เล่นเกม

เล่นเกม
คืนนั้น
เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้ตามปกติ
ทันทีที่ได้สติและลืมตาขึ้น
ผมก็รู้ว่าคืนนั้นแตกต่างจากทุกคืน
เบื้องหลังหน้าต่างไม้บานใหญ่
โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน
หิมะปกคลุมพื้นดินสุดสายตา
ยอดเขาสูงใหญ่ทอดตัวอยู่ไกลออกไป
เงียบ
จนแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลม
อากาศภายนอกดูหนาวเย็น
แต่ภายในห้องกลับอบอุ่นอย่างประหลาด
คุรุพระองค์นั้น
ประทับนั่งอยู่บนเสื่อ
ยกเข่าข้างหนึ่งขึ้น
วางข้อศอกลงบนเข่า
แล้วใช้ฝ่ามือรองรับใต้คาง
ราวกับกำลังพักผ่อน
หากมองเพียงผิวเผิน
คงมีหลายคนคิดว่า
ท่านเป็นคนสบาย ๆ
หรืออาจถึงขั้นดูเกียจคร้าน
แต่ยิ่งมอง
กลับยิ่งรู้สึกว่า
ท่านสงบเสียจน
ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นอะไรเลย
ท่านไม่กล่าวธรรมะ
ไม่เปิดคัมภีร์
ไม่ตั้งคำถาม
เพียงยกมือชี้ไปทางด้านหลังห้อง
ให้ผมไปเลือกหมอนนุ่ม ๆ มาสองใบ
เมื่อผมนำมาวาง
ท่านก็ชี้ไปยังพื้นที่ว่าง
ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ
“มานอน”
ผมเอนกายลงข้าง ๆ
ท่านจึงกล่าวต่อ
“หลับตา”
ผมหลับตาลง
“ห้ามลืมตาเด็ดขาด”
“นี่คือกติกาของเกมวันนี้”
ท่านเว้นจังหวะเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อ
“คนที่ละเมิดกติกา”
“คือคนที่ไม่ให้เกียรติตัวเอง”
“ถ้าเอ็งให้เกียรติตัวเอง”
“ก็อย่าลืมตา”
ผมพยักหน้ารับ
ทั้งที่ยังหลับตาอยู่
ท่านหัวเราะเบา ๆ
“เกมนี้ไม่ยาก”
“เดี๋ยวจะมีของตกลงมาที่หน้าผาก”
“บอกให้ได้”
“ว่าคืออะไร”
“และมีกี่ชิ้น”
ไม่นานนัก
หยดน้ำเย็นจัด
ก็หล่นลงบนหน้าผาก
จนผมสะดุ้ง
“น้ำครับ”
ท่านหัวเราะเบา ๆ
จากนั้น
ก็เป็นใบไม้
กิ่งไม้
ขนนก
ดอกไม้
เส้นผม
เมล็ดพืช
และสิ่งของอีกหลายชนิด
บางครั้งเพียงชิ้นเดียว
บางครั้งหลายชิ้น
บางครั้งเป็นชนิดเดียวกัน
บางครั้งปะปนกัน
ช่วงแรก
ผมทำได้แย่มาก
ตอบผิดเสียเป็นส่วนใหญ่
บางครั้งรีบตอบ
บางครั้งเดา
บางครั้งลังเล
จนท่านต้องพูดเพียงคำเดียว
“เริ่มใหม่”
แต่ท่านไม่เคยตำหนิ
ไม่เคยแสดงความผิดหวัง
ทุกครั้งที่ตอบถูก
ท่านจะ หัวเราะเบาเบา
แล้วกล่าวชมสั้น ๆ
ทุกครั้งที่ตอบผิด
ท่านก็เพียงให้กำลังใจ
แล้วเริ่มใหม่
ผมจำได้ว่า
คืนนั้น
ผมหัวเราะอยู่ตลอดเวลา
เพราะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม
มากกว่ากำลังเรียน
ยิ่งเล่น
ยิ่งสนุก
ยิ่งสนุก
ก็ยิ่งอยากทำให้ได้
จนในที่สุด
ผมเริ่มไม่ต้องเดา
สิ่งที่ตกลงมา
ค่อย ๆ บอกตัวมันเอง
ผ่านการสัมผัส
เมื่อผมตอบได้ต่อเนื่อง
ท่านจึงกล่าวว่า
“ลืมตาได้”
ผมนั่งขึ้น
คุรุยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม
แล้วท่านก็ถามผมว่า
“ของทั้งหมด”
“ตกลงมากี่ครั้ง”
ผมนิ่ง
ตอบไม่ได้
“รวมแล้ว”
“ทั้งหมดกี่ชิ้น”
ผมตอบไม่ได้
ท่านหยิบใบไม้ขึ้นมาหนึ่งใบ
แล้วถาม
“เมื่อครู่นี้”
“ใบไม้คือใบอะไร”
ผมส่ายหน้า
“มีกลิ่นไหม”
ผมเงียบ
“มีเสียงไหม”
ผมยังคงเงียบ
“กิ่งไม้”
“เป็นไม้ชนิดใด”
“สดหรือแห้ง”
“ดอกไม้”
“เป็นดอกอะไร”
“ขนนก”
“เป็นของนกชนิดใด”
ทุกคำถาม
ล้วนเป็นสิ่งที่เคยสัมผัสมาแล้ว
แต่ผมตอบไม่ได้เลย
ผมก้มหน้าลง
คิดว่าตนเองสอบตก
แต่คุรุกลับหัวเราะ
แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
ราวกับคำตอบนั้น
ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
หลายปีต่อมา
เมื่อผมได้ศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ
จึงพบว่า
ผู้คนตั้งชื่อสิ่งเหล่านี้ไว้มากมาย
ทั้งสติ
สมาธิ
และปัญญา
แต่ในคืนนั้น
คุรุไม่เคยใช้คำเหล่านั้นเลย
ท่านเพียงทำให้เด็กคนหนึ่ง
เล่นเกม
จนสิ่งที่ควรเรียนรู้
ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในชีวิต
โดยไม่รู้ตัว
ภายหลัง
ผมจึงเข้าใจว่า
บางครั้ง
การสร้างขั้นตอน
สร้างเงื่อนไข
และสร้างชื่อเรียกมากมาย
อาจทำให้เรื่องง่าย
กลายเป็นเรื่องยาก
แต่คุรุของผม
กลับทำเรื่องที่ยากที่สุด
ให้เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ
เรียนรู้ได้ด้วยการเล่น
ก่อนจากกันในคืนนั้น
ท่านยังให้การบ้านอีกอย่างหนึ่ง
อ่านหนังสือ
ฟังเพลง
ดูโทรทัศน์ พร้อมๆกัน
แล้วเมื่อจบ
ต้องตอบตนเองให้ได้ว่า
สิ่งที่เพิ่งรับรู้นั้น
กำลังพูดเรื่องอะไร
สาระสำคัญคืออะไร
และเราได้รับอะไรกลับมา
ตอนนั้น
ผมไม่เข้าใจ
แต่ก็ทำตาม
ทุกวันนี้
ไม่ว่าจะประกอบพิธี
สวดมนต์
ภาวนา
หรือทำพิธีกรรมใดก็ตาม
แม้ภายนอกจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
มีเสียงผู้คน
เสียงเพลง
เสียงโทรทัศน์
หรือเสียงรบกวนมากเพียงใด
ผมก็ยังสามารถทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้
เพราะการฝึกในคืนนั้น
ยังคงอยู่กับผมเสมอ
และเมื่อมีลูกศิษย์เข้ามาศึกษา
นี่ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ผมถ่ายทอดต่อ
ไม่ใช่เพราะผมคิดขึ้นเอง
แต่เพราะครั้งหนึ่ง
มีคุรุผู้เปี่ยมด้วยเมตตา
เคยจูงมือเด็กน้อยคนหนึ่ง
เดินผ่านเกมง่าย ๆ
จนค้นพบว่า
เรื่องยาก
หากสอนให้ง่าย
มันก็ง่าย
ทุกวันนี้
ผมจำคำพูดของท่านได้ไม่มากนัก
เพราะเวลานั้น
ผมยังเป็นเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ
แต่สิ่งหนึ่ง
ที่ผมจำได้อย่างไม่เคยลืม
คือรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะ
และความเมตตา
ของคุรุพระองค์นั้น
ทุกครั้งที่นึกถึง
ผมยังคงรู้สึกน้ำตารื้นขึ้นมา
เสมอ
ในคืนนั่นเมื่อผมเดินออกจากห้อง
ผมหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง
คุรุค่อย ๆ เดินออกไป
ท่ามกลางหิมะสีขาว
ผมมองตามอยู่เงียบ ๆ
ก่อนจะเห็น
กองหิมะสีขาวกองหนึ่ง
ค่อย ๆ ลุกขึ้น
จึงรู้ว่า
สิ่งที่คิดว่าเป็นเพียงเนินหิมะ
แท้จริงแล้ว
คือช้างสีขาวตัวมหึมา
เพราะสีของมัน
กลืนไปกับหิมะ
จนแทบแยกไม่ออก
ผมเห็นเพียงด้านหลัง
เมื่อคุรุก้าวขึ้นประทับบนหลังช้าง
แล้วทั้งสอง
ก็ค่อย ๆ เดินจากไป
อย่างช้า ๆ
จนเหลือเพียงเงาสีขาว
ที่ค่อย ๆ เลือนหาย
ไปพร้อมกับขอบฟ้า
คืนนั้น
ผมไม่ได้จำชื่อของบทเรียน
แต่ผมจำความเมตตาของผู้สอน
ได้จนถึงทุกวันนี้
ราชะ ตันตระ
12/07/2569