หนทางไกล

หนทางไกล 

การจากไปของคนที่เรารัก

และคนที่รักเรา

ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว

ญาติพี่น้อง

มิตรสหาย

หรือแม้แต่คนรู้จักเพียงผิวเผิน

ล้วนนำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจ

เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

เพราะการพลัดพราก

ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

โดยเฉพาะเมื่อเป็นการจากลาที่เราไม่อาจพบเจอกันได้อีกด้วยร่างกายและสังขารเช่นเดิม

แต่ในตันตระเทวาลัย

คุรุผมกลับมองต่างออกไป

คืนวันพฤหัสบดีคืนนั้น

ผมนั่งอยู่ในห้องเรียนไม้เก่าเช่นเดิม

แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างอยู่บนโต๊ะไม้ระหว่างผมกับคุรุ

เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ๆ ดังเป็นระยะ

นอกห้องมืดสนิท

จนมองไม่เห็นสิ่งใด

คืนนั้นไม่มีคัมภีร์

ไม่มีอุปกรณ์สำหรับประกอบพิธีใด ๆ

มีเพียงคุรุ

และความเงียบ

หลังจากนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่

คุรุก็เอ่ยถามขึ้น

“เอ็งเคยไปส่งใครไหม”

“เคยครับ”

“ไปส่งที่ไหน”

“สนามบินครับ”

“แล้วสถานีรถไฟ”

“ก็เคยครับ”

“ส่งขึ้นเรือ”

“เคยครับ”

คุรุพยักหน้า

ก่อนถามต่อ

“เวลาเขาจะเดินทาง”

“เอ็งถามอะไร”

ผมตอบทันที

“ถามว่าจะไปไหนครับ”

“แล้วล่ะ”

“ถามว่าเตรียมของครบหรือยัง”

“แล้วล่ะ”

ผมนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนตอบ

“ถ้าสนิทกันมาก”

“ผมก็คงไปส่งครับ”

คุรุยิ้ม

ก่อนกล่าวว่า

“แปลกไหม”

“เวลามนุษย์จะเดินทาง”

“พวกเอ็งถามทุกอย่าง”

“แต่พอมนุษย์จะทิ้งสังขาร”

“กลับไม่ถามสักอย่าง”

ผมนั่งเงียบ

ไม่เข้าใจว่าท่านกำลังหมายถึงอะไร

คุรุจึงกล่าวต่อ

“การสิ้นชีวิต”

“ก็เป็นเพียงการเดินทาง”

“ที่ไกลที่สุดเท่านั้น”

ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

และเป็นอีกครั้งที่คำพูดสั้น ๆ ของคุรุ

ทำให้ผมต้องกลับมาคิดอยู่เป็นเวลานาน

เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป

ก็เป็นเช่นนั้นจริง

เมื่อคนที่เรารักกำลังจะเดินทางไปต่างจังหวัด

เราถามว่าไปที่ไหน

เมื่อเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ

เราถามว่าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง

เมื่อเขาจะย้ายบ้าน

เราถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่

แต่เมื่อมีใครสักคนจากโลกนี้ไป

สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักพูดถึง

กลับเป็นความสูญเสียของคนที่ยังอยู่

มากกว่าการเดินทางของคนที่จากไป

ในความเชื่อของตันตระเทวาลัย

การจากไป

เป็นเพียงการจากไปของร่างกาย

สังขารดับลง

แต่ดวงจิตยังคงต้องเดินทางต่อ

และเมื่อยังต้องเดินทางต่อ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

“เขาสิ้นชีวิตแล้วหรือยัง”

แต่คือ

“เขากำลังจะไปที่ไหน”

“เขาพร้อมหรือยัง”

และ

“มีใครช่วยส่งเขาได้หรือไม่”

ตลอดเวลากว่ายี่สิบปี

นับตั้งแต่ตันตระเทวาลัยเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2548

มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาขอพร

ขอความช่วยเหลือ

ขอคำแนะนำ

และขอให้ช่วยส่งต่อความปรารถนาดีไปยังผู้ที่ตนรัก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพบอยู่เสมอ

คือเมื่อมีการจากลาเกิดขึ้น

ผู้คนมักกังวลกับสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

มากกว่าสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า

ทั้งที่สำหรับผู้เดินทางแล้ว

หนทางข้างหน้า

ต่างหากที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ผมมีโอกาสไปร่วมงานบำเพ็ญกุศล

งานสวดอภิธรรม

งานศพแบบจีน

งานศพแบบพุทธ

งานศพแบบคริสต์

และพิธีส่งดวงวิญญาณอีกหลายรูปแบบ

ในหลายสถานที่

หลายความเชื่อ

หลายศาสนา

ผมนั่งอยู่ในมุมเงียบ ๆ

ตามมารยาทของสังคม

และเฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้น

พร้อมกับพยายามทำความเข้าใจ

ไม่ใช่พิธีกรรม

ไม่ใช่ดอกไม้

ไม่ใช่โลงศพ

แต่เป็นผู้ที่กำลังออกเดินทาง

บางดวงจิตสับสน

บางดวงจิตหวาดกลัว

บางดวงจิตยังไม่เข้าใจว่าตนเองจากโลกนี้ไปแล้ว

บางดวงจิตนิ่งเงียบ

ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง

และบางดวงจิต

ก็หิวโหยเสียจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมของความเป็นมนุษย์

แต่ไม่ว่าผมจะพบเห็นสิ่งใด

คำสอนของคุรุก็ยังคงดังอยู่ในใจเสมอ

“อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง”

ประโยคนี้

เป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดหลายปี

ผมนั่งมอง

นั่งศึกษา

และนั่งเรียนรู้

โดยไม่ก้าวล่วงเกินสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง

เพราะยิ่งเรียนรู้มากขึ้นเท่าไร

ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้นว่า

โลกนี้ไม่ได้มีเพียงมนุษย์

และการเดินทางหลังความตาย

ก็ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่หลายคนคิด

อย่างไรก็ตาม

แม้ผมจะพยายามวางตัวเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

แต่ลึก ๆ แล้ว

ก็ยังมีคำถามหนึ่งติดอยู่ในใจเสมอ

เมื่อผมได้ยินผู้คนกล่าวคำอำลา

ในงานศพต่าง ๆ

“ขอให้ไปสู่สุคติ”

“ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี”

“ขอให้ไปสู่ที่ชอบที่ชอบ”

“ขอให้ได้ฟังธรรม”

ทุกครั้งที่ได้ยิน

ผมมักนั่งเงียบ

และถามตนเองอยู่เสมอว่า

ผู้พูดเคยรู้หรือไม่ว่า

สุคติคืออะไร

อยู่ที่ใด

และหน้าตาเป็นอย่างไร

เคยรู้หรือไม่ว่า

ผู้จากไปชอบอะไร

ต้องการอะไร

หรือกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด

เพราะหากเป็นคนที่เรารัก

เมื่อเขาจะเดินทางไกล

เราย่อมอยากรู้ว่าเขากำลังจะไปที่ไหน

และหากเป็นคนสำคัญมากพอ

เราย่อมถามเขาเสมอว่า

เตรียมตัวพร้อมหรือยัง

ขาดอะไรหรือไม่

และอยากให้เราไปส่งไหม

บางที

ความเมตตาที่แท้จริง

อาจไม่ใช่เพียงการร่ำไห้ให้กับผู้จากไป

แต่อาจเป็นการใส่ใจต่อหนทางที่เขาจะต้องเดินต่อจากนี้

ในเส้นทางที่ยาวไกล

กว่าการเดินทางใด ๆ ในโลกมนุษย์เสียอีก

ราชะ ตันตระ
27/06/2569