ฮวงซุ้ย

ฮวงซุ้ย
หลายปีหลังจากอาม่าเสียชีวิต
ผมมีโอกาสเดินทางไปยังสุสานของอากงและอาม่าที่จังหวัดชลบุรี
เป็นสุสานที่ลูกหลานยังคงเดินทางไปกราบไหว้กันอยู่เป็นประจำ
แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม
วันนั้นขณะเดินสำรวจอยู่รอบบริเวณ
ผมสังเกตเห็นรอยร้าวเล็ก ๆ บริเวณด้านหน้าของสุสาน
ไม่ได้เป็นรอยใหญ่โต
แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกว่าควรได้รับการซ่อมแซม
ผมจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
ซึ่งอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี
และมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการแกะสลักหินและป้ายสุสาน
ความตั้งใจของผมในเวลานั้นเรียบง่ายมาก
ผมเพียงต้องการออกค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมให้กลับมาสวยงามดังเดิม
แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ผมประหลาดใจ
ท่านส่ายหน้าแล้วบอกว่า
“ทำไม่ได้”
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของผม
ท่านจึงอธิบายต่อว่า
อากงและอาม่ามีลูกทั้งหมดหกคน
มีลูกหลานกระจายออกไปหลายสาย
และผมเป็นเพียงทายาทของลูกชายคนที่สอง
การจะปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเกี่ยวกับสุสาน
ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนหนึ่งจะตัดสินใจได้ตามลำพัง
ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้
“ถ้าทำแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น ก็เท่าทุน”
“แต่ถ้าทำแล้วเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับลูกหลานสายอื่น”
“ลื๊อจะตอบเขายังไง”
ผมนิ่งไปพักใหญ่
เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
สำหรับผม
รอยร้าวก็คือรอยร้าว
ของเสียหายก็ควรซ่อม
แต่สำหรับคนจีนรุ่นเก่า
เรื่องบางเรื่องไม่ได้ง่ายเช่นนั้น
โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับบรรพชน
และฮวงซุ้ย
คำตอบในวันนั้น
ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่อาม่าเคยเล่าให้ฟังเมื่อหลายสิบปีก่อน
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปีที่ผมถือกำเนิดขึ้นมา
เรื่องของฮวงซุ้ยบรรพชนที่ประเทศจีน
และเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มเข้าใจว่า
เหตุใดคนจีนจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก
ในบ้านคนจีนรุ่นเก่า
มักไม่มีใครเรียกโลงศพว่าโลงศพ
เพราะถือว่าเป็นคำที่ไม่เป็นมงคล
ผู้ใหญ่จะเรียกสิ่งนั้นว่า
“บ้านใหม่”
หรือในภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า
“ซิงฉู่”
และบางครั้งก็เรียกว่า
“บ้านใหญ่”
หรือ
“ตั่วฉู่”
เพราะเชื่อว่าผู้ล่วงลับไม่ได้หายไปไหน
เพียงแต่ย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง
แม้แต่คำว่าเสียชีวิต
คนจีนจำนวนมากก็ไม่ชอบใช้ตรง ๆ
แต่จะใช้คำว่า
“ก๊วยซิง”
หรือ
“ข้ามภพ”
แทน
เพราะมองว่าชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลง
เพียงแต่เดินทางต่อไปยังอีกภพภูมิหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อมีผู้เสียชีวิต
จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานศพ
แต่เป็นการเตรียมบ้านหลังใหม่ให้สมบูรณ์ที่สุด
ผู้ล่วงลับจะได้รับการแต่งกายอย่างงดงาม
สวมเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุด
บางครอบครัวถึงกับตัดเย็บชุดขึ้นใหม่โดยเฉพาะ
มีพัด
มีสิ่งของเครื่องใช้
มีของรักของหวง
และบางครั้งยังมีทรัพย์สินหรือเครื่องประดับที่ครอบครัวเห็นสมควรให้ติดตัวไปด้วย
อาม่าเคยบอกผมว่า
คนเป็นย้ายบ้านใหม่ยังต้องมีข้าวของ
คนที่ข้ามภพไปแล้วก็เช่นกัน
จะปล่อยให้ไปอยู่บ้านใหม่มือเปล่าได้อย่างไร
อาม่าเล่าว่า
คนจีนรุ่นก่อนจำนวนมาก
เตรียมบ้านใหม่ของตนเองเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
บางคนเลือกชุดที่ต้องการสวมใส่ด้วยตนเอง
บางคนเตรียมพัดเอาไว้แล้ว
บางคนเลือกหยกที่ตนรักที่สุด
หรือเครื่องประดับที่ต้องการนำติดตัวไปด้วย
เพราะไม่ได้มองการเสียชีวิตเป็นเรื่องน่ากลัว
แต่มองว่าเป็นการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
ในครอบครัวที่มีฐานะ
มักมีการนำสิ่งของบางอย่างบรรจุลงไปในบ้านใหม่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็น
หยก
เหรียญเงิน
เหรียญทอง
ไข่มุก
เครื่องประดับ
หรือของสำคัญประจำตระกูล
ไม่ใช่เพราะผู้ล่วงลับต้องนำไปใช้จริง
แต่เป็นการแสดงออกถึงความรัก
ความกตัญญู
และความเคารพของลูกหลานที่มีต่อบรรพชน
สำหรับคนจีนในอดีต
ฮวงซุ้ยจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ฝังศพ
แต่เป็นบ้านของบรรพชน
และบ้านหลังนี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน
ลูกหลานอาจเปลี่ยนรุ่น
แต่บ้านของบรรพชนยังคงอยู่
และเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังที่จะช่วยกันดูแล
อาม่าเล่าว่า
ในปีที่ผมเกิด
จดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งมาจากประเทศจีน
เนื้อหาในจดหมายไม่ได้เกี่ยวกับการค้าขาย
ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง
และไม่ได้เกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ
แต่เกี่ยวกับฮวงซุ้ยของปู่ทวด
ญาติทางประเทศจีนแจ้งว่า
สุสานของปู่ทวดยังคงอยู่ในสภาพดี
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สมบูรณ์
ปู่ทวดของผมมีภรรยาสองคน
ภรรยาใหญ่
และภรรยาเล็ก
เมื่อปู่ทวดเสียชีวิต
ท่านได้รับการบรรจุร่างตามธรรมเนียมอย่างสมเกียรติ
ภายหลังเมื่อภรรยาคนเล็กเสียชีวิต
ก็ได้รับการบรรจุร่างเคียงข้างกันตามประเพณี
แต่ภรรยาใหญ่ยังคงมีชีวิตอยู่
และต่อมาเสียชีวิตภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีน
ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองวุ่นวาย
หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถดำเนินการได้ดังเดิม
สุดท้ายจึงทำได้เพียงเผาร่าง
นำอัฐิบรรจุลงในไห
แล้วฝังไว้ใกล้กับสุสานหลัก
ญาติทางจีนเชื่อว่า
ฮวงซุ้ยยังไม่สมบูรณ์
เพราะในบ้านหลังเดียวกัน
มีสองร่างนอนอยู่
และมีอีกร่างหนึ่งตั้งอยู่
เปรียบเสมือนคนในครอบครัวที่ยังกลับมาไม่พร้อมหน้า
พวกเขาจึงต้องการบูรณะและจัดวางใหม่ให้สมบูรณ์
ตามเจตนาของคนรุ่นก่อน
เมื่อได้รับจดหมาย
อาม่าจึงเรียกลูก ๆ มาปรึกษากัน
และในที่สุดก็ตัดสินใจออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
พร้อมส่งคุณพ่อของผมเดินทางไปประเทศจีน
ในฐานะตัวแทนของครอบครัว
เพื่อร่วมดูแลการบูรณะครั้งนั้นด้วยตนเอง
เพราะอาม่าเชื่อว่า
เรื่องของบรรพชน
ไม่ควรฝากไว้กับคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
และควรมีคนของครอบครัวอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ไม่มีใครในเวลานั้นรู้เลยว่า
การเดินทางครั้งนั้น
จะนำพาบางสิ่งบางอย่างที่ถูกเก็บซ่อนไว้มาเป็นเวลาหลายสิบปี
กลับคืนมายังประเทศไทยอีกครั้ง
และสิ่งนั้น
คือกำไลหยกสีเขียววงหนึ่ง
ที่ผมเห็นอยู่บนข้อมือของอาม่ามาตลอดวัยเด็ก
ราชะ ตันตระ
30/06/2569