ความรู้มีอยู่ทุกที่

ความรู้มีอยู่ทุกที่

มีคนเคยถามผมว่า

เหตุใด

เวลามีคนมาปรึกษา

ผมจึงมักไม่ได้ตอบ

ด้วยหลักของเวทวิชาเพียงอย่างเดียว

แต่กลับชอบเล่า

เรื่องการค้าขาย

การลงทุน

การบริหารคน

หรือประสบการณ์ของชีวิต

คำตอบนั้น

อาจต้องย้อนกลับไป

ในวัยเด็ก

ผมโชคดี

ที่เติบโต

ท่ามกลางผู้ใหญ่หลายรุ่น

คุณพ่อ

อาหยี่เตี๋ย

พี่ชายหลายท่าน

รวมถึงผู้ใหญ่

ที่แวะเวียนเข้ามา

ในบ้านของผม

ทุกค่ำคืน

หลายคน

มองเห็นเพียง

วงสังสรรค์

แต่สำหรับผม

มันคือห้องเรียน

ที่ไม่มีโต๊ะเรียน

ไม่มีตำรา

ไม่มีการสอบ

และไม่มีใบประกาศ

มีเพียงประสบการณ์ชีวิต

ของคนที่ลงมือใช้ชีวิตจริง

ผมนั่งเงียบ ๆ

คอยเติมน้ำแข็ง

คอยซื้อโซดา

คอยเสิร์ฟกับแกล้ม

แต่ในเวลาเดียวกัน

ผมก็คอยเก็บเกี่ยว

ทุกบทสนทนา

ลงในความทรงจำ

ผมได้เรียนรู้

ว่าคนทำธุรกิจ

คิดอย่างไร

คนลงทุน

มองโลกอย่างไร

คนที่ผ่านความล้มเหลว

ลุกขึ้นมาได้อย่างไร

และคนที่ประสบความสำเร็จ

ตัดสินใจอย่างไร

วันหนึ่ง

พี่ชายท่านหนึ่ง

ซึ่งทำธุรกิจเพชร

เล่าให้ฟังว่า

ระหว่างคัดเพชรเม็ดเล็ก ๆ

ลงบนตัวเรือนทองคำ

บางครั้ง

เมื่อรีบทำงาน

เพชรอาจกระเด็น

ตกลงบนพื้น

ในตอนนั้น

ความคิดแรกของท่านคือ

ทำงานตรงหน้าให้เสร็จก่อน

แล้วค่อยหา

แต่ทันใดนั้น

ผู้เป็นบิดา

ซึ่งคร่ำหวอด

อยู่ในวงการเพชรมาทั้งชีวิต

กลับพูดขึ้นว่า

“อย่าคิดว่ามันเป็นเพชร”

“ให้คิดว่ามันเป็นไก่หนึ่งตัว”

“หรืออาหารดี ๆ”

“หนึ่งมื้อ”

พี่ชายของผม

รีบลุกขึ้น

ก้มลงหาเพชรเม็ดนั้นทันที

เพราะเมื่อเปลี่ยนมุมมอง

สิ่งเล็ก ๆ

ก็กลับมีคุณค่า

ขึ้นมาในทันที

อีกครั้งหนึ่ง

พี่ชายอีกท่าน

ซึ่งครอบครัวมีฐานะดีกว่าเพื่อน

มักเป็นคนออกค่าใช้จ่าย

เวลาไปกินข้าว

หรือท่องเที่ยวด้วยกัน

หลายคน

คิดว่าท่านถูกเอาเปรียบ

แต่วันหนึ่ง

ท่านกลับพูดกับผมว่า

“คนอื่น”

“อาจคิดว่าเขาเอาเปรียบเรา”

“แต่บางครั้ง”

“เรารู้”

“เพียงแต่เราเลือก”

“ที่จะไม่พูด”

“เพราะสิ่งที่เขาอยากได้”

“กับสิ่งที่เราอยากได้”

“ไม่เหมือนกัน”

วันนั้น

ผมจึงเรียนรู้ว่า

การรู้ทัน

ไม่จำเป็น

ต้องแสดงออกเสมอไป

และการยอมเสียบางอย่าง

อาจเป็นการรักษา

สิ่งที่มีค่ามากกว่า

เรื่องเล็ก ๆ

เหล่านี้

ไม่มีอยู่ในคัมภีร์

ไม่มีอยู่ในตำรา

แต่กลับเป็น

วิชาชีวิต

ที่ผมใช้

มาจนถึงทุกวันนี้

หลายคน

มักกล่าวกันว่า

“สามสิบลิขิตฟ้า”

“เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน”

ผมคิดว่า

คำกล่าวนี้

เหมาะกับคนส่วนใหญ่

แต่สำหรับผม

ชีวิตอาจกลับกัน

ผมมีโอกาส

สัมผัสโลกของจิตวิญญาณ

มาตั้งแต่วัยเด็ก

ได้รับคำสอน

จากคุรุ

ครูบาอาจารย์

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

มากมาย

หากจะเปรียบชีวิตของผม

ผมกลับรู้สึกว่า

สำหรับผม

อาจเป็น

“เจ็ดสิบลิขิตฟ้า”

“สามสิบต้องฝ่าฟัน”

แต่ผมไม่เคย

ปล่อยให้สามสิบเปอร์เซ็นต์นั้น

ว่างเปล่า

ผมเติมมัน

ด้วยประสบการณ์

จากโลกแห่งความจริง

จากคุณพ่อ

อาหยี่เตี๋ย

พี่ชาย

และผู้ใหญ่หลายท่าน

ที่สอนผม

โดยไม่เคยเรียกตัวเองว่า

อาจารย์

เมื่อมองย้อนกลับไป

ผมจึงพบว่า

ตัวตนของผม

ไม่ได้เกิดขึ้น

จากเวทวิชาเพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจาก

การผสมผสาน

ระหว่าง

โลกของฟ้า

และโลกของมนุษย์

เวทวิชา

ช่วยให้ผม

มองเห็นทิศทาง

แต่ประสบการณ์ชีวิต

สอนให้ผม

รู้ว่าจะก้าวเดิน

อย่างไร

ดังนั้น

หากวันหนึ่ง

มีใคร

เดินเข้ามาปรึกษา

เฮีย

หรือพี่ชายคนหนึ่ง

ในตันตระเทวาลัย

สิ่งที่เขาจะได้รับ

จึงอาจไม่ได้มีเพียง

หลักของเวทวิชา

หรือพิธีกรรม

แต่ยังรวมถึง

มุมคิด

ของนักธุรกิจ

มุมมอง

ของผู้ประกอบการ

ประสบการณ์

ของคนที่เคยล้ม

เคยพลาด

เคยลงทุน

เคยรับผิดชอบผู้คน

และเคยเรียนรู้

จากโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะสำหรับผม

โลกของจิตวิญญาณ

กับโลกของการดำรงชีวิต

ไม่เคยเป็นคนละโลก

หากเป็นสองด้าน

ของชีวิตเดียวกัน

ผมไม่เคยแยก

คุรุ

ออกจากคุณพ่อ

ไม่เคยแยก

คัมภีร์

ออกจากบทสนทนา

และไม่เคยแยก

ห้องพิธีกรรม

ออกจากโลกของการทำงาน

เพราะทั้งสองโลก

ต่างหล่อหลอม

ให้ผม

เป็นผม

ในวันนี้

และนั่นเอง

จึงทำให้ผมเชื่อว่า

ความรู้

ไม่เคยอยู่

เฉพาะในห้องเรียน

ไม่เคยอยู่

เฉพาะในคัมภีร์

ไม่เคยอยู่

เฉพาะในห้องพิธี

หากซ่อนอยู่

ในทุกสถานที่

ที่เรายอมเปิดใจเรียนรู้

เพราะแท้จริงแล้ว

ความรู้ย่อมมีอยู่ทุกที่

ราชะ ตันตระ
17/07/2569