หนึ่งในคู่แท้

หนึ่งในคู่แท้
มีคนเคยถามผมว่า
ผมเชื่อเรื่องคู่แท้หรือไม่
ผมตอบไม่ได้
เพราะเป็นหนึ่งในสี่ของข้อห้ามในการดูดวง
แต่หากถามว่า
ผมเคยเห็นคนสองคน
ที่ร่วมทุกข์
ร่วมสร้าง
ร่วมเติบโต
และเดินเคียงข้างกัน
จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตหรือไม่
คำตอบของผมคือ
“เคย”
และทั้งสองคน
ก็คือ
หยี่โกว
กับหยี่เตี๋ย
ทั้งสองท่าน
ไม่ได้เริ่มต้นชีวิต
ด้วยความมั่งคั่ง
ไม่ได้พบกัน
ในวันที่ทุกอย่างพร้อม
แต่ร่วมกันสร้าง
ทุกสิ่งขึ้นมาจากศูนย์
ผ่านวันที่ต้องประหยัด
ผ่านวันที่ต้องทำงานหนัก
ผ่านอุปสรรค
และความลำบาก
จนวันหนึ่ง
ความสำเร็จ
ค่อย ๆ เดินเข้ามา
ผมเติบโต
ท่ามกลางคนทั้งสอง
เห็นทั้งคู่พูดคุยกัน
หยอกล้อกัน
แอบค้อนกัน
และหัวเราะให้กันอยู่เสมอ
หยี่โกว
เป็นคนที่เชื่อเรื่องโชคลาง
เชื่อเรื่องฤกษ์ยาม
เชื่อเรื่องดวงชะตา
ส่วนหยี่เตี๋ย
เป็นคนใช้เหตุผล
และชอบตั้งคำถาม
เมื่อผมชี้รุ้งบนท้องฟ้า
หยี่โกวรีบห้าม
เพราะกลัวว่าจะโชคร้าย
หยี่เตี๋ยเพียงหัวเราะ
แล้วพูดว่า
“ถ้าชี้ฟ้าแล้วโชคร้าย”
“คนนิ้วด้วน”
“ก็คงไม่มีวันโชคร้ายสิ”
เมื่อหยี่โกวดูลายมือให้ผม
แล้วบอกว่า
ชีวิตคน
ขึ้นอยู่กับลายมือ
หยี่เตี๋ยก็ยิ้ม
ก่อนพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าลายมือกำหนดชีวิต”
“คนไม่มีมือ”
“ก็คงไม่มีดวงชะตาสินะ”
ทุกครั้ง
หยี่โกว
มักแอบค้อนท่าน
ส่วนหยี่เตี๋ย
ก็มักหัวเราะ
แล้วเรื่องก็จบลงเพียงเท่านั้น
ไม่เคยมีการเอาชนะกัน
ไม่เคยมีการดูถูกกัน
ต่างคน
ต่างเคารพ
ในความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย
ครั้งหนึ่ง
ในช่วงที่กิจการกำลังเติบโต
หยี่เตี๋ย
กลับบ้านดึกแทบทุกคืน
หยี่โกว
จึงเริ่มเป็นห่วง
จนในที่สุด
ก็แอบสะกดรอยตาม
ผลที่ได้
กลับไม่มีบ้านอีกหลัง
ไม่มีผู้หญิงอีกคน
หลังเลิกงาน
หยี่เตี๋ย
ไปเรียนภาษาอังกฤษ
ไปเรียนกีฬา
ไปเรียนลีลาศ
และใช้เวลาทุกนาที
พัฒนาตัวเอง
เพื่อเตรียมพร้อม
สำหรับโลกที่ใหญ่กว่าเดิม
เมื่อความจริงปรากฏ
เรื่องราวทั้งหมด
จึงกลายเป็นเรื่องเล่าประจำบ้าน
ที่ทุกครั้งเมื่อหยิบขึ้นมาพูด
ทุกคนก็หัวเราะ
ส่วนหยี่โกว
ก็ได้แต่ยิ้ม
แล้วแอบค้อนท่านเบา ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป
ลูก ๆ ต่างเติบโต
หลาน ๆ ต่างมีครอบครัว
กิจการที่ทั้งสองท่าน
ร่วมกันสร้าง
ก็มั่นคง
สมดังความตั้งใจ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
หยี่เตี๋ย
จากโลกนี้ไปอย่างสงบ
ในขณะหลับ
ไม่มีโรคร้าย
ไม่มีความทุกข์ทรมาน
ราวกับคนที่ทำหน้าที่ของตนเอง
ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
เวลาผ่านไป
เพียงหนึ่งปี
หยี่โกว
ก็จากโลกนี้ไป
อย่างสงบเช่นเดียวกัน
ผู้ใหญ่หลายท่าน
ในครอบครัว
ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“หยี่เตี๋ยกลับมารับแล้ว”
คนอื่นอาจไม่ทราบ
แต่ผมทราบดี
ว่าเป็นเช่นนั้นจริง
ทุกวันนี้
อย่างน้อยปีละครั้ง
ผมยังมีโอกาส
ไปพบท่านทั้งสอง
ณ สุสาน
สถานที่ที่หยี่เตี๋ย
ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า
สำหรับตัวท่านเอง
และครอบครัว
ก่อนถึงวันที่ทุกคน
จะต้องเดินทางมาถึง
ที่แห่งเดียวกัน
และทุกครั้งที่ไป
ผมยังรู้สึกเสมอว่า
คนทั้งสอง
ไม่เคยทอดทิ้งกันเลย
ตั้งแต่วันที่เริ่มสร้างชีวิต
จากสองมือเปล่า
จนถึงวันสุดท้าย
ของลมหายใจ
ตลอดเวลาที่ผมเติบโต
ผมไม่เคยได้ยินทั้งสองท่าน
เอ่ยคำว่า
“รัก”
ให้กันฟัง
แม้แต่ครั้งเดียว
แต่ผมกลับเห็น
ความรัก
อยู่ในทุกการกระทำ
อยู่ในความห่วงใย
อยู่ในการเสียสละ
อยู่ในการให้อภัย
และอยู่ในการเดินเคียงข้างกัน
มาตลอดทั้งชีวิต
หากวันนี้
มีผู้ใดถามผมว่า
ผมเชื่อเรื่องคู่แท้หรือไม่
ผมคงตอบได้เพียง
ความเชื่อของผมที่ว่า
คู่แท้
ไม่ใช่คนที่รักกันมากที่สุด
ในวันแรกที่พบกัน
หากเป็นคนที่
ร่วมทุกข์
ร่วมสร้าง
ร่วมเติบโต
ร่วมแก่ชรา
และยังคงเลือก
เดินเคียงข้างกัน
จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
สำหรับผม
หยี่โกว
และหยี่เตี๋ย
คือหนึ่งในคู่แท้
ที่ผมมีโอกาสได้พบเห็น
ด้วยตาของตนเอง
ราชะ ตันตระ
22/07/2569