หน้ากาก

 

หน้ากาก

คืนนั้น

เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องเรียนไม้

ผมพบว่า

บนโต๊ะของคุรุ

มีเพียงหน้ากากไม้เก่า ๆ

วางอยู่เพียงชิ้นเดียว

ผมหยิบมันขึ้นมาพิจารณา

ใบหน้าของหน้ากาก

ดูอ่อนโยน

สงบ

น่าเชื่อถือ

และเปี่ยมด้วยเมตตา

คุรุมองผม

ก่อนถามขึ้นเบา ๆ

“เอ็งคิดว่า”

“เจ้าของหน้ากากนี้”

“เป็นคนแบบไหน”

ผมยิ้ม

ก่อนตอบทันที

“น่าจะเป็นคนดีครับ”

ท่านหัวเราะ

แต่ไม่ได้ตอบ

กลับหยิบหน้ากากนั้น

ขึ้นมาสวมบนใบหน้าของท่าน

ทันใดนั้น

ผมกลับรู้สึกว่า

คนตรงหน้า

เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ทั้งที่

ทุกสิ่ง

ยังเหมือนเดิม

คุรุถอดหน้ากากออก

ก่อนถามผม

“เมื่อครู่”

“ข้าเปลี่ยนไป”

“หรือเอ็ง”

“เป็นคนเปลี่ยน”

ผมนิ่ง

เพราะตอบไม่ได้

ท่านจึงวางหน้ากากลง

ก่อนกล่าวช้า ๆ

“หน้ากาก”

“เปลี่ยนได้”

“เพียงสิ่งที่คนอื่นมองเห็น”

“แต่มัน”

“ไม่เคยเปลี่ยน”

“ตัวตนของคนที่อยู่ข้างใน”

ลมกลางคืน

พัดผ่านหน้าต่างไม้

ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่

ก่อนที่คุรุจะถามขึ้นอีกครั้ง

“เอ็งรู้ไหม”

“ชาวตันตระ”

“แบ่งสัตว์ออกเป็นกี่ประเภท”

ผมส่ายหน้า

“สองประเภท”

“นักล่า”

“กับผู้ถูกล่า”

ผมตั้งใจฟัง

เพราะไม่เคยได้ยินคำอธิบายเช่นนี้มาก่อน

คุรุกล่าวต่อ

“นักล่า”

“ออกล่า”

“เพราะต้องต่อสู้”

“เพราะต้องเอาชีวิตรอด”

“แต่ผู้ถูกล่า”

“ไม่เคยออกล่าใคร”

“ไม่เคยทำลายชีวิตใคร”

“มีแต่คอยหนี”

“และคอยเอาชีวิตรอด”

ผมถามขึ้นทันที

“แล้วเกี่ยวอะไร”

“กับวิถีตันตระครับ”

คุรุยิ้ม

ก่อนตอบ

“เพราะตันตระ”

“คือวิถีของนักรบ”

“นักรบ”

“ไม่ควรใช้อาวุธ”

“กับผู้ที่ไม่มีอาวุธ”

“ไม่ควรใช้กำลัง”

“กับผู้ที่ไม่อาจต่อสู้ตอบโต้”

“และไม่ควรภูมิใจ”

“กับชัยชนะ”

“ที่เกิดจากความได้เปรียบ”

“ชัยชนะ”

“ที่เกิดจากการรังแก”

“ไม่ใช่เกียรติ”

“แต่คือความอ่อนแอ”

ผมนิ่งฟัง

คุรุจึงกล่าวต่อ

“เอ็งรู้ไหม”

“สัตว์”

“ไม่ต้องมีหน้ากาก”

“เสือ”

“ไม่เคยปลอมตัว”

“เป็นกวาง”

“หมาป่า”

“ไม่เคยบอก”

“ว่าตัวเอง”

“เป็นแกะ”

“งู”

“ไม่เคยบอก”

“ว่าตัวเอง”

“ไม่มีพิษ”

“มีแต่มนุษย์”

“ที่ชอบเป็น”

“ในสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็น”

ผมเริ่มรู้สึก

ว่าบทเรียนคืนนี้

หนักกว่าทุกคืน

คุรุจึงกล่าวต่อ

“สัตว์”

“ล่าเหยื่อ”

“ด้วยกำลัง”

“แต่มนุษย์”

“ล่าเหยื่อ”

“ด้วยความเชื่อ”

“ด้วยความหวัง”

“ด้วยความศรัทธา”

“และด้วยความไม่รู้”

ผมถามขึ้นเบา ๆ

“แล้ว”

“เขาใช้อะไร”

“เป็นอาวุธ”

คุรุยกหน้ากากขึ้น

ก่อนตอบเพียงคำเดียว

“ความน่าเชื่อถือ”

ผมนิ่ง

ท่านกล่าวต่อ

“เมื่อคนคนหนึ่ง”

“สวมหน้ากาก”

“ของผู้รู้”

“ผู้คน”

“ก็เลิกตรวจสอบ”

“เมื่อสวมหน้ากาก”

“ของผู้เสียสละ”

“ผู้คน”

“ก็เลิกสงสัย”

“เมื่อสวมหน้ากาก”

“ของผู้มีบุญ”

“ผู้คน”

“ก็พร้อมมอบ”

“ศรัทธา”

“เวลา”

“ทรัพย์สิน”

“และบางครั้ง”

“แม้แต่ชีวิต”

ให้กับเขา

“คนชั่ว”

“ไม่น่ากลัวที่สุด”

“เพราะคนส่วนใหญ่”

“ระวังคนชั่วอยู่แล้ว”

“แต่น่ากลัวที่สุด”

“คือคน”

“ที่สวมหน้ากากของความดี”

“เพื่อซ่อน”

“ความโลภ”

“คนเช่นนี้”

“ไม่ได้ปล้นทรัพย์”

“แต่ปล้นศรัทธา”

“ไม่ได้ขโมยเงิน”

“แต่ขโมยชีวิต”

“เพราะเมื่อมนุษย์”

“มอบศรัทธาให้ผิดคน”

“เขาจะยอมเดิน”

“ไปทุกที่”

“โดยไม่เคยถาม”

“ว่าปลายทาง”

“คือที่ใด”

ผมถามขึ้นเบา ๆ

“ถ้าอย่างนั้น”

“เราจะรู้ได้อย่างไร”

“ว่าเรากำลังสวมหน้ากากอยู่หรือเปล่า”

คุรุยิ้ม

ก่อนตอบทันที

“ง่ายมาก”

ผมเงยหน้าขึ้น

รอฟังคำตอบ

ท่านจึงกล่าวช้า ๆ

“เงยหน้า”

“ต้องไม่อายฟ้า”

“ก้มหน้า”

“ต้องไม่อายดิน”

“มองหน้าผู้คน”

“ต้องไม่อายใคร”

“และที่สำคัญที่สุด”

“อย่าทำผิดต่อใจของตนเอง”

ผมนิ่ง

คุรุกล่าวต่อ

“ถ้าวันหนึ่ง”

“เอ็งต้องโกหก”

“เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง”

“เอ็งกำลังสวมหน้ากาก”

“ถ้าวันหนึ่ง”

“เอ็งต้องสร้างเรื่อง”

“เพื่อให้คนศรัทธา”

“เอ็งกำลังสวมหน้ากาก”

“ถ้าวันหนึ่ง”

“เอ็งต้องทำเป็นรู้”

“ทั้งที่เอ็งไม่รู้”

“เอ็งกำลังสวมหน้ากาก”

“และเมื่อใด”

“เอ็งต้องกลัว”

“ว่าคนจะรู้ความจริง”

“เมื่อนั้น”

“หน้ากาก”

“ได้กลายเป็นคุก”

“ที่เอ็งสร้างขึ้น”

“เพื่อขังตัวเอง”

ผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนถามขึ้นเบา ๆ

“แล้วถ้าผม”

“ทำเช่นนั้นล่ะครับ”

“ถ้าผม”

“สวมหน้ากาก”

“เพื่อให้ผู้คนศรัทธา”

“ทั้งที่ความจริง”

“ผมยังไม่เป็นเช่นนั้น”

คุรุมองหน้าผม

ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“คนแรก”

“ที่เอ็งทรยศ”

“ไม่ใช่ผู้คน”

“แต่คือใจของเอ็งเอง”

ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง

ก่อนกล่าวต่อ

“เมื่อเอ็งผิดต่อใจตนเอง”

“เอ็งก็ผิดต่อฟ้า”

“ผิดต่อดิน”

“และผิดต่อผู้คน”

ผมก้มหน้าลง

คุรุจึงกล่าวประโยคสุดท้าย

“และสำหรับเอ็ง…”

“เอ็งยังผิดต่อข้า”

“เพราะข้า”

“ไม่ได้สอนให้เอ็ง”

“เป็นคนที่ผู้คนศรัทธา”

“แต่ข้าสอนให้เอ็ง”

“เป็นคนที่”

“ไม่ต้องอาย”

“เมื่อเงยหน้ามองฟ้า”

“ไม่ต้องอาย”

“เมื่อก้มหน้ามองดิน”

“ไม่ต้องอาย”

“เมื่อสบตาผู้คน”

“และไม่ต้องอาย”

“เมื่อมองเข้าไป”

“ในใจของตนเอง”

“เพราะคนที่ไม่ผิดต่อใจตนเอง”

“ย่อมไม่จำเป็น”

“ต้องสวมหน้ากาก”

หลายปีผ่านไป

ผมจึงเข้าใจว่า

หน้ากาก

ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด

แต่การที่เรา

หลงเชื่อหน้ากากของตนเอง

ต่างหาก

ที่น่ากลัวที่สุด

เพราะเมื่อใด

ที่เราเริ่มเชื่อ

ในสิ่งที่เราแสร้งเป็น

เมื่อนั้น

เราจะค่อย ๆ

สูญเสียตัวตนที่แท้จริง

ไปโดยไม่รู้ตัว

และในวันนั้น

เราจะไม่เหลือ

ทั้งความจริง

และไม่เหลือ

แม้แต่ตัวเราเอง

ราชะ ตันตระ
09/07/2569