ของที่ระลึก

ของที่ระลึก
หลายปีก่อน
ผมมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีน
จุดหมายในครั้งนั้น
คือกรุงปักกิ่ง
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป
สิ่งที่น่าสนใจอาจเป็นพระราชวังต้องห้าม
กำแพงเมืองจีน
หรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ
แต่สำหรับผม
กลับมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชอบไม่แพ้กัน
คือการเดินดูเมืองเก่า
โบราณสถาน
ร้านขายของเก่า
และร้านขายของที่ระลึก
ผมชอบมองสิ่งของเก่า ๆ
ไม่ใช่เพราะราคา
แต่เพราะรู้สึกว่า
ทุกชิ้นมีเรื่องราวของมันเอง
วันหนึ่ง
พวกเราเดินเที่ยวอยู่ในพระราชวังต้องห้าม
ไม่มีไกด์
มีเพียงลูกศิษย์ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินชมอาคารต่าง ๆ
ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ผมชี้ไปยังประตูแต่ละบาน
แล้วเล่าให้ทุกคนฟัง
ว่าประตูใด
ใช้สำหรับผู้ใด
ประตูใด
เปิดในโอกาสใด
หมุดทองเหลืองบนบานประตู
เหตุใดจึงมีจำนวนไม่เท่ากัน
แม้กระทั่งสีที่ใช้ทา
ก็มีความหมายของมัน
ผมไม่ได้ตั้งใจจะอวดความรู้
เพียงแต่สิ่งเหล่านั้น
ผุดขึ้นมาในความคิดเอง
จนหลายคนเริ่มมองหน้ากัน
บางคนถามผมว่า
“เคยมาที่นี่มาก่อนหรือ”
ผมหัวเราะ
และไม่ตอบ เพียงแค่ยิ้ม
แล้วคิดในใจว่า
ถามถึงชาติไหนล่ะ
ก่อนจะเดินต่อ
โดยไม่ได้อธิบายอะไรอีก
หลังออกจากพระราชวัง
ผมก็ทำในสิ่งที่ชอบเหมือนทุกครั้ง
คือเดินดูร้านขายของเก่า
มองหารูปแกะสลัก
รูปเคารพ
และสิ่งของที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
ในตอนนั้นเอง
ผมจำได้ว่า
มีเสียงหนึ่ง
ดังขึ้นมาในความคิด
เป็นเสียงที่ผมคุ้นเคย
“ประเทศนี้”
“ผ่านการเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว”
“ของดี ๆ”
“ไม่เหลือถึงเอ็งหรอก”
ผมหัวเราะออกมา
แต่เสียงนั้นยังพูดต่อ
“จะเก็บของเก่าไปทำไม”
“เก็บหินข้างทางสิ”
“บางก้อน”
“อายุเป็นล้านปี”
ผมหยุดเดิน
แล้วฟังต่อ
“ไม่มีใคร”
“เคยเห็นเทพเจ้าที่แท้จริง”
“ไม่มีใคร”
“เคยเห็นเทพเซียนที่แท้จริง”
“แล้วมนุษย์”
“จะวาด”
“จะปั้น”
“จะสลัก”
“ให้เหมือนได้อย่างไร”
“ถ้าจะเก็บ”
“จงเก็บไว้ในใจ”
“เก็บไว้เป็นความรู้สึก”
“สิ่งนั้น”
“จะอยู่กับเอ็ง”
“ตลอดไป”
ผมเดินดูร้านต่าง ๆ ต่อ
แต่หลังจากได้ยินประโยคนั้น
ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรอีก
เมื่อถึงวันเดินทางกลับ
ผมนั่งรอขึ้นเครื่องอยู่ที่สนามบินปักกิ่ง
เดินดูร้านขายของที่ระลึกไปเรื่อย ๆ
โดยไม่ได้คิดจะซื้ออะไร
เพราะราคาของหลายชิ้น
สูงเกินกว่าที่ผมจะสนใจ
ยิ่งเป็นของเก่า
ราคายิ่งสูง
และยิ่งเป็นไม้หายาก
หรือวัสดุที่ผู้คนยกย่องว่ามีค่า
ผมยิ่งไม่ค่อยอยากครอบครอง
โดยหลักแล้ว
ผมไม่ค่อยนิยมสิ่งของ
ที่คุณค่าของมัน
หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของสิ่งอื่น
จึงเดินผ่านร้านนั้นไป
แต่ยังไม่ทันพ้นหน้าร้าน
เสียงเดิม
ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าอยากได้”
“แค่ของที่ระลึก”
“มานี่”
“ข้าอยู่นี่”
ผมหยุดเดิน
แล้วหันกลับไปมอง
สายตาเหลือบไปเห็น
รูปแกะสลักไม้ขนาดไม่ใหญ่
เป็นบุรุษประทับนั่งอยู่บนสิงโต
แกะจากไม้กฤษณาเก่า
ส่วนพระพักตร์
ฝ่ามือ
และฝ่าเท้า
ประดับด้วยงาช้าง
ผมหยิบขึ้นมาพิจารณา
แล้ววางลง
เมื่อได้ยินราคา
ผมถึงกับสะดุ้ง
ยิ่งผู้ขายอธิบายว่า
เป็นงานเก่า
พร้อมออกเอกสารรับรอง
และยืนยันว่าหากมีปัญหาในการนำออกจากสนามบิน
เขาจะช่วยดูแลให้
ผมก็ยิ่งลังเล
ไม่ใช่เพราะกลัวราคา
แต่เพราะยังนึกถึงประโยคเดิม
“ถ้าจะเก็บ”
“จงเก็บไว้ในใจ”
แต่สุดท้าย
ผมก็ตัดสินใจอัญเชิญกลับมาด้วย
ไม่ใช่เพราะความหายาก
ไม่ใช่เพราะราคา
และไม่ใช่เพราะวัสดุที่ใช้สร้าง
แต่เพราะมันกลายเป็น
ของที่ระลึก
ของบทเรียนในวันนั้น
หลายปีต่อมา
ผมมีโอกาสเดินทางไปเฉิงตู
โปรแกรมหนึ่ง
คือการขึ้นภูเขาสูง
ที่ผมตั้งใจไปเยือนมานาน
เมื่อมองภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ภาพหนึ่ง
ก็ผุดขึ้นมาในใจทันที
ผมนึกถึงห้องเรียนไม้
ในคืนหนึ่ง คุรุพระองค์หนึ่ง และบรรยากาศ
ที่มีหิมะปกคลุมอยู่เบื้องหลังหน้าต่าง
…………
และในขณะการเดินทางครั้งนั้น
ยิ่งเดินสูงขึ้น
อากาศก็ยิ่งเบาบาง
แม้จะพยายามเต็มที่
ถึงกับจ้างคนหามขึ้นบันได
แต่ร่างกายในเวลานั้น
กลับไม่อาจฝืนต่อไปได้
ผมเริ่มหน้ามืด
หายใจไม่อิ่ม
และจำเป็นต้องลงจากภูเขา
ด้วยความเสียดาย
ระหว่างนั่งพักอยู่เบื้องล่าง
เสียงหนึ่ง
ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
เป็นเสียงที่ผมคุ้นเคย
“ทุกที่อยู่ในใจ”
“ทุกความสัมพันธ์”
“อยู่ที่ความคิดถึง”
“เด็กโง่”
ผมหัวเราะออกมา
ความเสียดายเมื่อครู่
หายไปอย่างประหลาด
วันนั้น
พวกเราจึงเปลี่ยนโปรแกรม
ไปเที่ยวในตัวเมืองแทน
บังเอิญตรงกับวันสำคัญของวัดแห่งหนึ่ง
เมื่อก้าวเข้าไปถึงหน้าวัด
เสียงที่คุ้นเคยอีกเสียงนึง
ก็ดังขึ้น
“ขึ้นไปหาเขาไม่ไหว”
“เขาไล่มาหาข้าล่ะสิ”
แล้วก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ
ที่ผมจำได้ดี
ทุกวันนี้
รูปแกะสลักองค์นั้น
ยังคงอยู่กับผม
แต่ทุกครั้งที่มอง
ผมไม่เคยนึกถึงราคา
ไม่เคยนึกถึงไม้กฤษณา
และไม่เคยนึกถึงงาช้าง
สิ่งแรกที่ผมนึกถึงเสมอ
คือคำพูดประโยคเดิม
“ถ้าจะเก็บ”
“จงเก็บไว้ในใจ”
“เก็บไว้เป็นความรู้สึก”
เพราะสุดท้ายแล้ว
ของที่ระลึก
เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยเตือนความทรงจำ
แต่ความทรงจำ
ต่างหาก
ที่อยู่กับเราไปตลอดชีวิต
ราชะ ตันตระ
14/07/2569