แสงและเงา

แสงและเงา

คืนนั้นหลังจากฟังเทวประวัติของพระนางโมหิณี ซึ่งเป็นมหาอวตารแห่งพระวิษณุเจ้าจบแล้ว

ผมนั่งคิดอยู่พักใหญ่

เพราะสิ่งที่คุรุสอนดูจะขัดกับความเข้าใจของคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย

ในความคิดของคนส่วนใหญ่

ความดี คือ แสง

ความชั่ว คือ เงา

แสงต้องชนะเงา

และเงาคือสิ่งที่ควรถูกกำจัด

เมื่อผมกล่าวเช่นนั้น

คุรุกลับหัวเราะ

ก่อนจะหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาวางบนโต๊ะ

แล้วถามผมว่า

“เอ็งเห็นอะไร”

ผมตอบว่า

“เห็นแสงครับ”

ท่านพยักหน้า

แล้วชี้ไปที่พื้นด้านหลังตะเกียง

“แล้วนั่นล่ะ”

ผมหันไปมอง

จึงเห็นเงาของตะเกียงทอดยาวอยู่บนพื้น

“เห็นเงาครับ”

คุรุจึงถามต่อ

“ถ้าไม่มีแสง จะมีเงาไหม”

“ไม่มีครับ”

“ถ้าไม่มีเงา แปลว่าไม่มีแสงหรือไม่”

ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะส่ายหน้า

คุรุจึงยิ้ม

“จำเอาไว้”

“ไม่มีแสง ไม่เกิดเงา”

“แต่ที่ใดมีเงา แปลว่าที่นั่นมีแสง”

ผมยังไม่เข้าใจนัก

คุรุจึงเล่าเรื่องพระนางโมหิณีอีกครั้ง

อสูรหลงใหลในความงาม

จนสูญเสียสติ

ถูกล่อลวง

ถูกชักนำ

และในที่สุดก็ถูกทำลายด้วยอำนาจของตนเอง

หากมองเพียงด้านเดียว

โมหะดูเหมือนเป็นสิ่งเลวร้าย

เป็นกิเลส

เป็นความหลง

เป็นต้นเหตุของความพินาศ

แต่คุรุกลับถามว่า

“แล้วผู้ที่แบ่งน้ำอมฤตให้เหล่าเทพคือใคร”

“พระนางโมหิณีครับ”

“แล้วผู้ที่ช่วยโลกจากภัสมาสูรคือใคร”

“พระนางโมหิณีครับ”

“ใช้สิ่งใด”

ผมนิ่งไป

ก่อนตอบว่า

“ใช้ความหลงครับ”

คุรุพยักหน้า

“ถูกต้อง”

“พลังเดียวกัน”

“อยู่ในมือหนึ่ง กลายเป็นหายนะ”

“อยู่ในอีกมือหนึ่ง กลายเป็นคุณประโยชน์”

จากนั้นท่านจึงกล่าวประโยคหนึ่ง

ที่ผมจำได้มาจนถึงทุกวันนี้

“ไม่มีพลังใดดี”

“และไม่มีพลังใดชั่ว”

“มีแต่ผู้ใช้ที่ดี”

“และผู้ใช้ที่ชั่ว”

คุรุเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะหยิบตะเกียงขึ้นมาอีกครั้ง

แล้วใช้นิ้วบังเปลวไฟไว้ด้านหนึ่ง

เงาบนพื้นเปลี่ยนรูปร่างทันที

ทั้งที่ตะเกียงดวงเดิม

และเปลวไฟดวงเดิม

“เห็นหรือไม่”

“เพียงแค่เปลี่ยนมุม”

“เงาก็เปลี่ยน”

ผมพยักหน้า

“คนจำนวนมากเกลียดเงา”

“แต่ไม่เคยศึกษาว่าเงาเกิดจากอะไร”

“คนจำนวนมากต่อสู้กับความชั่ว”

“แต่ไม่เคยถามว่าความชั่วนั้นเกิดจากอะไร”

จากนั้นท่านจึงกล่าวต่อ

“ความโลภ”

“อาจเกิดจากความอยากรักษาสิ่งที่รัก”

“ความโกรธ”

“อาจเกิดจากความอยากปกป้องสิ่งที่สำคัญ”

“ความหลง”

“อาจเกิดจากการยึดมั่นในสิ่งที่ตนเห็นว่ามีค่า”

“แต่ เงา”

“มักถือกำเนิดจากแสงเสมอ”

ผมเริ่มนิ่งลง

เพราะคำพูดเหล่านั้นทำให้ผมนึกถึงผู้คนมากมาย

รวมถึงตัวผมเอง

หลายครั้งที่มนุษย์เชื่อว่าตนกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

แต่กลับสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น

หลายครั้งที่ความรักกลายเป็นการครอบครองและหลงผิด แทนที่จะสร้างความสุขกลับผูกความทุกข์เข้าหากัน

หลายครั้งที่ความห่วงใยกลายเป็นการควบคุม แทนที่จะให้คุณกลับเป็น ตัวถ่วงหน่วงเหนี่ยวความคิดและชีวิต

หลายครั้งที่ศรัทธากลายเป็นความงมงาย

และหลายครั้งที่ความมั่นใจกลายเป็นอหังการ

สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เริ่มต้นจากความชั่วเสมอไป

แต่เริ่มต้นจากสิ่งที่มีคุณค่า

ก่อนจะค่อย ๆ สูญเสียสมดุลไปทีละน้อย

จากนั้นคุรุจึงเล่าเรื่องภัสมาสูรอีกครั้ง

อสูรได้รับพร

เพียงแตะศีรษะผู้ใด

ผู้นั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน

แต่สิ่งแรกที่อสูรคิด

ไม่ใช่การทำความเข้าใจอำนาจนั้น

ไม่ใช่การสำรวจตนเอง

ไม่ใช่การเรียนรู้ขอบเขตของพรที่ได้รับ

สิ่งแรกที่คิดคือ

จะใช้อำนาจนี้กับใครดี

คุรุมองหน้าผม

แล้วถามว่า

“หากเอ็งมีอำนาจ”

“สิ่งแรกที่เอ็งควรทำคืออะไร”

ผมตอบไม่ได้

ท่านจึงกล่าวว่า

“หากมีปัญญา”

“จงใช้ตรวจสอบอคติของตน”

“หากมีอำนาจ”

“จงใช้ควบคุมตนเองก่อนควบคุมผู้อื่น”

“หากมีศรัทธา”

“จงใช้ตรวจสอบหัวใจตนเองก่อน”

ในเวลานั้นผมเพิ่งเริ่มเข้าใจว่า

บางครั้ง

สิ่งที่เรียกว่าเงา

มิได้เป็นศัตรูของแสง

เพราะผู้ที่ไม่เคยเห็นความหลง

ย่อมไม่เข้าใจความหลง

ผู้ที่ไม่เคยเห็นความอหังการ

ย่อมไม่เข้าใจความอหังการ

ผู้ที่ไม่เคยเห็นความมืด

ย่อมไม่เข้าใจความมืด

เมื่อเวลาผ่านไป

ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า

หน้าที่ของมนุษย์

อาจไม่ใช่การกำจัดเงาทั้งหมดให้หายไป

เพราะตราบใดที่ยังมีแสง

เงาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

แต่หน้าที่ของเรา

คือการเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันทั้งแสงและเงา

รู้จักใช้แสงโดยไม่หลงระเริง

และรู้จักมองเงาโดยไม่หวาดกลัว

เพราะในวันที่มนุษย์มองเห็นทั้งสองสิ่งพร้อมกัน

เราอาจเริ่มเข้าใจตนเอง

มากกว่าที่เคยเป็นมา

คุรุเคยกล่าวไว้ว่า

“อย่ากลัวเงา”

“จงเรียนรู้จากมัน”

“เพราะเงาจะบอกเสมอว่า”

“แสงอยู่ตรงไหน”

ราชะ ตันตระ
13/07/2569