สี

สี
คืนนั้นมีคุรุอีกองค์หนึ่งมาสอน

ก่อนที่ท่านจะเดินเข้ามาในห้องเรียน
 
ผมมองเห็นท่านอยู่ไกล ๆ ผ่านทางหน้าต่างไม้บานเก่า
 
อาภรณ์ของท่านเป็นสีส้ม
 
มีลวดลายสีแดงและสีทองประดับอยู่ตามขอบผ้า
 
ดูคล้ายเครื่องแต่งกายของนักบวชในดินแดนอันห่างไกล
 
ส่วนพาหนะที่พาท่านมา
 
ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
 
ลักษณะคล้ายม้าตัวใหญ่
 
แต่ผิวกลับไม่เรียบเหมือนม้าทั่วไป
 
ดูคล้ายมีเกล็ดบางอย่างปกคลุมอยู่ทั่วร่าง
 
เมื่อเคลื่อนไหวจะสะท้อนแสงเป็นประกาย
 
ราวกับทำจากโลหะที่มีชีวิต
 
ทั้งร่างสว่างเรืองรองเหมือนมีเปลวไฟลุกอยู่ตลอดเวลา
 
แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกร้อน
 
ผมนั่งมองอยู่เงียบ ๆ
 
จนกระทั่งท่านเดินเข้ามาในห้องเรียน
 
คืนนั้นไม่มีคัมภีร์
 
ไม่มีเครื่องราง
 
ไม่มีอุปกรณ์ประกอบการสอนใด ๆ
 
มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงเดิม
 
กับคำถามแรกที่ท่านเอ่ยขึ้นมา
 
“เอ็งเรียนรู้ในวิชาของตันตระว่ามีกี่สี”
 
“ห้าสีครับ”
 
ผมตอบทันที
 
เพราะเป็นคำตอบที่ผมเรียนมาอยู่แล้ว
 
คุรุพยักหน้า
 
ก่อนจะถามต่อ
 
“แล้วโลกของเอ็งมีกี่สี”
 
ผมหัวเราะเบา ๆ
 
คำถามนี้ดูง่ายเกินไป
 
“เยอะแยะครับ”
 
“แดง เขียว เหลือง น้ำเงิน ม่วง ชมพู ส้ม ขาว ดำ เทา…”
 
ผมไล่ชื่อสีเท่าที่นึกออก
 
คุรุนั่งฟังเงียบ ๆ
 
จนผมพูดจบ
 
แล้วจึงถามขึ้นอีกครั้ง
 
“หมดแล้วหรือ”
 
ผมชะงัก
 
“ก็คงไม่หมดครับ”
 
“แต่ก็น่าจะเกือบหมด”
 
คุรุยิ้ม
 
“เอ็งเคยนับหรือ”
 
ผมส่ายหน้า
 
“แล้วเอ็งเห็นหมดแล้วหรือ”
 
ผมส่ายหน้าอีกครั้ง
 
คุรุจึงถามคำถามที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน
 
“สีที่เอ็งมองไม่เห็น”
 
“เอ็งนับรวมด้วยหรือไม่”
 
ห้องเรียนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
 
ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร
 
เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
 
คุรุจึงกล่าวต่อ
 
“มนุษย์ชอบเอาดวงตาของตนเอง”
 
“ไปตัดสินจักรวาล”
 
“เพียงเพราะมองไม่เห็น”
 
“จึงคิดว่าไม่มี”
 
จากนั้นท่านเริ่มอธิบายเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน
 
ว่ามนุษย์มีตัวรับสีเพียงไม่กี่ชนิด
 
และสีที่เรามองเห็นนั้น
 
เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของสิ่งที่มีอยู่จริง
 
สัตว์บางชนิดมองเห็นสีที่มนุษย์ไม่เห็น
 
แมลงบางชนิดมองเห็นลวดลายบนดอกไม้ที่สายตามนุษย์มองไม่ออก
 
นกบางชนิดมองเห็นความแตกต่างของสีที่มนุษย์คิดว่าเหมือนกัน
 
โลกใบเดียวกัน
 
แต่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดกลับมองเห็นไม่เหมือนกัน
 
“แล้วสีเหล่านั้นมีอยู่จริงไหมครับ”
 
ผมถาม
 
“มี”
 
คุรุตอบ
 
“เพียงแต่เอ็งมองไม่เห็น”
 
ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง
 
ก่อนจะกล่าวต่อ
 
“แสงมีสีของมัน”
 
“ความร้อนมีสีของมัน”
 
“ความเย็นก็มีสีของมัน”
 
“แม้แต่สิ่งที่มองไม่เห็น”
 
“ก็ยังมีสีของมัน”
 
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
 
แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด
 
แต่เริ่มรู้สึกว่าคำว่าสีในความหมายของคุรุ

อาจกว้างกว่าที่ผมเคยเรียนรู้มามาก
 
คุรุจึงกล่าวต่อ
 
“การจะรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้”
 
“ไม่ใช่อาศัยเพียงดวงตา”
 
“แต่อาศัยจิต”
 
“และจิตที่แข็งแรงเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ”
 
ผมจึงถามว่า
 
“แล้วต้องทำอย่างไรครับ”
 
คุรุตอบว่า
 
“จิตต้องสะอาด”
 
“จากสะอาดจึงพัฒนาเป็นบริสุทธิ์”
 
“จากบริสุทธิ์จึงพัฒนาเป็นพิสุทธิ์”
 
“และสูงขึ้นไปเป็นวิสุทธิ์”
 
ท่านอธิบายต่อว่า
 
ความแข็งแรงกับความใสสะอาดนั้นเป็นคนละเรื่องกัน
 
บางคนมีจิตที่แข็งแรงมาก
 
แต่กลับเต็มไปด้วยอคติ
 
เต็มไปด้วยความเชื่อ
 
เต็มไปด้วยความอยาก
 
เต็มไปด้วยความกลัว
 
แม้จะรับรู้ได้มาก
 
แต่สิ่งที่รับรู้ก็ยังบิดเบี้ยว
 
ไม่ชัดเจน
 
และไม่ถูกต้อง
 
ผมนั่งฟังอยู่พักใหญ่
 
ก่อนจะถามคำถามสุดท้ายของคืนนั้น
 
“แล้วเราต้องขัดเกลาจิตอย่างไรครับ”
 
คุรุหัวเราะเบา ๆ
 
แล้วตอบด้วยประโยคที่ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้
 
“หลายสำนักสอน”
 
“ให้ขัดเกลาจิตใจเหมือนขัดกระจก”
 
“ให้ใสสะอาดจนสะท้อนความจริงได้”
 
ท่านหยุดเล็กน้อย
 
ก่อนจะยิ้ม
 
แล้วกล่าวต่อว่า
 
“แต่ในทางตันตระ”
 
“หากไม่มีกระจกแต่แรก”
 
“ก็ไม่จำเป็นต้องขัดถู”
 
ผมนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
 
พยายามคิดตามคำพูดของท่าน
 
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
 
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา
 
ผมเคยได้ยินแต่คำสอนเรื่องการขัดเกลาจิตใจ
 
การละกิเลส
 
การทำความดี
 
และการชำระจิตให้สะอาด
 
แต่ไม่เคยมีใครถามมาก่อนว่า
 
สิ่งที่เรากำลังพยายามขัดเกลานั้น
 
แท้จริงแล้วคืออะไร
 
คืนนั้นคุรุไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม
 
ท่านเพียงยิ้ม
 
แล้วปล่อยให้ผมนำคำถามนั้นกลับไปคิดต่อเพียงลำพัง
 
และผมต้องใช้เวลาอีกหลายปี
 
กว่าจะเริ่มเข้าใจว่า
 
บางครั้ง
 
สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนรู้
 
ไม่ใช่การหาคำตอบ
 
แต่คือการตั้งคำถามให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
 
ราชะ ตันตระ
02/07/2569