อยากได้อะไร ทำเอาเอง

อยากได้อะไร ทำเอาเอง
หลายปีหลังจากการบูรณะฮวงซุ้ยของปู่ทวดเสร็จสิ้นลง
จดหมายอีกฉบับหนึ่งก็เดินทางมาจากประเทศจีน
ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการจัดวางใหม่
ไม่ใช่เรื่องภรรยาใหญ่หรือภรรยาเล็ก
แต่เป็นเรื่องน้ำท่วม
ญาติทางประเทศจีนแจ้งว่า
พื้นที่บริเวณฮวงซุ้ยได้รับความเสียหาย
และควรได้รับการบูรณะอีกครั้ง
เช่นเดียวกับครั้งก่อน
ครอบครัวทางประเทศไทยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
แต่แตกต่างจากครั้งแรกอยู่เรื่องหนึ่ง
ครั้งนี้
ไม่มีใครเดินทางไปดูด้วยตนเอง
ไม่มีใครเฝ้าระวัง
ไม่มีใครตรวจสอบ
เพราะทุกคนเชื่อใจญาติพี่น้อง
และเชื่อว่าพวกเขาคงจัดการทุกอย่างอย่างดีที่สุด
ในเวลานั้น
ไม่มีใครคิดเลยว่า
การตัดสินใจเล็ก ๆ ครั้งนั้น
จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอีกบทหนึ่งในเวลาต่อมา
หลังจากการบูรณะครั้งที่สองเสร็จสิ้นลง
เวลาผ่านไปประมาณสามปี
คุณพ่อของผมเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน
อาม่าซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวเริ่มล้มป่วย
และเสียชีวิตตามไปในเวลาไม่นาน
ลุงใหญ่ (ตั่วแปะ)
ลูกชายคนโตของครอบครัว
เสียชีวิตลงเช่นกัน
ส่วนอาเล็ก (โซ้ยเจ็ก)
ซึ่งนำเงินจำนวนมากไปลงทุนในต่างประเทศ
ก็ประสบปัญหาจนต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่
ขณะที่สุขภาพของผมเอง
ก็เริ่มมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ในเวลานั้น
ผมพยายามอธิบายทุกอย่างด้วยเหตุผล
และยังคงเชื่อว่าหลายสิ่งเป็นเพียงความบังเอิญ
แต่เมื่อเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน
ผมก็เริ่มเกิดคำถามขึ้นในใจ
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินข่าวจากทางประเทศจีนในเวลาต่อมา
ว่าผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการบูรณะครั้งนั้น
คือญาติอีกสายหนึ่งของตระกูล
และหลังจากการย้ายฮวงซุ้ยไม่นาน
ครอบครัวนั้นกลับมีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากครอบครัวในชนบท
กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่
ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
และมีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
แน่นอน
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลจากความขยัน
ความสามารถ
หรือโอกาสทางธุรกิจ
ผมไม่อาจรู้ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ผมติดใจ
คือข่าวอีกเรื่องหนึ่ง
ระหว่างการบูรณะครั้งนั้น
มีการพบกำไลหยกอีกวงหนึ่ง
กำไลที่มีลักษณะคล้ายกับกำไลของอาม่า
และเป็นกำไลของย่าทวดเล็ก
ซึ่งถูกเก็บเอาไว้โดยไม่มีใครพูดถึง
เมื่อผมได้ยินเรื่องทั้งหมด
ผมยอมรับตามตรงว่า
ผมไม่พอใจ
และเริ่มรู้สึกว่า
มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ผมพยายามคิดหาคำตอบอยู่พักใหญ่
จนในที่สุด
จึงตัดสินใจปรึกษาคุรุองค์หนึ่ง
คุรุองค์เดียวกับที่เคยสอนผมเรื่องกล่องใส่ขนม
ในคืนหนึ่ง บทเรียนอยู่นอกห้อง
คุรุท่านนั่งอยู่ข้างกองไฟเช่นเคย
บริเวณด้านหน้าสถานศักดิ์สิทธิ์
สถานที่ซึ่งคุรุหลายองค์มักมารวมตัวนั่งพบปะพูดคุยกันเสมอๆ
ผมชอบเรียกว่า
“วงเหล้า” หรือ “วงเล่า”
แม้สิ่งที่อยู่ในภาชนะของพวกท่านจะไม่ใช่สุราตามความเข้าใจของมนุษย์ก็ตาม
คุรุบางองค์กำลังสนทนากันอย่างออกรส
บางองค์นั่งนิ่ง
บางองค์เข้าสมาธิ
และบางองค์ถึงกับหลับลึกอยู่ข้างกองไฟ
ส่วนคุรุของผมในคืนนั้น
กำลังนั่งดื่มเครื่องดื่มสีแปลกประหลาดจากภาชนะใบเล็ก
มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้
และมีประกายแสงวูบวาบอยู่ภายใน
ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง
ตั้งแต่เรื่องการย้ายฮวงซุ้ย
เรื่องญาติ
เรื่องกำไลหยก
เรื่องการสูญเสีย
และความสงสัยทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจ
เมื่อผมพูดจบ
ท่านยกภาชนะขึ้นดื่มอีกคำ
ก่อนตอบสั้น ๆ ว่า
“ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ผมคิดว่าท่านคงยังไม่เข้าใจ
จึงอธิบายใหม่อีกครั้ง
ละเอียดกว่าเดิม
ชัดเจนกว่าเดิม
แต่คำตอบที่ได้รับ
ก็ยังเหมือนเดิม
“ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ผมเริ่มหงุดหงิด
จึงถามตรง ๆ
“ถ้าเขารังแกผมล่ะครับ”
“ก็ไม่ใช่เรื่องของข้า”
“ถ้าเขาทำร้ายผมล่ะครับ”
“ก็ไม่ใช่เรื่องของข้า”
“ถ้าเขาทำร้ายตระกูลผมล่ะครับ”
“ก็ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ยิ่งถาม
ท่านยิ่งตอบสั้นลง
ส่วนสีหน้ากลับดูเหมือนกำลังขบขันเสียมากกว่า
จนในที่สุด
ผมก็เงียบไปเอง
ท่านจึงวางภาชนะลง
แล้วมองมาที่ผม
ก่อนพูดขึ้นช้า ๆ
ใครทำใครก่อนใครจะรู้
ใครดูใครก่อนใครจะเห็น
ใครทุกข์ใครก่อใครลำเค็ญ
ใครจะเห็นในกรรมที่ทำจริง
จากนั้นท่านจึงพูดต่อ
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
“ว่าใครทำอะไร”
“ใครคิดอะไร”
“ใครเป็นคนเริ่ม”
“ใครเป็นคนจบ”
“ชีวิตเอ็ง”
“กรรมของเอ็ง”
“เคราะห์ของเอ็ง”
“คราวของเอ็ง”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า”
ผมนั่งเงียบ
ส่วนท่านหยิบภาชนะขึ้นดื่มอีกครั้ง
ก่อนจะพูดประโยคที่ผมจำได้จนถึงทุกวันนี้
“คำสอนก็ให้ไปหมดแล้ว”
“พระเวทก็มี”
“วิชาก็มี”
“อยากได้อะไร”
“ไปทำเอา”
พูดจบท่านก็หัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ
ส่วนผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพราะในที่สุด
ผมก็เข้าใจแล้วว่า
คืนนี้
ผมจะไม่ได้คำตอบจากคุรุ
และสิ่งที่ต้องตัดสินใจต่อจากนี้
จะเป็นหน้าที่ของผมเองทั้งหมด
หลังจากคืนนั้น
ผมตัดสินใจ ประกอบพิธี
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำควบคู่กันไปด้วย
คือการตัดความผูกพันบางอย่างลง
หยุดมีส่วนร่วมกับเรื่องราวบางอย่าง
หยุดเดินทางไปยังสถานที่บางแห่ง
และแม้กระทั่งการไหว้บรรพชนบางส่วน
ผมก็หยุดลงชั่วคราว
เหลือไว้เพียงการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่ออยู่เป็นประจำ
ในเวลานั้น
ผมไม่ได้ทำไปด้วยความโกรธ
และไม่ได้ทำไปด้วยความเกลียดชัง
แต่เพราะต้องการหาคำตอบให้กับชีวิตของตนเอง
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปี
หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ที่ทางของมัน
สุขภาพของผมค่อย ๆ ดีขึ้น
ชีวิตเริ่มมั่นคงขึ้น
และความกังวลหลายอย่างค่อย ๆ คลี่คลายลง
จนในที่สุด
ผมสามารถกลับไปกราบไหว้บรรพชนได้อีกครั้ง
กลับไปจุดธูปที่ศาลบรรพชนได้อีกครั้ง
และกลับไปยืนอยู่หน้าสุสานของอากงอาม่าได้อีกครั้ง
โดยไม่รู้สึกหวาดระแวง
และไม่รู้สึกติดค้างสิ่งใดอยู่ในใจ
หลายปีผ่านไปแล้วนับจากวันนั้น
ผมยังไม่รู้ว่ามีใครทำอะไรหรือไม่
ผมยังไม่รู้ว่าความคิดของผมในเวลานั้นถูกต้องหรือผิดพลาด
และทุกวันนี้ก็ไม่ได้สนใจจะค้นหาคำตอบอีกแล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่นอน
คือคืนนั้น
คุรุไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาให้ผม
ท่านเพียงสอนให้ผมรับผิดชอบชีวิตของตนเอง
และบางที
นั่นอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
ราชะ ตันตระ
01/07/2569