สนามเด็กเล่น

สนามเด็กเล่น

หากโลกใบนี้

คือโรงละครใบใหญ่

ที่มีผู้คนนับพันล้าน

ต่างผลัดกันสวมหน้ากาก

และรับบทบาทของตนเอง

บางคนเป็นครู

บางคนเป็นศิษย์

บางคนเป็นหัวหน้า

บางคนเป็นลูกน้อง

บางคนเป็นผู้นำ

บางคนเป็นผู้ตาม

บางคนเป็นบิดา

บางคนเป็นมารดา

และบางคน

ต้องสวมหลายบทบาท

ภายในวันเดียว

บทบาทเหล่านั้น

ล้วนจำเป็น

เพราะหากไม่มีผู้แสดง

โรงละครก็คงดำเนินต่อไปไม่ได้

แต่ปัญหา

ไม่ได้อยู่ที่การสวมบทบาท

หากอยู่ที่

การลืมถอดมันออก

เมื่อสวมหัวโขน

อยู่นานเกินไป

บางคน

ก็เริ่มลืมว่า

มันเป็นเพียงบทบาท

คนเป็นครู

ก็สอนทุกคน

แม้ไม่มีใคร

ก็ขอให้ได้สอน

คนเป็นผู้นำ

ก็อยากนำทุกเรื่อง

แม้ในเวลาที่ควรรับฟัง

คนเป็นเจ้านาย

ก็สั่งทุกคน

แม้อีกฝ่าย

ไม่ใช่ลูกน้องของตน

ส่วนคนที่สวมบทบาท

ของผู้ตาม

มาตลอดทั้งชีวิต

ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

แม้ในวันที่

ควรยืนหยัด

เพื่อตัวเอง

หัวโขน

จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิด

แต่การยึดติด

กับหัวโขนนั้น

ต่างหาก

ที่ทำให้เราลืม

ว่าแท้จริงแล้ว

เราเป็นใคร

หากโลกใบนี้

คือโรงละคร

สำหรับผม

ตันตระเทวาลัย

กลับไม่ใช่โรงละคร

แต่เป็นบ้าน

เป็นที่พัก

เป็นที่พึ่งทางใจ

และเป็นสนามเด็กเล่น

ของพวกเราชาวตันตระ

หลายคน

เคยถามผมว่า

เหตุใด

ผมจึงแทนตัวเองว่า

“เฮีย”

ทั้งที่มีคนแนะนำ

ให้ใช้คำว่า

อาจารย์

หรือคุรุ

ซึ่งฟังดูเหมาะสมกว่า

ผมเติบโต

มาในครอบครัวคนจีนยุคเก่า

สำหรับผม

คำว่า “เฮีย”

ไม่ได้หมายถึง

ผู้ที่อยู่เหนือกว่าใคร

แต่หมายถึง

พี่ชาย

ที่คอยดูแลน้อง ๆ

คอยตักเตือน

เมื่อเห็นน้องเดินผิดทาง

คอยประคอง

เมื่อมีใครล้ม

และคอยยินดี

เมื่อเห็นน้องเติบโต

ผมรู้สึกว่า

ในโลกภายนอก

ผู้คน

มีตำแหน่ง

มีหน้าที่

มีหน้ากาก

กันมากพอแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน

ผมไม่อยากให้

ทุกคน

ต้องสวมหัวโขน

เพิ่มขึ้นอีกชิ้น

ผมจึงอยากให้

ทุกครั้ง

ที่ก้าวเข้ามา

ในตันตระเทวาลัย

ทุกคน

วางหัวโขนไว้

หน้าประตู

ไม่ว่าจะเป็น

ตำแหน่ง

ชื่อเสียง

ฐานะ

อำนาจ

หรือความสำเร็จ

เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว

เราก็เป็นเพียง

พี่ ๆ

น้อง ๆ

ที่กำลังเรียนรู้

และเติบโตไปด้วยกัน

ผมมองบ้านหลังนี้

เหมือนสนามเด็กเล่น

เด็กที่มาเล่นด้วยกัน

ย่อมมีวันที่วิ่งชนกัน

เถียงกัน

งอนกัน

ร้องไห้กัน

หรือเข้าใจกันผิด

เป็นเรื่องธรรมดา

บางคน

ชอบเป็นหัวโจก

บางคน

ชอบสั่งคนอื่น

บางคน

ชอบแกล้งเพื่อน

บางคน

ขี้น้อยใจ

บางคน

อยากเอาชนะ

บางคน

อยากได้ทุกอย่าง

เป็นของตนเอง

แต่เมื่อเสียงหัวเราะ

ดังขึ้นอีกครั้ง

เด็กเหล่านั้น

ก็มักลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

แล้วกลับมาวิ่งเล่นด้วยกัน

เหมือนเดิม

บางที

ผู้ใหญ่

อาจเก็บความโกรธ

เก่งกว่าเด็ก

แต่เด็ก

กลับให้อภัย

เก่งกว่าผู้ใหญ่

ในสนามเด็กเล่น

ไม่มีใคร

ชนะตลอดไป

และไม่มีใคร

แพ้ตลอดไป

ของเล่นทุกชิ้น

เป็นเพียงของเล่น

ไม่มีสิ่งใด

มีค่ามากพอ

ที่จะทำให้เรา

สูญเสียเพื่อน

หากวันหนึ่ง

เราเกิดการกระทบกระทั่งกัน

มีความเห็นไม่ตรงกัน

ทำให้กันและกันเสียใจ

หรือเผลอพูด

ในสิ่งที่ไม่ควรพูด

ผมอยากให้

ทุกคน

หยุดสักครู่

แล้วระลึกไว้เสมอว่า

“เรากำลังอยู่ในสนามเด็กเล่น”

เมื่อรู้เช่นนั้น

ก็กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

กล้าขอโทษ

กล้าให้อภัย

กล้าหัวเราะ

และกลับมาเล่นด้วยกัน

เพราะบ้าน

ไม่ใช่สถานที่

ที่มีไว้แข่งขันกัน

บ้าน

คือสถานที่

ที่มีไว้

ให้เรากลับมา

เป็นตัวของตัวเอง

ส่วนผม

ก็จะยังคงเป็น

“เฮีย”

พี่ชายธรรมดาคนหนึ่ง

ผู้ได้รับหน้าที่

ดูแลบ้านหลังนี้

แทนเจ้าของบ้าน

คอยเปิดประตู

คอยดูแลบ้าน

คอยดูแลน้อง ๆ

และคอยนั่งมอง

สนามเด็กเล่นแห่งนี้

ด้วยรอยยิ้ม

ตราบใด

ที่ผมยังมีลมหายใจ

ยังเดินอยู่บนแผ่นดิน

ผมก็ขอเป็นเพียง

“เฮีย”

พี่ชายธรรมดาคนหนึ่ง

ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้

แทนเจ้าของบ้าน

และเมื่อวันหนึ่ง

การแสดง

บนเวทีแห่งโลกใบนี้

สิ้นสุดลง

ซึ่งผม

ได้กลับบ้าน

เมื่อนั้น

ผมก็จะกลับไป

ทำหน้าที่ของผม

ในบ้านหลังนั้น

คอยต้อนรับ

เด็ก ๆ

ที่เดินทางกลับบ้าน

ให้ได้พัก

อย่างสบายใจ

ส่วนวันนี้

ผมก็ขอทำหน้าที่

ของผมที่นี่

ให้ดีที่สุด

หากวันหนึ่ง

คุณรู้สึกเหนื่อย

จากการแสดง

ในโรงละครของโลก

รู้สึกอ่อนล้า

กับหน้ากาก

และบทบาท

ที่ต้องสวมอยู่ทุกวัน

บ้านหลังนี้

ยังเปิดประตู

รอต้อนรับเสมอ

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

มาจากไหน

หรือเคยผ่านอะไรมาก็ตาม

เพียงวางหัวโขน

ไว้หน้าประตู

แล้วเดินเข้ามา

ในสนามเด็กเล่นแห่งนี้

ในฐานะ

พี่น้องร่วมบ้าน

ส่วนผม

ก็จะยังคงนั่งอยู่

ข้างสนามเด็กเล่น

คอยเปิดประตูบ้าน

และรอ

ให้ทุกคน

ได้กลับบ้าน

ราชะ ตันตระ
10/07/2569