ดอกบัว

ดอกบัว

คืนนี้บรรยากาศนอกห้องเรียนไม้เก่าเปลี่ยนไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา

ลานกว้างที่เคยมีต้นไม้ลำต้นสีทอง ใบสีม่วงแดง และพื้นดินระยิบระยับราวอัญมณี ได้หายไปจนหมดสิ้น

เบื้องนอกหน้าต่างกลายเป็นบึงน้ำใสขนาดมหึมา

กว้างไกลสุดสายตา

ผืนน้ำสงบนิ่งราวกระจก

เต็มไปด้วยใบบัวและดอกบัวสีขาวนับไม่ถ้วน

ทั้งบัวตูม

บัวแย้ม

และบัวบาน

ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาตามสายลม

แม้แต่สีขาวของดอกบัวเหล่านั้นก็ยังแตกต่างกันออกไป

ขาวดุจไข่มุก

ขาวดุจน้ำนม

ขาวดุจหยก

ขาวดุจงาช้าง

ขาวดุจแสงจันทร์

จนเกิดเป็นมิติอันงดงามเกินกว่าที่ผมจะอธิบายได้

ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประหลาด

เพราะดอกบัวทุกดอกงดงามราวกับถูกสร้างขึ้นจากอัญมณี

ไม่มีกลีบใดช้ำ

ไม่มีกลีบใดขาด

ไม่มีกลีบใดบิดเบี้ยว

แม้แต่ปลายกลีบเพียงเล็กน้อยก็ยังสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ

ใบบัวทุกใบแผ่กว้างสม่ำเสมอ

ไม่มีรอยด่าง

ไม่มีรอยแมลงกัดกิน

ไม่มีคราบโคลน

ไม่มีแม้แต่ตำหนิเพียงจุดเดียว

ราวกับมิได้เป็นพืชที่เติบโตขึ้นจากธรรมชาติ

แต่เป็นงานศิลป์ที่ถูกแกะสลักขึ้นจากอัญมณีสีขาวอันล้ำค่า

แต่หากถามว่าผมแปลกใจหรือไม่

คำตอบคือไม่

เพราะตั้งแต่เล็กจนโต

ทิวทัศน์นอกหน้าต่างห้องเรียนแห่งนี้เปลี่ยนไปแทบทุกคืน

เปลี่ยนไปตามบทเรียน

เปลี่ยนไปตามคุรุผู้มาเยือน

แม้แต่อากาศ

กลิ่นหอม

อุณหภูมิ

หรือเสียงรอบตัว

ก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้

ผมจึงเพียงนั่งมองอยู่เงียบ ๆ

พร้อมคิดอยู่ในใจ

คืนนี้จะเป็นคุรุพระองค์ใด

และจะเป็นบทเรียนเรื่องอะไรกันหนอ

เมื่อหันกลับมาสำรวจภายในห้อง

ผมก็พบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

ห้องเรียนไม้เก่า

หายไปหมดแล้ว

ผนัง

พื้น

เสา

เพดาน

รวมถึงโต๊ะที่ผมนั่ง

ล้วนกลายเป็นสีขาวทั้งหมด

ผมไม่อาจบอกได้ว่านั่นคือหินอ่อน

หยกขาว

หรือวัสดุชนิดใด

แต่ทุกสิ่งล้วนงดงามอย่างยากจะหาคำอธิบาย

ทุกพื้นผิวเรียบงาม

ทุกสัดส่วนพอดี

ทุกสิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่

ไม่มีสิ่งใดมากเกินไป

ไม่มีสิ่งใดน้อยเกินไป

และไม่มีสิ่งใดที่ควรถูกแก้ไข

ราวกับคำว่า “ตำหนิ”

ไม่เคยมีอยู่ในสถานที่แห่งนี้เลย

แม้แต่เสื้อผ้าที่ผมสวมใส่

ก็กลายเป็นสีขาวสะอาดตา

บนลำคอมีประคำมุกสีขาวเส้นหนึ่งห้อยอยู่

ทั้งที่ผมไม่เคยสวมมันมาก่อน

ผมก้มมองตนเองอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะนึกขำขึ้นมาในใจ

ถ้าตอนนี้มีกระจกอยู่ตรงหน้า

ผมกับคิ้วของผมจะกลายเป็นสีขาวไปด้วยหรือเปล่านะ

ผมหัวเราะอยู่ในใจ

ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว

เมื่อได้ยินเสียงไม้เท้ากระทบพื้น

ก้องดังมาจากด้านนอก

กึก…

กึก…

กึก…

เสียงนั้นสะท้อนผ่านโถงทางเดินหินสีขาว

ชัดเจน

หนักแน่น

และสง่างาม

จากนั้นประตูห้องจึงค่อย ๆ เปิดออก

คุรุในคืนนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง

ผิวขาวซีด

แต่กลับเปล่งประกายสดใสราวกับมีแสงส่องออกมาจากภายใน

เส้นผมสีขาวยาวตรงสยายลงมาระดับอก

หนวดทั้งสองข้างยาวตรงลงมาระดับเดียวกัน

แม้แต่เคราก็ยาวลงมาถึงอกอย่างเป็นระเบียบ

ปลายคิ้วทั้งสองข้างยาวทอดลงมาอย่างงดงาม

ไม้เท้าในมือของท่านเป็นสีขาวนวล

แกะสลักลวดลายอย่างวิจิตร

จนผมไม่อาจทราบได้ว่าทำจากวัสดุชนิดใด

ชุดที่ท่านสวมใส่ก็เป็นสีขาวสะอาด

โปร่งเบา

เรียบง่าย

แต่กลับดูสง่างามอย่างประหลาด

ผมมองอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วได้ข้อสรุปอยู่ในใจ

ว่าไม่ว่ามองอย่างไร

ท่านก็ไม่เหมือนมนุษย์

และไม่เหมือนคุรุพระองค์ใดที่ผมเคยพบมาก่อน

ผมก้มกราบตามธรรมเนียม

ท่านพยักหน้ารับ

ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“คืนนี้เราจะเรียนเรื่อง สิตตะนิกายแห่งตันตระ”

“หรือที่พวกมนุษย์อย่างเอ็งเรียกกันว่า ปัทมะนิกาย”

ท่านยกไม้เท้าขึ้นชี้ไปยังบึงบัวสีขาวด้านนอก

“และอย่างที่เอ็งเรียนมาตั้งแต่เล็ก”

“สีขาว”

“คือความดี”

“คือสิ่งที่ดีที่สุด”

“คือรูปที่ดีที่สุด”

“คือลักษณะที่ดีที่สุด”

“คือสัญญาที่ดีที่สุด”

“คือวิมุตติที่ดีที่สุด”

จากนั้นท่านจึงเริ่มอธิบายถึงดอกบัว

เมล็ดบัวที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากดินและน้ำ

ดูดซับสิ่งดีงามจากธรรมชาติ

ค่อย ๆ เติบโต

ค่อย ๆ ขัดเกลา

จนสามารถผลิยอดพ้นน้ำขึ้นมารับแสง

และเบ่งบานเป็นดอกบัวอันสมบูรณ์

แต่ดอกบัวหนึ่งดอก

ย่อมประกอบขึ้นจากกลีบบัวหลายชั้น

เรียงซ้อนกันเป็นลำดับ

เป็นขั้น

เป็นชั้น

เป็นระเบียบ

และนั่นคือหัวใจของปัทมะนิกาย

การยกย่องสิ่งดีงาม

การเชิดชูสิ่งดีงาม

และการเรียงลำดับของสิ่งดีงาม

ดังเช่นกลีบบัวที่ซ้อนทับกันขึ้นไปทีละชั้น

ทีละกลีบ

จนกลายเป็นดอกบัวอันสมบูรณ์

“สิ่งใดก็ตามที่ปัทมะสัมผัส”

“ย่อมเป็นสิ่งดีงาม”

“สิ่งใดก็ตามที่ปัทมะมองเห็น”

“ย่อมเป็นสิ่งดีงาม”

“และการกระทำใดที่ปัทมะกระทำ”

“ก็ย่อมเป็นสิ่งดีงาม”

ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น

แล้วลุกขึ้น

ใช้ไม้เท้าแตะพื้นเบา ๆ

ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ผมนั่งมองตามอยู่เงียบ ๆ

และแปลกเหลือเกิน

เพราะในเวลานั้น

ผมไม่รู้สึกสงสัยในสิ่งที่ท่านพูดเลยแม้แต่น้อย

ผมกลับรู้สึกว่า

ทุกสิ่งที่ท่านกล่าวล้วนถูกต้อง

ถูกต้องอย่างสมบูรณ์

ถูกต้องจนไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม

ผมมองออกไปยังบึงบัวสีขาวอีกครั้ง

และรู้สึกว่ามันงดงามอย่างสมบูรณ์แบบ

ผมก้มมองตนเอง

และรู้สึกว่าตนเองก็เป็นคนดีคนหนึ่ง

ไม่ใช่คนดีที่กำลังพยายามทำดี

แต่เป็นคนดีโดยสมบูรณ์

ราวกับไม่มีสิ่งใดในตัวผมที่ควรถูกตำหนิ

ไม่มีสิ่งใดที่ควรถูกแก้ไข

ไม่มีสิ่งใดที่ควรถูกตั้งคำถาม

ทุกความคิดที่ผุดขึ้นมา

ล้วนดูถูกต้อง

ทุกลมหายใจ

ล้วนดูบริสุทธิ์

ทุกการกระทำ

ล้วนมีเหตุผลอันสมบูรณ์ของมัน

และในเวลานั้น

ผมก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับทุกสิ่งรอบตัว

โลกทั้งใบดูดีงามไปหมด

จนกระทั่งเสียงไม้เท้าของท่านค่อย ๆ เงียบหายไป

และทุกอย่างก็ดับวูบลง

ผมกะพริบตาอยู่สองสามครั้ง

แล้วพบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในห้องเรียนไม้เก่าตามเดิม

โต๊ะไม้เก่า

ผนังไม้เก่า

ตะเกียงน้ำมันดวงเดิม

ลานดินเดิม

ต้นไม้ลำต้นสีทอง

ใบไม้สีม่วงแดง

ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ผมนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่

ก่อนจะค่อย ๆ นึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

แล้วจึงเริ่มรู้สึกประหลาด

เพราะผมจำได้ว่า

เมื่อครู่

ผมเชื่อทุกอย่างที่ท่านพูด

ผมเชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม

ผมเห็นดีเห็นงามไปกับทุกสิ่ง

ผมรู้สึกว่าตัวเองดีงาม

รู้สึกว่าโลกดีงาม

และรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านกล่าวนั้นถูกต้องทั้งหมด

ผมเงยหน้ามองประตูห้องที่ปิดสนิท

ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

ใครก็ได้…

ช่วยตอบผมที

ว่าเมื่อครู่

เกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่…

……………

หลายปีต่อมา

หลังจากได้ศึกษาเรื่องราวของปัทมะนิกายมากขึ้น

ผมเคยนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ปู่ตันตระฟัง

พร้อมกับกล่าวอย่างมั่นใจว่า

“ผมเข้าใจแล้วครับ”

“ปฐมคุรุแห่งปัทมะนิกายก็คือดอกบัวที่เบ่งบานสมบูรณ์ที่สุด”

“เป็นดอกบัวที่พ้นน้ำและอยู่สูงที่สุด”

ปู่มองหน้าผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

ด้วยสายตาแบบที่ผมเริ่มรู้จักดี

เพราะทุกครั้งที่ท่านมองแบบนี้

มักหมายความว่าผมกำลังเข้าใจอะไรผิดอีกแล้ว

จากนั้นท่านจึงถามขึ้นช้า ๆ

“ทำไมเอ็งคิดว่าดอกบัวจำเป็นต้องมาจากดิน”

ผมนิ่งไป

ก่อนที่ท่านจะถามต่อ

“และทำไมเอ็งคิดว่ามันต้องอยู่ในน้ำเสมอไป”

ผมอ้าปากค้าง

ตอบไม่ถูก

ปู่จึงหัวเราะเสียงดัง

แล้วเดินจากไป

ทิ้งผมให้นั่งอยู่กับคำถามเดิมอีกครั้ง

เช่นเดียวกับคืนที่ผมได้พบปฐมคุรุแห่งปัทมะนิกายเป็นครั้งแรก

ราชะ ตันตระ
15/07/2569