อาม่า

อาม่า 

แม้ผมจะไม่เคยพบคุณปู่เลยสักครั้ง

เพราะท่านเสียชีวิตไปก่อนที่ผมจะเกิด

แต่ตลอดวัยเด็ก

ผมกลับได้ยินเรื่องราวของท่านอยู่เสมอจากปากของญาติผู้ใหญ่หลายท่านและที่สำคัญคือ คุณย่า หรือที่ผมเรียกว่า

“อาม่า”

ในบ้านคนจีนยุคเก่า

เรื่องราวของบรรพชนไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือ

แต่ถูกเล่าต่อกันผ่านความทรงจำ

ผ่านการสนทนาในวงข้าว

ผ่านเทศกาลเช็งเม้ง

ผ่านการไหว้เจ้า

และผ่านคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้าน

หลายคนในเรื่องราวเหล่านั้น

ผมไม่เคยพบหน้า

บางคนเสียชีวิตไปก่อนที่ผมจะเกิดหลายสิบปี

แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับเป็นญาติที่เพิ่งจากกันไปไม่นาน

เพราะได้ยินชื่อของพวกท่านอยู่เสมอ

โดยเฉพาะจากอาม่า

ทุกครั้งที่ผมนึกถึงอาม่า

ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำ

คือหญิงชรารูปร่างสูงผู้หนึ่ง

ผิวคล้ำตามแบบคนจีนรุ่นเก่า

แผ่นหลังค่อย ๆ ค่อมลงตามกาลเวลา

แต่งกายเรียบง่าย

ไม่ชอบความฟุ่มเฟือย

และไม่ชอบโอ้อวดฐานะ

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ฐานะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

เครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่ผมเห็นติดตัวท่านอยู่เสมอ

คือกำไลหยกสีเขียววงหนึ่ง

จนกลายเป็นภาพจำของคนทั้งบ้าน

ไม่ว่าจะหยิบถ้วยชา

นับเงินค่าใช้จ่าย

จุดธูปไหว้เจ้า

หรือเรียกลูกหลานมาพูดคุย

กำไลหยกวงนั้นก็มักปรากฏอยู่ในสายตาเสมอ

ในเวลานั้น

ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันมีที่มาอย่างไร

และไม่เคยคิดว่า

วันหนึ่งเรื่องราวของกำไลหยกวงนั้น

จะเชื่อมโยงกลับไปถึงสุสานบรรพชนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเล

ช่วงปิดเทอมในวัยเด็ก

ผมมักถูกส่งไปอยู่กับอาม่าที่บ้านย่านสำเพ็ง

อาม่าชอบพาผมออกไปเดินตลาด

มือหนึ่งถือตะกร้าจ่ายกับข้าว

อีกมือหนึ่งจับแขนหลานชายเอาไว้

และแทบทุกครั้งที่พบคนรู้จัก

ท่านก็มักเรียกให้มาดู

พร้อมพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า

“นี่หลานชายอั๊ว”

จนบางครั้งผมรู้สึกเขินเสียเอง

แต่ในเวลานั้นก็ไม่เคยปฏิเสธ

เพราะรู้ว่าอาม่ารักผมมาก

และผมเองก็รักอาม่าเช่นกัน

อาม่าเป็นคนละเอียดมาก

หากมีเชือกฟางหรือหนังยางตกอยู่ที่พื้น

แล้วมีใครเดินข้ามไปโดยไม่เก็บ

มักจะถูกดุทันที

เพราะสำหรับคนที่ผ่านความยากลำบากมาแล้ว

ของทุกชิ้นล้วนมีคุณค่า

สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก

ผมเองก็เป็นเด็กซุกซนตามประสา

เวลาต้องการแกล้งพี่สาวหรือน้องสาวในบ้าน

ก็มักลุกขึ้นหยิบไม้กวาดมากวาดพื้น

เพราะรู้ดีว่า

อีกไม่นานอาม่าจะต้องหันไปดุหลานสาวทั้งบ้านว่า

ทำไมปล่อยให้หลานชายต้องมากวาดบ้านเอง

วิธีนี้ได้ผลเสมอ

และสร้างความหมั่นไส้ให้กับญาติผู้หญิงอยู่ไม่น้อย

แต่ผมก็ยังทำอยู่เป็นประจำ

เพราะเป็นเรื่องสนุกของเด็กคนหนึ่งในเวลานั้น

เวลามีอาหารบำรุงราคาแพง

ไม่ว่าจะเป็นโสม

รังนก

กระเพาะปลา

หรือยาจีนชั้นดี

อาม่าจะมีวิธีเรียกผมลงไปกินที่แปลกกว่าคนอื่น

คือการกดกริ่งสองครั้ง

เมื่อได้ยินเสียงกริ่งเช่นนั้น

ผมจะรีบวิ่งลงจากชั้นบนทันที

เพราะรู้ดีว่า

สัญญาณนี้หมายถึง

ให้หลานชายคนนี้ลงมาคนเดียว

คนอื่นไม่ต้องลงมา

เป็นความลำเอียงที่ทุกคนในบ้านรู้กันดี

แต่ก็ไม่มีใครถือสา

อาหารที่ผมจำได้มากที่สุด

คือไข่พะโล้เค็มของอาม่า

เป็นเพียงไข่ต้มที่เคี่ยวอยู่ในหม้อใบใหญ่บนเตาถ่าน

ปรุงด้วยซีอิ๊วเป็นหลัก

เคี่ยววันแล้ววันเล่า

ยิ่งผ่านไปหลายวัน

ก็ยิ่งเข้มข้นและเค็มขึ้นเรื่อย ๆ

จนหลายคนในบ้านไม่อยากกิน

แต่ผมกลับชอบ

และมักแอบตักกินอยู่เสมอ

อีกอย่างหนึ่งคือ ลูกกาน่าสีเขียวจากเมืองจีน

ที่อาม่านำมาต้มเป็นน้ำดื่ม

พร้อมบอกว่าแก้ไอได้ดี

ทุกวันนี้เมื่อใดก็ตามที่ผมพบลูกกาน่า

ผมมักนึกถึงอาม่าก่อนสิ่งอื่นเสมอ

แม้จะจากบ้านเกิดมาหลายสิบปีแล้ว

แต่อาม่าไม่เคยลืมประเทศจีน

ผมได้ยินชื่อสถานที่ต่าง ๆ จากปากท่านอยู่เสมอ

โดยเฉพาะอำเภอเตี่ยเอี๊ย

ตำบลกั่งเค่า

ซึ่งเป็นบ้านเดิมของตระกูลทางฝ่ายคุณปู่

สถานที่ที่ผมไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองในขณะนั้น

แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของครอบครัว

เพราะได้ยินชื่อเหล่านั้นมาตั้งแต่วัยเด็ก

อาม่ามักเล่าเรื่องความยากลำบากของคนจีนในอดีต

เล่าเรื่องข้าวอบเผือก

ที่เดิมทีเกิดขึ้นจากความขัดสน

เมื่อไม่มีเงินซื้อข้าวสารมากพอ

ก็ต้องนำเผือกหรือมันมาผสม

อาศัยหัวกุ้ง เปลือกกุ้ง หรือของเหลือจากบ้านที่มีฐานะดีกว่า

มาต้มเอาน้ำแล้วจึงนำมาหุงข้าว

เพื่อให้มีกลิ่นหอมและกินได้อร่อยขึ้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อผู้คนมีฐานะดีขึ้น

อาหารแห่งความยากจนจานนั้น

กลับกลายเป็นอาหารแห่งความทรงจำ

ถูกเติมกุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง เห็ดหอม กุนเชียง และวัตถุดิบชั้นดีมากมาย

จนกลายเป็นอาหารพิเศษของคนแต้จิ๋วหลายบ้าน

ทุกครั้งที่อาม่าเล่าเรื่องเหล่านี้

ผมมักนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ

โดยไม่เคยคิดเลยว่า

เรื่องราวทั้งหมด

ทั้งบ้านเกิด

ทั้งบรรพชน

ทั้งประเทศจีน

และแม้แต่กำไลหยกที่อยู่บนข้อมือของท่าน

วันหนึ่งจะเชื่อมโยงเข้าหากัน

ผ่านจดหมายฉบับหนึ่ง

ที่ถูกส่งมาจากอีกฟากหนึ่งของทะเล

ในเวลานั้น

ผมคิดว่าชื่อของสถานที่เหล่านั้น

เรื่องราวของญาติพี่น้องที่ประเทศจีน

และเรื่องของบรรพชน

คงเป็นเพียงเรื่องเล่าของคนรุ่นก่อน

ที่ไม่มีวันเกี่ยวข้องกับชีวิตของผม

แต่ผมคิดผิด

เพราะในปีที่ผมถือกำเนิดขึ้นมา

จดหมายฉบับหนึ่งได้เดินทางข้ามทะเลมาถึงประเทศไทย

จดหมายฉบับนั้นไม่ได้พูดถึงการค้าขาย

ไม่ได้พูดถึงการเมือง

และไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินทองของใคร

แต่เป็นเรื่องของสุสานบรรพชน

ญาติทางประเทศจีนแจ้งมาว่า

ฮวงซุ้ยของปู่ทวดผมควรได้รับการบูรณะใหม่

และขอให้ทางครอบครัวที่ประเทศไทยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เพราะแม้สุสานจะยังคงอยู่

ไม่ได้ถูกทำลาย

ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

และยังได้รับการดูแลตามสมควร

แต่มีสิ่งหนึ่ง

ที่ยังไม่สมบูรณ์

สิ่งนั้นไม่ใช่กำแพง

ไม่ใช่ป้ายชื่อ

และไม่ใช่ตัวสุสาน

แต่เป็นผู้ที่พักอยู่ภายใน

เพราะในสุสานเดียวกันนั้น

มีสองร่างที่ได้นอนเคียงข้างกันแล้ว

และยังมีอีกร่างหนึ่ง

ที่ไม่เคยได้กลับไปนอนเคียงข้างพวกเขาเลย

นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

ราชะ ตันตระ
29/06/2569