ลดราคา

ลดราคา
คืนหนึ่งหลังเลิกบทเรียน
ผมนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียนไม้เก่า
สายตาไล่ไปตามลานทางเดินที่ปูด้วยหินสีต่าง ๆ
บางก้อนสีเขียว
บางก้อนสีแดง
บางก้อนสีชมพู
บางก้อนสีฟ้า
และบางก้อนสีดำสนิท
ผมนั่งมองอยู่เช่นนั้นเงียบ ๆ
จนคุรุองค์ที่สอนในคืนนี้สังเกตเห็น
ท่านกวักมือเรียก
แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
ผมรีบเดินตามไปทันที
จุดหมายของเราคือบริเวณลานรอบกองไฟ
สถานที่ซึ่งผมมักเรียกเล่น ๆ ว่า
“วงเหล้า”
เพราะในยามค่ำคืนมักมีคุรุหลายพระองค์มานั่งสนทนากันอยู่เสมอ
คืนนี้ค่อนข้างคึกคัก
เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ
หลายพระองค์กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส
แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้น
ผมกลับสังเกตเห็นคุรุอยู่พระองค์หนึ่ง
ที่นั่งเงียบอยู่ตามลำพัง
ไม่พูดคุยกับใคร
ลักษณะคล้ายนักบวชอินเดียโบราณ
อาภรณ์ที่สวมดูเก่า ซีด
บางแห่งขาดวิ่นตามกาลเวลา
ผมถูกรวบเป็นมวย
หนวดเครายาวพอประมาณ
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด
คือเส้นผมและหนวดเคราของท่าน
ซึ่งสะท้อนแสงไฟเป็นสีทองอย่างชัดเจน
แม้มองจากระยะไกล
ผมก็ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้
ไม่กล้าพูดคุย
เพราะใบหน้าของท่านดูเคร่งขรึม
ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเดินไปถึงบริเวณนั้น
ผมคุกเข่าลงกราบคุรุทุกพระองค์ตามธรรมเนียม
แล้วถอยมายืนอยู่ห่าง ๆ
คุรุที่พาผมมาในคืนนี้
สวมอาภรณ์สีขาวเงินยวง
งดงามราวกับนักบวชในพิธีสำคัญ
ท่านเดินเข้าไปพูดคุยกับคุรุองค์นั้นอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ก้มลงหยิบบางสิ่งขึ้นมาจากพื้น
แล้วเดินกลับมาหาผม
พร้อมกวักมือให้เดินตามกลับห้องเรียน
ระหว่างทาง
ท่านแบมือให้ผมดู
ภายในฝ่ามือมีหินเม็ดเล็กหลายสี
สีเขียว
สีแดง
สีชมพู
สีฟ้า
และสีดำ
ผมหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจ
คุรุจึงกล่าวขึ้นว่า
“คุรุองค์นั้นพูดน้อย”
“ไม่ค่อยพูดกับใคร”
“แต่เมื่อใดที่ท่านพูด”
“คำพูดจะเต็มไปด้วยตบะ”
ท่านหยุดเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อ
“ในภาษาสิงหล”
“บางคนเรียกหินชนิดนี้ว่า ทุรมาลี”
ซึ่งหากท่านกล่าวคำพร”
“ก็จะเกิดเป็นหินสีสวยงาม”
“หากกล่าวคำสาป”
“ก็จะกลายเป็นหินสีดำ”
ผมฟังแล้วยิ้ม
แม้ไม่รู้ว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่
แต่ผมนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้
จึงกล่าวกับคุรุว่า
“ถ้าเช่นนั้น”
“คำพูดของมนุษย์ก็คงสร้างสิ่งที่คล้ายกัน”
คุรุหันมามอง
ผมจึงกล่าวต่อ
“เพียงแต่ไม่ได้เกิดเป็นหิน”
“แต่เกิดเป็นสิ่งที่จารึกอยู่ในใจของผู้ฟัง”
คุรุพยักหน้า
แล้วยิ้มบาง ๆ
“เอ็งเรียนรู้เร็วดี”
“ถูกต้อง”
“หินเหล่านี้มีคุณค่า”
“แต่คำพูดของมนุษย์ก็มีคุณค่าไม่ต่างกัน”
“บางคำสร้างกำลังใจ”
“บางคำสร้างปัญญา”
“บางคำสร้างความหวัง”
“และบางคำ”
“ก็สร้างบาดแผล”
ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“เอ็งว่าไหม”
“คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน”
“เวลาเราจะต่อว่าเขา”
“เรามักลดราคาให้เสมอ”
ผมนิ่งฟัง
“เรายังเกรงใจ”
“ยังไม่พูดเต็มแรง”
“ยังยับยั้งคำพูดบางคำเอาไว้”
“เพราะกลัวเขาจะเสียใจ”
“กลัวเขาจะโกรธ”
“กลัวเขาจะเจ็บปวด”
ท่านหันมามองผม
แล้วถามว่า
“แต่กับคนที่รักล่ะ”
ผมเงียบ
“กับคนที่อยู่เคียงข้างกันมาทั้งชีวิต”
“กับคนที่ดีต่อกันมาตลอด”
“มนุษย์เคยลดราคาให้กันบ้างไหม”
คำสอนนั้นทำให้ผมนิ่งไป
คุรุจึงกล่าวต่อ
“คนแปลกหน้า”
“เรายังลดราคาให้”
“แต่คนใกล้ตัว”
“เรากลับคิดราคาเต็ม”
“ผิดนิดเดียว”
“ก็ขุดทุกเรื่องขึ้นมาพูด”
“รื้อทุกความผิดขึ้นมาตำหนิ”
“หยิบทุกบาดแผลขึ้นมาซ้ำเติม”
“คำไหนที่เจ็บที่สุด”
“ก็มักเลือกคำนั้น”
เสียงของท่านเบาลง
แต่กลับหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
“ทั้งที่คนเหล่านั้น”
“คือคนที่เราควรลดราคาให้มากที่สุด”
ผมนั่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่
มองหินสีต่าง ๆ ในมือของตนเอง
แล้วนึกขึ้นได้ว่า
บางที
คำพูดของมนุษย์ทุกคน
ก็กำลังสร้างผลึกบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
ไม่ได้เกิดขึ้นในผืนดิน
ไม่ได้เกิดขึ้นในภูเขา
แต่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คน
บางคำกลายเป็นผลึกแห่งกำลังใจ
บางคำกลายเป็นผลึกแห่งความรัก
บางคำกลายเป็นผลึกแห่งความหวัง
และบางคำ
ก็กลายเป็นผลึกสีดำ
ที่ติดอยู่ในใจของใครบางคนไปตลอดชีวิต
คืนนั้น
ผมไม่ได้เรียนรู้เรื่องอัญมณี
ไม่ได้เรียนรู้เรื่องทุรมาลี
แต่ได้เรียนรู้ว่า
ก่อนจะพูดคำใดออกไป
โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก
เราอาจควรถามตัวเองเสียก่อนว่า
คำพูดนั้น
กำลังสร้างผลึกสีอะไรขึ้นในจิตใจของเขา
ราชะ ตันตระ
05/07/2569