คุรุลำเอียง

คุรุลำเอียง

ตลอดหลายปีที่ผมเรียนอยู่ในห้องเรียนไม้เก่าแห่งนั้น

ผมเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นศิษย์เพียงคนเดียว

อย่างน้อย

ผมก็ไม่เคยเห็นใครนั่งเรียนอยู่ในห้องเดียวกันเลย

ทุกคืนวันพฤหัสบดี

ผมจะนั่งอยู่ที่เดิม

โต๊ะเดิม

หน้าต่างบานเดิม

แม้คุรุจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน

แต่หน้าที่ของผมมีเพียงอย่างเดียว

คือฟัง

คิด

และตอบคำถาม

บางคืนเป็นเรื่องสมาธิ

บางคืนเป็นเรื่องกรรม

บางคืนเป็นเรื่องภูตผี

บางคืนเป็นเรื่องที่แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว

ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองเข้าใจทั้งหมดหรือไม่

ชีวิตในห้องเรียนนั้น

มีระเบียบแบบแผนอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง

ผมมีหุ้นส่วนชีวิตเข้ามาร่วมใช้ชีวิตด้วย

และนั่นคือวันที่ผมเริ่มพบว่า

กฎเกณฑ์หลายอย่างที่เคยคิดว่าเข้าใจดีแล้ว

อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด

เธอได้รับอนุญาตให้ขึ้นมายังสถานที่แห่งนั้นเช่นกัน

แต่แปลกตรงที่

เธอไม่เคยนั่งเรียน

ไม่เคยนั่งท่องจำอะไร

และไม่เคยนั่งอยู่ในห้องเหมือนผม

ส่วนใหญ่แล้ว

ผมจะเห็นเธอผ่านหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของห้องเรียน

บางครั้งเดินเล่นอยู่ตามทางเดิน 

บางครั้งนั่งอยู่บนก้อนหิน 

บางครั้งกำลังเด็ดดอกไม้

บางครั้งกำลังเก็บผลไม้จากต้นไม้มารับประทานอย่างสบายใจ

ราวกับสถานที่แห่งนั้นเป็นสวนสำหรับพักผ่อน

ไม่ใช่สถานศึกษา

ที่ผมต้องนั่งหลังตรงอยู่ทุกคืน

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด

คือความลำเอียงของคุรุ

ผมขึ้นไปยังสถานที่แห่งนั้นในสภาพเดิมแทบทุกครั้ง

เสื้อสีขาวเก่า ๆ สีตุ่น ๆ

ชุดเรียบง่ายที่ดูสุภาพเรียบร้อย

ตลอดหลายปี

ผมแทบไม่เคยเห็นตนเองเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ราวกับเมื่อขึ้นไปถึงที่นั่น

ผมมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว

คือการเรียน

แต่เธอไม่เหมือนกัน

ผมไม่เคยเห็นเธอสวมเสื้อผ้าซ้ำเลย

บางวันแต่งกายเหมือนเด็กสาวธรรมดา

บางวันสวมชุดพื้นเมือง

บางวันแต่งกายงดงามราวกับกำลังจะไปงานเทศกาล

บางครั้งทำผมอย่างประณีต

บางครั้งประดับเครื่องประดับเต็มตัว

บางครั้งวาดหน้าวาดตาเสียจนผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่า

ตกลงแล้วขึ้นมาเรียน

หรือขึ้นมาเที่ยวกันแน่

แต่ไม่ว่าเธอจะปรากฏตัวในลักษณะใด

ก็ไม่มีคุรุองค์ใดเคยว่าเธอเลย

ตรงกันข้าม

ดูเหมือนคุรุทุกองค์จะเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ

เธอสามารถเดินไปมาได้ทั่วบริเวณ

เด็ดดอกไม้ได้

เก็บผลไม้ได้

นั่งคุยกับใครก็ได้

ถามคำถามอะไรก็ได้

และในหลายครั้ง

ผมยังเห็นคุรุบางองค์หัวเราะกับคำถามไร้สาระของเธออีกด้วย

ในขณะที่ผม

เพียงนั่งไม่เรียบร้อย

หรือเผลอเหม่อไปเพียงเล็กน้อย

ก็ถูกมองด้วยสายตาที่ทำให้ต้องรีบนั่งตัวตรงทันที

หลายครั้ง

ผมนั่งมองผ่านหน้าต่างไม้เก่า ๆ

เห็นเธอวิ่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่ข้างนอก

แล้วหันกลับมามองตำรา

มองโต๊ะเรียน

มองคุรุ

ก่อนจะคิดอยู่ในใจว่า

ชีวิตนี้ยุติธรรมตรงไหน

จนในที่สุด

ผมก็อดถามไม่ได้

“ทำไมเธอถึงได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผม”

คำตอบที่ได้รับ

ไม่ว่าจะถามคุรุองค์ใด

กลับเหมือนกันทุกครั้ง

ท่านยิ้ม

มองหน้าผม

แล้วตอบสั้น ๆ

“ใช่”

“ข้าลำเอียง”

“แล้วไง”

ก็จบครับ

หมดคำจะเถียง

เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า

จะมีใครยอมรับหน้าตาเฉยขนาดนี้

และยิ่งไม่คิดเข้าไปอีกว่า

คุรุทุกองค์จะตอบเหมือนกันหมด

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเดินเล่น การเด็ดดอกไม้ หรือการแต่งตัวสวย

คือหลังจากนั้นเป็นต้นมา

ผมเริ่มมีใครสักคนที่สามารถพูดคุยเรื่องบางอย่างด้วยได้

เรื่องที่ไม่สามารถพูดกับคนอื่นได้

เรื่องที่หากพูดออกไป

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าผมเสียสติ

หรือไม่ก็บ้าไปแล้ว

เราเคยไปยังสถานที่สำคัญทางศาสนาด้วยกัน

เคยไปยังสถานที่โบราณ

เคยไปงานบำเพ็ญกุศล

เคยไปงานศพ

เคยไปในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

และเมื่อกลับออกมา

เราสามารถนั่งคุยกันได้

ว่าเห็นอะไร

รู้สึกอะไร

และสังเกตอะไร

โดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว

เพราะอีกฝ่ายเข้าใจทันที

บางครั้ง

เพียงมองหน้ากัน

ก็รู้แล้วว่ากำลังคิดถึงเรื่องเดียวกัน

หลายครั้ง

เมื่อผมนั่งนิ่งอยู่ในงานศพ

พยายามทำตามคำสอนของคุรุที่ว่า

“อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง”

เธอกลับกระซิบเบา ๆ

“ช่วยเขาหน่อยเถอะ”

“สงสาร”

ผมได้แต่ถอนหายใจ

เพราะรู้ดีว่า

หากเกิดอะไรขึ้น

คนที่ถูกตำหนิ

ก็คงเป็นผม

ไม่ใช่เธอ

แต่ก็นั่นแหละ

บางครั้ง

ความเมตตาก็มักจะหาเหตุผลมาสนับสนุนตัวเองได้เสมอ

และหลายครั้ง

ผมก็แพ้ให้กับคำว่า

“สงสาร”

อยู่ดี

เวลาผ่านไปหลายปี

ผมเริ่มเข้าใจว่า

บางที

ความลำเอียงที่ผมเห็น

อาจไม่ใช่การรักใครมากกว่ากัน

แต่อาจเป็นเพราะหน้าที่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ผมถูกเรียกขึ้นไปเพื่อเรียน

ส่วนเธอ

อาจถูกอนุญาตให้ขึ้นไป

เพื่อเตือนให้ผมยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป

ผมมีลูกสาว

และวันหนึ่ง

ผมก็เริ่มพบว่า

ความลำเอียงของคุรุ

ไม่ได้ลดลงเลย

ตรงกันข้าม

มันดูจะเพิ่มมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

เพราะลูกสาวของผม

ก็ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปเช่นกัน

และแน่นอน

ได้รับการตามใจไม่ต่างจากผู้เป็นแม่

จนบางครั้ง

ผมอดคิดไม่ได้ว่า

ตกลงแล้ว

คนที่เป็นลูกศิษย์จริง ๆ

มีอยู่คนเดียวหรือเปล่า

และคนคนนั้น

ก็คือผม

เพราะดูเหมือนทุกคนจะได้รับอนุญาตให้เดินเล่น

ได้รับอนุญาตให้หัวเราะ

ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวของตัวเอง

มีเพียงผมเท่านั้น

ที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องเรียนไม้เก่า

เสื้อสีขาวเก่าๆตัวเดิม

ฟังบทเรียนไม่รู้จบ

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป

ผมก็เริ่มเข้าใจคำตอบของคุรุมากขึ้น

บางที

ความลำเอียง

อาจไม่ใช่ความไม่ยุติธรรม

แต่อาจเป็นอีกชื่อหนึ่งของคำว่า

เมตตา

ก็เป็นได้

ราชะ ตันตระ
28/06/2569