ของแจก

ของแจก

คืนนั้น

เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้เก่า

คุรุก็นั่งรออยู่แล้ว

บนโต๊ะไม้

ไม่มีคัมภีร์

ไม่มีเทวรูป

ไม่มีเครื่องประกอบพิธี

มีเพียงถุงผ้าใบเล็ก

วางอยู่ตรงหน้าท่าน

เมื่อผมนั่งลง

ท่านก็เลื่อนถุงผ้ามาทางผม

ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ

“เอ็งเปิดดู”

ผมค่อย ๆ คลี่ปากถุงออก

ภายใน

มีลูกประคำหนึ่งเส้น

น้ำมันขวดเล็กหนึ่งขวด

ผ้ายันต์พับเรียบร้อยหนึ่งผืน

และขนมชิ้นเล็ก ๆ อีกหนึ่งห่อ

ผมหยิบขึ้นมาดูทีละชิ้น

ก่อนเงยหน้าถามด้วยความสงสัย

“ของใครครับ”

คุรุยิ้ม

“ของเอ็ง”

ผมยิ่งแปลกใจ

“แต่ผมไม่ได้ซื้อ”

ท่านหัวเราะเบา ๆ

ก่อนถามกลับ

“แล้วทุกสิ่งที่เอ็งมีอยู่วันนี้”

“เอ็งซื้อมาเองทั้งหมดหรือ”

ผมนิ่ง

เพราะคำถามนั้น

กว้างเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะตอบได้

ท่านจึงถามต่อ

“ลมหายใจ”

“เอ็งซื้อหรือ”

“ไม่ครับ”

“แสงอาทิตย์”

“เอ็งซื้อหรือ”

“ไม่ครับ”

“ผืนดิน”

“สายน้ำ”

“สายลม”

“พ่อ”

“แม่”

“ชีวิต”

“เอ็งซื้อสิ่งใดมาบ้าง”

ผมได้แต่ส่ายหน้า

คุรุจึงมองออกไปนอกหน้าต่าง

ก่อนกล่าวช้า ๆ

“มนุษย์”

“มักจดจำ”

“สิ่งที่ตนจ่าย”

“แต่กลับลืม”

“สิ่งที่ตนได้รับ”

ห้องเรียนทั้งห้อง

เงียบลง

ได้ยินเพียงเสียงตะเกียงน้ำมัน

ที่ลุกไหวเบา ๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ท่านจึงถามคำถามที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน

“เอ็งรู้ไหม”

“พระผู้เป็นเจ้า”

“ทรงเป็นเจ้าของอะไร”

ผมตอบทันที

“ทุกสิ่งครับ”

คุรุพยักหน้า

“ถ้าเช่นนั้น”

“พระองค์”

“จะรับอะไร”

“จากมนุษย์ได้อีก”

ผมอ้าปาก

แต่ไม่มีคำตอบ

คุรุจึงกล่าวต่อ

“เพราะพระองค์”

“ไม่ทรงขาดสิ่งใด”

“พระองค์”

“จึงไม่ต้องแสวงหา”

“เมื่อไม่แสวงหา”

“ก็ไม่ต้องสะสม”

“เมื่อไม่สะสม”

“ก็ไม่ต้องหวง”

“เมื่อไม่หวง”

“ก็ไม่ต้องกลัวเสีย”

“เมื่อไม่กลัวเสีย”

“ก็ไม่เกิดความทุกข์”

“จึงเหลือเพียง”

“การให้”

ผมนั่งฟังเงียบ ๆ

คุรุจึงหยิบตะเกียงน้ำมัน

ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

ขึ้นมา

ก่อนจุดตะเกียงอีกดวงหนึ่ง

เปลวไฟเล็ก ๆ

ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ

แต่ตะเกียงดวงแรก

ยังคงสว่างเช่นเดิม

ท่านจุดดวงที่สาม

ดวงที่สี่

ดวงที่ห้า

จนห้องเรียนทั้งห้อง

ค่อย ๆ สว่างขึ้น

ก่อนถามผมว่า

“ดวงแรก”

“ดับหรือไม่”

“ไม่ครับ”

“ไฟ”

“ยิ่งแบ่ง”

“ยิ่งน้อยลง”

“หรือ”

“ยิ่งสว่าง”

“ยิ่งสว่างครับ”

คุรุยิ้ม

ก่อนกล่าวว่า

“พระเมตตา”

“ก็เช่นเดียวกัน”

“ยิ่งส่งต่อ”

“โลก”

“ก็ยิ่งสว่าง”

ผมก้มมองถุงผ้าในมือ

ก่อนถามขึ้นอีกครั้ง

“แต่ถ้าผมให้”

“ของของผม”

“ก็ลดลงสิครับ”

คุรุหยิบขนมชิ้นเล็ก ๆ

ขึ้นมาจากถุง

แล้วถามผม

“ขนมชิ้นนี้”

“ราคาเท่าไร”

ผมมองอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนตอบ

“ไม่กี่บาทครับ”

คุรุยิ้ม

“ถ้ามัน”

“วางอยู่ในร้านค้า”

“ก็คงใช่”

“แต่หาก”

“ขนมชิ้นเดียวกัน”

“ผ่านการสวดภาวนา”

“ผ่านการอธิษฐาน”

“ผ่านความตั้งใจ”

“ผ่านมือ”

“ของผู้ที่หวังดีต่อเอ็ง”

“เอ็งยังคิดว่า”

“มันมีราคาเท่าเดิมหรือ”

ผมนิ่ง

เพราะตอบไม่ได้

คุรุจึงกล่าวต่อ

“มนุษย์”

“มักใช้สมอง”

“ตีราคา”

“แต่หัวใจ”

“เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่า”

“ราคา”

“ซื้อได้ด้วยเงิน”

“แต่คุณค่า”

“เกิดจากเจตนา”

“เวลาผู้คนได้รับของ”

“เขามักถาม”

“ราคาเท่าไร”

“แต่ไม่เคยถาม”

“ก่อนจะมาถึงมือเขา”

“ของชิ้นนั้น”

“ผ่านอะไรมาบ้าง”

ท่านหยุดเล็กน้อย

ก่อนกล่าวต่อ

“ของทุกอย่าง”

“เป็นของพระองค์”

“เอ็ง”

“ไม่ได้เป็นเจ้าของ”

“เอ็ง”

“เพียงมีโอกาส”

“ถือไว้ชั่วคราว”

“เมื่อถึงเวลา”

“การส่งต่อ”

“จึงไม่ใช่การเสีย”

“แต่คือการคืน”

คืนนั้น

ผมยังไม่เข้าใจทั้งหมด

รู้เพียงว่า

การให้

คงเป็นเรื่องที่ดี

แต่ไม่รู้ว่า

ดีอย่างไร

จนเวลาผ่านไปหลายสิบปี

วันที่ผมมีโอกาสรับใช้พระผู้เป็นเจ้า

และจัดพิธีต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นพิธีกตัญญูสักการะ

พิธีไหว้ครู

หรือพิธีบูชาใดก็ตาม

ผมมักเตรียมของมงคล

เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มาร่วมพิธีเสมอ

หลายคนมองเห็น

เพียงสิ่งของ

แล้วใช้สมอง

ตีราคา

ว่ามันมีมูลค่าเท่าใด

แต่สำหรับพวกเรา

สิ่งของเหล่านั้น

อาจเป็นเพียงน้ำมันหนึ่งขวด

ลูกประคำหนึ่งเส้น

ผ้ายันต์หนึ่งผืน

หรือแม้แต่ขนมเพียงหนึ่งชิ้น

ซึ่งล้วนมีราคาซื้อขายได้

หากมองด้วยสายตา

แต่ก่อนจะมาถึงมือผู้รับ

สิ่งเหล่านั้น

ผ่านการสวดภาวนา

ผ่านการประกอบพิธี

ผ่านความตั้งใจของผู้ร่วมพิธี

และผ่านการอธิษฐาน

เพื่อขอพระเมตตา

จากพระผู้เป็นเจ้า

สิ่งศักดิ์สิทธิ์

และครูบาอาจารย์

ให้เป็นสื่อแห่งความเป็นสิริมงคล

ดังนั้น

สิ่งที่ผู้รับได้รับ

จึงไม่ใช่เพียงสิ่งของ

แต่คือความปรารถนาดี

ศรัทธา

พระเมตตา

และความรัก

ที่ผู้คนร่วมกันส่งต่อ

ของเหล่านี้

อาจมีราคา

แต่ไม่มีทางตีคุณค่าได้

เพราะคุณค่า

มิได้เกิดจากราคาบนชั้นวางสินค้า

แต่เกิดจากหัวใจ

ของผู้ที่ตั้งใจมอบมันออกไป

ทุกครั้งที่ผมหยิบของมงคล

ส่งให้ใครสักคน

ผมจึงไม่เคยรู้สึกว่า

กำลังเสียของ

หากกำลังคืน

สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า

ทรงเมตตามอบให้แก่พวกเรา

และหวังเพียงว่า

วันหนึ่ง

ผู้รับในวันนี้

จะเติบโตขึ้น

จนกลายเป็นผู้ให้

และส่งต่อแสงสว่าง

ดุจเปลวไฟ

จากตะเกียงอีกดวงหนึ่ง

ที่ไม่มีวันดับลง

ราชะ ตันตระ
19/07/2569