คนในสายตา

คนในสายตา
ในความจำวัยเด็ก
คุณพ่อของผม
เป็นคนรักครอบครัว
แต่ก็เป็นคนที่ชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ
ท่านไม่ใช่คนเที่ยวกลางคืน
ไม่ชอบนั่งดื่มตามร้านอาหาร
หากแต่ชอบนั่งดื่มอยู่ที่บ้าน
ในระยะแรก
ก็มีเพียงขวดเหล้า
และกับแกล้มง่าย ๆ
นั่งดื่มอยู่คนเดียว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ก็เริ่มมีญาติ
มีหลาน
มีเพื่อนบ้าน
และคนรู้จัก
แวะเวียนมานั่งร่วมวงด้วย
จากวงเล็ก ๆ
จึงค่อย ๆ กลายเป็นวงสังสรรค์ขนาดย่อมๆ
มีกับแกล้ม
มีอาหาร
มีเสียงหัวเราะ
และเรื่องเล่ามากมาย
เรียกได้ว่า
แทบทุกค่ำคืน
บ้านของผม
คือสถานที่พบปะของผู้คน
เมื่อมีวงสังสรรค์
ก็ย่อมต้องมีคนคอยเติมเสบียง
ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้
นอกจากผม
เด็กวิ่งซื้อของประจำบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็ง
โซดา
บุหรี่
หรือกับแกล้ม
เมื่อใดที่ของหมด
เสียงเรียกก็ดังขึ้นทันที
“ไปซื้อน้ำแข็งหน่อย”
“โซดาหมดแล้ว”
“เอากับแกล้มเพิ่ม”
สมัยนั้น
บ้านของผมเป็นตึกแถวสามชั้น
ครึ่งไม้ครึ่งปูน
ชั้นล่าง
ให้ญาติเปิดบริษัท
ด้านหลังเป็นครัวและห้องน้ำ
ชั้นสอง
เป็นห้องนอนใหญ่
มีโต๊ะกินข้าว
มีตู้เย็น
และเป็นที่รวมตัวของเด็ก ๆ
เพื่อดูโทรทัศน์
ส่วนชั้นสาม
เดิมไม่มีใครอยู่
จนเมื่อผมโตขึ้น
คุณพ่อจึงอนุญาต
ให้ขึ้นไปนอนคนเดียว
ด้านหน้าของบ้าน
ติดถนน
ส่วนด้านหลัง
เกือบติดวัด
ทุกครั้งที่เดินลงบันได
จากชั้นสาม
มายังชั้นสอง
ภาพด้านหลังวัด
จะอยู่ตรงหน้า
พอดี
สำหรับคนทั่วไป
คงเป็นเพียงวิวธรรมดา
แต่สำหรับผม
ไม่ใช่
ตั้งแต่เด็ก
ผมมักเห็น
สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น
หลายคืน
เพียงเดินลงมาหยิบน้ำ
ก็จะเห็นผู้คนจำนวนมาก
นอนบาดเจ็บ
เต็มพื้นที่
บางคนร้องครวญคราง
บางคนถูกหาม
มีผู้คนแต่งกายคล้ายพยาบาล
วิ่งวุ่นดูแลรักษา
ทุกอย่าง
เหมือนโรงพยาบาลสนาม
บางคืน
ผมยืนตัวแข็ง
ไม่กล้าเดินต่อ
เพราะไม่รู้ว่า
คนที่นอนอยู่ตรงหน้า
จะลุกขึ้น
หรือหันมามองผมหรือไม่
สุดท้าย
ผมจึงค่อย ๆ
ถอยหลังกลับขึ้นบันได
ทั้งที่กระหายน้ำ
ก่อนนอน
ผมต้องกรอกน้ำใส่ขวด
ขึ้นไปเผื่อไว้ทุกคืน
เพราะหากน้ำไม่หมดจริง ๆ
ผมจะไม่ลงมาเด็ดขาด
เช้าวันหนึ่ง
ผมลองเล่าเรื่องนี้
แบบอ้อม ๆ
ว่าฝันประหลาด
ป้าม้วน
ลูกจ้างร้านของหยี่โกว
ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของย่านนั้น
จึงเล่าให้ฟังว่า
สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
บริเวณนี้
เคยถูกใช้เป็นหน่วยพยาบาล
จึงมีคนพูดกันว่า
บางครั้ง
อาจพบเห็นเรื่องแปลก ๆ
ได้บ้าง
ทุกคนฟังแล้ว
ก็ขนลุก
แต่ก็เล่ากันเพียงเบา ๆ
เพราะคุณพ่อของผม
ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ
ส่วนผมเอง
ยิ่งเห็นสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง
ก็ยิ่งไม่อยากออกจากบ้าน
ในเวลากลางคืน
เพราะไม่รู้ว่า
สิ่งที่เดินสวนมา
เป็นคนจริง
หรือเป็นเพียงสิ่งที่ผมเห็นอยู่คนเดียว
แต่ถึงจะกลัวเพียงใด
เมื่อวงสังสรรค์ขาดของ
เสียงเรียกจากชั้นล่าง
ก็ดังขึ้นทุกครั้ง
และมักเป็นช่วง
ที่ผมกำลังดูการ์ตูน
หรือละครจีน
อย่างสนุกที่สุด
ผมจึงเดินลงบันได
กระแทกส้นเท้าเสียงดัง
ปิดประตูแรง ๆ
ทำหน้าบึ้ง
รีบซื้อของ
วางลงบนโต๊ะ
แล้วรีบกลับขึ้นไปดูโทรทัศน์ต่อ
ในความคิดของเด็กคนหนึ่ง
ผมรู้สึกว่า
ทุกคนกำลังรบกวนเวลา
ของผม
จนคืนหนึ่ง
วงสังสรรค์เลิกเร็วกว่าปกติ
เหลือเพียงคุณพ่อ
นั่งสูบบุหรี่อยู่
หน้าห้องนอนชั้นสอง
ท่านเรียกผมออกไปนั่ง
ข้าง ๆ
ต่างคนต่างเงียบ
อยู่พักใหญ่
ก่อนที่ท่านจะเอ่ยขึ้น
“ลื้อรู้ไหม”
“คนที่เขาไม่เห็น”
“เขาไม่เรียกใช้หรอก”
ผมนั่งนิ่ง
เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้
คุณพ่อจึงพูดต่อ
“ตราบใด”
“ที่คนยังเรียกใช้ลื้อ”
“ยังฝากให้ลื้อช่วย”
“นั่นแปลว่า”
“ลื้อยังอยู่ในสายตาของเขา”
“คนที่เรียกใช้ลื้อ”
“ส่วนใหญ่”
“คือญาติ”
“คือพี่น้อง”
“คือคนที่รักลื้อ”
“เขาเรียกลื้อ”
“ไม่ใช่เพราะอยากใช้”
“แต่เพราะ”
“เวลานึกถึงใครสักคน”
“เขายังนึกถึงลื้อ”
ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนพูดต่อ
“วันที่ไม่มีใครเรียก”
“ไม่มีใครฝาก”
“ไม่มีใครนึกถึง”
“วันนั้นต่างหาก”
“ที่น่ากลัว”
“เพราะลื้อ”
“กำลังหายไป”
“จากสายตาของผู้คน”
คืนนั้น
ผมนอนคิดอยู่ทั้งคืน
ผมย้อนนึกถึง
ทุกครั้ง
ที่เดินกระแทกส้นเท้า
ทุกครั้ง
ที่ทำหน้าบึ้ง
ทุกครั้ง
ที่วางของกระแทกลงบนโต๊ะ
แล้วรีบเดินหนี
ผมเพิ่งรู้ว่า
สิ่งที่ผมรำคาญมาตลอด
อาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด
รุ่งขึ้น
ผมเปลี่ยนตัวเอง
เลิกทำหน้าบึ้ง
เลิกบ่น
เลิกหงุดหงิด
เมื่อได้ยินเสียงเรียก
ผมรีบลงมาก่อน
โดยไม่ต้องให้เรียกซ้ำ
เมื่อเห็นน้ำแข็งใกล้หมด
ผมก็รีบไปซื้อ
เมื่อเห็นโซดาเหลือน้อย
ผมก็เติม
เมื่อกับแกล้มหมด
ผมก็ลุกไปทันที
จนบางครั้ง
คอยเติมแก้ว
คอยเสิร์ฟ
โดยไม่มีใครสั่ง
ทุกคนแปลกใจมาก
แต่ไม่นาน
ทุกคนก็เริ่มเรียกใช้ผมมากขึ้น
คุยกับผมมากขึ้น
เอ็นดูผมมากขึ้น
และผมเอง
ก็เริ่มได้นั่งฟัง
เรื่องที่เด็กคนหนึ่ง
ไม่มีวันเรียนรู้ได้
จากในโรงเรียน
ผมได้ฟัง
เรื่องการค้าขาย
การทำธุรกิจ
การเจรจา
การบริหารคน
การแก้ปัญหา
การรับมือกับความผิดหวัง
และประสบการณ์ชีวิต
จากผู้ใหญ่หลายรุ่น
ทุกคืน
ผมนั่งอยู่เงียบ ๆ
คอยเติมแก้ว
คอยเสิร์ฟอาหาร
แต่ในเวลาเดียวกัน
ผมกลับกำลังเติม
ประสบการณ์ชีวิต
ให้กับตัวเอง
โดยไม่รู้ตัว
หลายสิบปีผ่านไป
ผมจึงเข้าใจว่า
คุณพ่อไม่ได้สอน
ให้ผมเป็นเด็กรับใช้
แต่กำลังสอน
ให้ผมเห็นคุณค่าของ
การมีตัวตน
ในชีวิตของผู้อื่น
ทุกวันนี้
หากคนที่ผมรัก
หรือคนที่ผมเคารพ
เอ่ยปากขอให้ช่วย
ผมจึงแทบไม่เคยปฏิเสธ
ไม่ใช่เพราะผมว่าง
ไม่ใช่เพราะผมไม่มีธุระ
แต่เพราะผมรู้ว่า
เสียงที่เรียกชื่อเรา
อาจไม่ใช่ภาระ
หากเป็นหลักฐาน
ว่าในโลกใบนี้
ยังมีใครบางคน
มองเห็นเรา
ยังนึกถึงเรา
และยังเชื่อว่า
การมีเราอยู่
ทำให้ชีวิตของเขา
ดีขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย
เพียงเท่านั้น
ก็เพียงพอแล้ว
สำหรับการเป็น
คนในสายตา
ราชะ ตันตระ
16/07/2569