เปิดจิต

เปิดจิต

หลังจากเรียนเรื่องสมาธิมหปราณอยู่หลายครั้ง


ผมเริ่มคิดว่าตนเองเข้าใจเรื่องการทำสมาธิแล้ว

อย่างน้อยก็เข้าใจมากกว่าตอนแรก

ผมรู้จักปราณ

รู้จักมุทรา

รู้จักการกำหนดลมหายใจ

และรู้จักความเงียบ

หรืออย่างน้อย

ผมก็คิดเช่นนั้น

คืนนั้นเมื่อมาถึงห้องเรียน

ผมพบว่าคุรุไม่ได้เตรียมผงเรียกปราณ

ไม่ได้เตรียมคัมภีร์

และไม่ได้เตรียมสิ่งใดเลย

ท่านเพียงนั่งอยู่บนเสื่อ

พร้อมกับขันที่ทำจากโลหะหลากหลายชนิดนับสิบใบ

มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ระฆังทองเหลืองขนาดเล็ก

กลองบัณเฑาะว์เก่า ๆ

ฆ้องทองเหลืองขนาดต่าง ๆ

รวมถึงกล่องไม้หลายใบ

ที่ผมไม่เคยเห็นถูกนำมาใช้พร้อมกันมาก่อน

“คืนนี้เราจะเรียนอะไรครับ”

ผมถาม

คุรุยิ้ม

ก่อนตอบสั้น ๆ

“เปิดจิต”

ผมพยักหน้า

คิดว่าคงเป็นสมาธิอีกแบบหนึ่ง

แต่แล้วคุรุกลับถาม

“เอ็งคิดว่าร่างกายของเอ็ง”

“ใครเป็นคนสั่ง”

“สมองครับ”

ผมตอบทันที

คุรุพยักหน้า

“แล้วแขนของเอ็ง”

“ใครสั่ง”

“สมองครับ”

“ขา”

“สมองครับ”

“นิ้วมือ”

“สมองครับ”

คุรุยิ้ม

ก่อนถามคำถามสุดท้าย

“แล้วดวงจิตล่ะ”

ผมนิ่งเงียบ

เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน



คุรุจุดตะเกียง

แล้วมองมาที่ผม

ก่อนกล่าวขึ้นช้า ๆ

“จำไว้นะ”

“ความพอดี”

“เป็นหัวใจของการฝึก”

ผมนั่งฟังเงียบ ๆ

ท่านจึงกล่าวต่อ

“สิ่งใดก็ตาม”

“ที่เข้าไปรบกวนดวงจิต”

“ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

“ค่อยซึมซับ”

“ค่อยเรียนรู้”

“ค่อยปรับตัว”

“และค่อยแข็งแรง”

“แม้แต่สิ่งดี”

“หากมากเกินไป”

“ก็อาจกลายเป็นโทษได้”

ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนกล่าวต่อ

“มนุษย์จำนวนมาก”

“อยากก้าวหน้าเร็ว”

“อยากเห็นผลเร็ว”

“อยากเปิดจิตให้เร็ว”

“อยากรับปราณให้มาก”

“อยากเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ไว”

“จนลืมไปว่า”

“ดวงจิตก็มีขีดจำกัด”

“เช่นเดียวกับสังขาร”

“และวิญญาณ”

“เมื่อรับสิ่งใหม่”

“ก็ต้องมีเวลาเรียนรู้”

“มีเวลาปรับสภาพ”

“และมีเวลาพักผ่อน”

“จึงจะเติบโตได้อย่างมั่นคง”

“ดังนั้น”

“จงอย่าเร่งรีบ”

“ดวงจิตมิใช่ภาชนะที่ต้องเติมจนล้น”

“สามรอบก็เพียงพอ”

“แล้วปล่อยให้สิ่งที่ได้รับ”

“ค่อย ๆ ซึมลึกลงไปภายใน”



จากนั้นท่านจึงเดินไปยังฆ้องทองเหลือง

ก่อนใช้ไม้ตีลงเบา ๆ หนึ่งครั้ง

เสียงกังวานลอยยาวไปทั่วห้อง

ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด

แล้วจึงเริ่มเคาะระฆัง

ตีขัน

ตีฆ้อง

สั่นบัณเฑาะว์

และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทีละชนิด

เสียงทุ้มลึกค่อย ๆ สั่นสะเทือนไปทั่วห้อง

บางเสียงยาวราวกับลอยอยู่ในอากาศ

บางเสียงสั้นและคมชัด

บางเสียงเหมือนดังมาจากไกลแสนไกล

และบางเสียงกลับเหมือนดังขึ้นจากภายในตัวผมเอง

ผมนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ

ในตอนแรก

สมองพยายามฟังทุกอย่าง

พยายามแยกเสียง

พยายามจับจังหวะ

พยายามวิเคราะห์ว่า

เสียงใดมาจากอะไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป

ความสนใจของผมเริ่มเหนื่อย

เริ่มปล่อยวาง

และเริ่มหยุดแยกแยะ

ทีละน้อย



“นี่คือสมาธิเปิดจิต”

เสียงคุรุดังขึ้น

“เราใช้เสียง”

“เพื่อดึงความสนใจของสมอง”

“ให้ไปทำงาน”

“และปล่อยให้ดวงจิต”

“ได้พักจากการควบคุมของมัน”

ผมฟังด้วยความสงสัย

เพราะสิ่งนี้แตกต่างจากสิ่งที่เคยอ่านในหนังสือหลายเล่ม

คุรุจึงกล่าวต่อ

“บางสำนัก”

“มองว่าสิ่งนี้อันตราย”

“และข้าก็ไม่เถียง”

“เพราะหากทำโดยไม่มีผู้ควบคุม”

“ก็อาจเกิดอันตรายได้”

ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนกล่าวต่อ

“แต่ภายในสถานที่ที่มีพลังอย่างห้องเรียนนี้”

“ภายใต้การดูแลของคุรุ”

“ภายใต้การคุ้มครองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

“เราสามารถใช้วิธีนี้ได้”

“และนี่คือทางลัด”



จากนั้นคุรุจึงให้ผมนั่งสมาธิอีกครั้ง

มือทั้งสองพนมแตะกันเบา ๆ

วางอยู่ระดับกลางอก

ไม่ต้องเกร็ง

ไม่ต้องกำหนดอะไร

ไม่ต้องบังคับจิต

ไม่ต้องพยายามสงบ

เพียงนั่งอยู่เฉย ๆ

และฟัง

เสียงระฆัง

เสียงขัน

เสียงกลอง

เสียงฆ้อง

และเสียงบทสวด

ที่ดังสลับกันไปมา



เวลาผ่านไปเท่าไร

ผมไม่แน่ใจ

แต่ในช่วงหนึ่ง

ผมรู้สึกว่านิ้วมือของตนเองขยับ

ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ

จากนั้นฝ่ามือจึงขยับตาม

ราวกับกำลังหาตำแหน่งบางอย่าง

ผมตกใจ

และรีบลืมตา

คุรุกลับหัวเราะ

ราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“กลัวหรือ”

ผมพยักหน้า

คุรุยิ้ม

“นั่นแหละ”

“เหตุผลที่ต้องมีผู้ดูแล”

ก่อนกล่าวต่อ

“บางคน”

“เมื่อจิตเริ่มเป็นอิสระ”

“มือจะขยับ”

“แขนจะขยับ”

“ร่างกายจะขยับ”

“โดยที่สมองไม่ได้สั่ง”

“บางคน”

“สามารถเข้าสู่มุทราบางอย่าง”

“โดยไม่เคยเรียนมาก่อน”

“บางคนไม่เกิดอะไรเลย”

“และทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องปกติ”



ผมจึงถามขึ้น

“แล้วถ้าไม่ขยับเลยล่ะครับ”

“แม้จะนั่งหลายครั้ง”

คุรุหัวเราะ

ก่อนตอบ

“เพราะบางคน”

“มีสมองแข็งแรงมาก”

“มีเหตุผลมาก”

“มีตรรกะมาก”

“จนไม่ยอมปล่อยอะไรเลย”

“ส่วนบางคน”

“วิญญาณแข็งแรงมาก”

“รักแรง”

“โกรธแรง”

“สนุกแรง”

“เสียใจแรง”

“จึงปล่อยวางได้ยากเช่นกัน”

ท่านมองมาที่ผม

ก่อนกล่าวเป็นประโยคสุดท้ายของคืนนั้น

“การเปิดจิต”

“ไม่ใช่การทำให้จิตออกไปข้างนอก”

“แต่คือการปลดโซ่”

“ที่สมอง”

“และอารมณ์”

“ล่ามมันเอาไว้”

“ชั่วคราว”

“เพื่อให้ดวงจิต”

“แข็งแรงพอ”

“ที่จะเดินทางต่อไปได้ด้วยตนเอง”

ราชะ ตันตระ
26/06/2569