นไหม”
“ไม่มีใคร”
“ไม่รับผลของกรรม”
“ต่างกัน”
“เพียงรับมาก”
“รับน้อย”
แล้วท่านกล่าวต่อ
ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
“จำไว้”
“ข้าไม่เคยสอน”
“ให้เอ็งใช้อารมณ์”
“ข้าไม่เคยสอน”
“ให้เอ็งรีบล้าง”
“แต่ข้าสอน”
“ให้ใช้สมอง”
“ใช้สติ”
“ใช้ปัญญา”
“บางเรื่อง”
“วันนี้ยังไม่ถึงเวลา”
“บางเรื่อง”
“ต้องรอสิบปี”
“ยี่สิบปี”
“เมื่อถึงกาล”
“จึงค่อยทำ”
“แต่เมื่อทำแล้ว”
“จงรับผลของมันด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้น
ประตูห้องเรียนไม้
ก็เปิดออกช้า ๆ
คุรุอีกพระองค์
ก้าวเข้ามา
พระองค์นี้
แตกต่างจากพระองค์แรกโดยสิ้นเชิง
พระพักตร์ยิ้มแย้ม
พระเนตรอ่อนโยน
ไม่มีอาวุธ
ไม่มีดาบ
ในพระหัตถ์
มีเพียงกระจกเงาบานเล็ก
เพียงบานเดียว
ปกติ
ท่านมักสวมหน้ากาก
บางวันเป็นชายหนุ่ม
บางวันเป็นหญิงสาว
บางวันเป็นเด็กน้อย
แต่คืนนี้
พระองค์มิได้สวมหน้ากาก
เมื่อเห็นผม
ท่านยิ้ม
ก่อนกล่าวเป็นประโยคแรก
“วันนี้”
“ข้าถอดหน้ากากแล้ว”
“แล้วเอ็งล่ะ”
“ยังใส่อยู่หรือเปล่า”
ท่านยื่นกระจกมาให้ผม
“ส่องดู”
“ถ้ายังใส่อยู่”
“ถอดของเอ็งก่อน”
“แล้วข้า”
“จะคุยกับเอ็ง”
จากนั้น
ท่านหันไปมองคุรุผู้ถือดาบ
ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ความฉลาด”
“ต้องมาคู่กับความเฉลียว”
“ทุกสิ่ง”
“ต้องชั่งน้ำหนัก”
“ถ้าคิดจะแก้กรรม”
“ด้วยการสร้างกรรม”
“จงคิดให้ดี”
“ว่าผลที่ตามมา”
“คุ้มค่าหรือไม่”
ท่านยกกระจกขึ้น
ก่อนกล่าวต่อ
“ปราชญ์”
“ไม่ได้สอนให้เชื่อ”
“แต่สอนให้คิด”
“สิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมด”
“ไม่จำเป็นต้องทำตามทั้งหมด”
“ครู”
“ไม่ใช่ผู้รับผล”
“ผู้รับผล”
“คือผู้ลงมือทำ”
“เพราะฉะนั้น”
“จงใช้ปัญญา”
“ให้มากกว่าความจำ”
กล่าวจบ
ท่านเดินเข้าไป
ตบพระอังสาของคุรุผู้ถือดาบเบา ๆ
ทั้งสองพระองค์
สบตากัน
แล้วยิ้ม
ก่อนที่คุรุผู้ถือกระจก
จะจูงพระหัตถ์ของอีกพระองค์
เดินออกจากห้องเรียน
ทิ้งผมไว้
เพียงลำพัง
พร้อมคำถาม
ที่ไม่มีใครตอบ
คืนนั้น
ผมไม่ได้เรียนรู้ว่า
ควรอโหสิกรรม
หรือควรล้างกรรม
แต่ผมได้เรียนรู้
ว่าคำสอนทุกคำ
ล้วนเป็นเพียงแสงสว่าง
ส่วนหนทางที่จะเดิน
เป็นหน้าที่ของผู้เดิน
มิใช่ของผู้ถือโคม
และผู้ที่ต้องรับผล
จากทุกย่างก้าว
ก็คือตัวเราเอง
ราชะ ตันตระ
01/08/2569