มหาสุคนธ์

มหาสุคนธ์

คุรุพระองค์หนึ่งที่ผมจดจำได้ดีเป็นพิเศษ คือคุรุผู้สอนเรื่องกลิ่น

ท่านเป็นบุคคลที่ดูแปลกตาตั้งแต่แรกเห็น

ไม่ใช่เพราะความน่าเกรงขาม

แต่เพราะความขาว

ทุกสิ่งทุกอย่างบนร่างกายของท่านล้วนเป็นสีขาว

ชุดที่สวมเป็นผ้าขาวเรียบง่าย ซ้อนทับด้วยผ้าบางสีขาวอีกชั้นหนึ่งที่พริ้วไหวไปตามลม

มีย่ามสีขาวสะพายอยู่ข้างตัวอย่างรุ่มร่าม

รองเท้าไม้โบราณเป็นสีขาว

อัญมณีที่สวมใส่เป็นสีขาว

แม้แต่ลูกประคำที่ห้อยอยู่รอบคอก็ยังเป็นสีขาว

ผมยาวถูกมัดเป็นมวยอย่างลวก ๆ ดูกระเซอะกระเซิงอยู่เสมอ

หนวดเคราหนาและยาว

คิ้วขาวดกหนา

แต่ดวงตาของท่านกลับสดใสและตื่นตัวราวกับเด็กหนุ่ม

เวลาพูดอะไร ท่านมักเลิกคิ้วขึ้นสูง

เบิกตากว้าง

แล้วจ้องมองคนฟังราวกับเพิ่งคิดอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง

แม้อายุของท่านจะมากเพียงใด ไม่มีใครทราบ

แต่ร่างกายกลับกระฉับกระเฉงจนน่าแปลกใจ

เดินเร็ว

พูดเร็ว

คิดเร็ว

ทำอะไรเร็วไปเสียหมด

ยกเว้นอยู่เรื่องเดียว

คือท่านมักไออยู่เสมอ

ครั้งหนึ่งผมจึงถามออกไปตรง ๆ

“ถ้าท่านมีอภิญญาและฤทธิ์เดชมากมาย แล้วเหตุใดจึงยังเจ็บป่วยอยู่”

ท่านหัวเราะทันที

เสียงดังเสียจนผมสะดุ้ง

“เอ็งจะไปรู้อะไร”

“ผู้มีความเป็นอมตะอย่างพวกข้า สิ่งที่อยากได้ ก็คือความเจ็บป่วย”

ผมนั่งงง

ท่านจึงพูดต่อ

“วันหนึ่ง ถ้าเอ็งเป็นอมตะเมื่อไร เอ็งจะเข้าใจ”

“เอ็งจะคิดถึงไข้หวัด”

“คิดถึงอาการไอ”

“คิดถึงอาการเจ็บคอ”

“คิดถึงความปวดเมื่อย”

“แม้กระทั่งอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของมนุษย์”

แล้วท่านก็หัวเราะอีกครั้ง

ในเวลานั้นผมไม่เข้าใจคำพูดของท่านเลยแม้แต่น้อย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับพบว่า

คุรุองค์นี้มักพูดเรื่องที่ฟังดูไร้สาระในวันนั้น

แล้วค่อยกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายในอีกหลายปีต่อมาเสมอ

รวมทั้งบทเรียนเรื่องกลิ่น

ซึ่งเปลี่ยนวิธีมองโลกของผมไปตลอดกาล

คืนนั้นท่านหยิบดอกมะลิที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา

แล้วโยนให้ผม

“ดมดู”

ผมรับมาดม

“หอมครับ”

ท่านพยักหน้า

“แล้วมีอะไรอีก”

ผมดมอีกครั้ง

“ก็มีกลิ่นมะลิครับ”

ท่านส่ายหน้า

“เอ็งกำลังตอบชื่อของดอกไม้”

“ข้าไม่ได้ถามว่ามันชื่ออะไร”

จากนั้นท่านจึงหยิบดอกมะลิกลับไป

แล้ววางลงบนโต๊ะ

“มนุษย์ชอบจำชื่อ”

“แต่ไม่ชอบเรียนรู้”

“พอได้กลิ่นมะลิก็บอกว่ากลิ่นมะลิ”

“แล้วก็คิดว่าตัวเองเข้าใจกลิ่นแล้ว”

ท่านหลับตาลง

ก่อนจะพูดช้า ๆ

“กลิ่นนี้มีความสด”

“มีความอ่อนโยน”

“มีความบริสุทธิ์”

“มีความคิดถึง”

“มีความทรงจำ”

“มีความโหยหา”

ผมนั่งฟังอย่างงุนงง

คุรุจึงยิ้ม

“กลิ่นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจมูก”

“กลิ่นอยู่ในความทรงจำ”

“อยู่ในอารมณ์”

“อยู่ในจิตใจ”

แล้วท่านกล่าวต่อว่า

แม้จะเป็นดอกมะลิเหมือนกัน

แต่ดอกที่เติบโตต่างสถานที่

ต่างฤดูกาล

ต่างวิธีการเก็บรักษา

ย่อมมีกลิ่นไม่เหมือนกัน

เพียงแต่มนุษย์ส่วนใหญ่แยกไม่ออกเท่านั้น

หลังจากนั้นท่านเริ่มเล่าเรื่องประสาทสัมผัสของมนุษย์ให้ฟัง

มนุษย์สามารถรับรู้กลิ่นได้มากมาย

แต่หากเทียบกับสัตว์จำนวนมากแล้ว

ความสามารถด้านนี้ยังห่างไกลนัก

คุรุหัวเราะเบา ๆ

ก่อนจะพูดว่า

“โลกไม่ได้มีอยู่เท่าที่เอ็งเห็น”

“และกลิ่นก็ไม่ได้มีอยู่เท่าที่เอ็งดมได้”

ในความรู้ของชาวตันตระ

กลิ่นมิได้หมายถึงเพียงกลิ่นของดอกไม้หรือเครื่องหอม

แต่ยังรวมถึงกลิ่นของอารมณ์

กลิ่นของความรัก

ความโลภ

ความโกรธ

ความเศร้า

รวมถึงกลิ่นของโชคดี

โชคร้าย

และโรคภัย

บางครั้งสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า

ลางสังหรณ์

ญาณวิเศษ

หรือสัมผัสที่หก

อาจเป็นเพียงการที่จิตรับกลิ่นบางอย่างได้

ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะมาถึงเท่านั้นเอง

เมื่อเติบโตขึ้น

ผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ท่านสอนมากขึ้น

โดยเฉพาะเวลาที่ได้เดินทาง

สิ่งหนึ่งที่ผมสนุกเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

คือการได้รับกลิ่นของสถานที่

แต่ละเมืองมีกลิ่นไม่เหมือนกัน

แต่ละประเทศมีกลิ่นไม่เหมือนกัน

บางเมืองมีกลิ่นของความหวัง

บางเมืองมีกลิ่นของความมั่งคั่ง

บางเมืองมีกลิ่นของความเหนื่อยล้า

บางประเทศแม้เสื่อมถอยไปแล้ว

แต่กลิ่นของความรุ่งเรืองในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่

ด้วยเหตุนี้

ผมจึงชอบเมืองเก่า

ชอบสถานที่ทางประวัติศาสตร์

และชอบอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน

เพราะผมเชื่อว่า

สถานที่ต่าง ๆ ก็มีความทรงจำของมันเอง

และบางครั้ง

ความทรงจำนั้นก็ส่งเสียงออกมาผ่านกลิ่น

เมื่อย้อนกลับไปคิดดู

ความหลงใหลในเรื่องกลิ่นของผม

อาจเริ่มต้นมาตั้งแต่เด็กกว่าที่คิด

คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า

เวลาถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว

ผมมักเปิดน้ำใส่อ่าง

แล้วออกไปเด็ดดอกไม้ ใบไม้ หรือหญ้า

นำมาใส่ลงไปในน้ำ

จากนั้นก็นั่งดมกลิ่นและเล่นอยู่ได้เป็นชั่วโมง

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้คุรุฟัง

ท่านหัวเราะ

แล้วบอกว่า

“เอ็งไม่ได้เล่นน้ำ”

“เอ็งกำลังเรียน”

ก่อนจะชี้มาที่ปลายจมูกผม

แล้วกล่าวว่า

“บางคนเรียนรู้โลกผ่านตา”

“บางคนเรียนรู้โลกผ่านหู”

“ส่วนเอ็ง”

“เรียนผ่านสิ่งนี้”

หลายปีต่อมา

เมื่อเริ่มมีทุนทรัพย์

ผมจึงเริ่มสะสมเครื่องหอมอย่างจริงจัง

ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

ศึกษาการสกัด

การหมัก

การปรุง

และการผสมกลิ่น

จนพบว่า

กลิ่นเองก็มีชีวิต

มีการเกิด

มีการเปลี่ยนแปลง

และมีการดับไป

เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย

วันหนึ่งผมจึงถามคุรุว่า

“เหตุใดกลิ่นจึงสำคัญนัก”

ท่านหยิบกระดาษสองแผ่นขึ้นมา

เขียนข้อความเดียวกันทุกประการ

แต่ก่อนพับกระดาษแผ่นที่สอง

ท่านหยดน้ำมันหอมลงไปเพียงหยดเดียว

เมื่อผมเปิดอ่าน

ข้อความทั้งสองเหมือนกันทุกคำ

แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนกัน

คุรุจึงหัวเราะ

“นั่นแหละ”

“คำขอพรของมนุษย์ก็เหมือนกัน”

“ทุกคนขอ”

“ทุกคนปรารถนา”

“ทุกคนส่งข้อความไปสู่เบื้องบน”

“แต่บางข้อความ”

“ถูกส่งไปพร้อมกลิ่นหอม”

ผมหัวเราะ

เพราะนึกถึงจดหมายรักของคนสมัยก่อนที่มักโรยแป้งหอมลงไปในซอง

แม้จะไม่ได้พูดออกมา

แต่ท่านกลับหัวเราะเสียงดัง

แล้วตอบทันที

“เออ”

“ก็ประมาณนั้นแหละ”

จากนั้นไม่นาน

เครื่องหอมหลากหลายชนิดจึงค่อย ๆ ถูกนำมาผสมเข้าด้วยกัน

ไม่ใช่เพียงเพื่อให้หอม

แต่เพื่อใช้ในพิธีกรรม

เพื่อบันทึกเจตนา

และเพื่อเป็นเครื่องบูชา

จนในที่สุด

จึงกลายมาเป็นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า

“น้ำมันมหาสุคนธ์”

เครื่องหอมที่มิได้มีเพียงกลิ่น

แต่บรรจุไว้ทั้งศรัทธา

ปราณ

เวทย์วิชา

กาลเวลา

และความทรงจำ

บางส่วนถูกนำไปสร้างน้ำมนต์

บางส่วนถูกถวายลงในเปลวเพลิง

ผ่านพระอัคนีเทพ

และพระแม่สวาหะ

ผู้เป็นสื่อกลางแห่งการส่งผ่านเครื่องบูชาไปสู่เบื้องบน

น้ำมันมหาสุคนธ์เหล่านี้

ผมรักในแบบของผม

และหวงในแบบของผม

ไม่ใช่เพราะความหายากของมวลสาร

หรือคุณค่าของสิ่งที่อยู่ภายในขวด

แต่เพราะในแต่ละหยด

มีทั้งการเดินทาง

การเรียนรู้

ความสุข

ความผิดหวัง

มิตรภาพ

ความศรัทธา

และช่วงเวลาหลายสิบปีของชีวิต

ถูกเก็บรักษาเอาไว้ร่วมกัน

หลายคนอาจมองเห็นเพียงกลิ่นหอม

แต่สำหรับผม

มันคือความทรงจำอีกรูปแบบหนึ่ง

คุรุเคยสอนไว้ว่า

แม้แต่มะลิสองดอก

ก็ยังไม่มีกลิ่นเหมือนกัน

เพราะเติบโตมาคนละสถานที่

ผ่านสายลมคนละฤดู

และได้รับการดูแลแตกต่างกัน

มนุษย์เองก็เช่นกัน

ดังนั้นผมจึงไม่เคยคาดหวังให้เครื่องหอมทุกขวดบนโลกนี้เหมือนกัน

เพราะคุณค่าของมัน

อาจไม่ได้อยู่ที่ความเหมือน

แต่อยู่ที่เรื่องราวที่ถูกบรรจุเอาไว้ภายใน

คุรุเคยกล่าวไว้ว่า

“กลิ่น คือ ประตูของความทรงจำ”

ในเวลานั้นผมไม่เข้าใจ

แต่วันนี้

ผมคิดว่าท่านพูดถูก

เพราะบางครั้ง

สิ่งที่ดวงตามองไม่เห็น

และถ้อยคำไม่สามารถอธิบายได้

กลับถูกเก็บรักษาเอาไว้

ในกลิ่นหอมเพียงหนึ่งหยด

อย่างสมบูรณ์ที่สุด

และเมื่อวันหนึ่ง

เราได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง

ความทรงจำทั้งหมด

ก็จะค่อย ๆ เปิดประตูออกมา

ราวกับไม่เคยจากเราไปไหนเลย

ราชะ ตันตระ
04/07/2569