อมาวสี

อมาวสี
คืนหนึ่งในห้องเรียน
คุรุไม่ได้เริ่มบทเรียนด้วยคัมภีร์
ไม่ได้เริ่มด้วยคำถาม
และไม่ได้เริ่มด้วยการสอนเหมือนทุกครั้ง
ท่านเพียงยกมือขึ้น
แล้วชี้ไปบนท้องฟ้า นอกหน้าต่าง
ให้ผมมองดวงจันทร์
คืนนั้นดวงจันทร์เหลือเพียงเสี้ยวบาง ๆ
บางจนแทบมองไม่เห็น
หากไม่สังเกตดี ๆ อาจคิดว่าบนฟากฟ้าไม่มีดวงจันทร์อยู่เลย
คุรุยิ้ม
ก่อนกล่าวกับผมว่า
“ผู้เรียนไสยศาสตร์ที่ดี ต้องศึกษาพระจันทร์”
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง
ไม่แน่ใจว่าดวงจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ นั้นสำคัญอย่างไร
คุรุจึงกล่าวต่อ
“เพราะพระจันทร์ส่งผลต่อพลังด้านมืดและวิชาไสยศาสตร์”
“คนส่วนใหญ่อาศัยปฏิทินบนกระดาษ”
“แต่ผู้ศึกษาวิชา ต้องเรียนรู้ปฏิทินบนฟากฟ้าด้วย”
ระหว่างที่พูดนั้น
ท่านล้วงมือเข้าไปในย่ามใบใหญ่ที่สะพายอยู่ข้างตัว
แล้วหยิบลูกแก้วใสออกมาลูกหนึ่ง
จากนั้นจึงหยิบลูกแก้วสีดำออกมาอีกลูกหนึ่ง
ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เพราะคุรุพระองค์นี้มักเป็นเช่นนี้เสมอ
ท่านชอบหยิบสิ่งของแปลก ๆ ออกมาจากย่ามเพื่อประกอบคำสอน
ราวกับในย่ามนั้นมีทุกสิ่งอยู่ภายใน
คุรุพระองค์นี้มีนามว่า
ปู่ศุภเกษม
ท่านเป็นคุรุสูงวัย รูปร่างสันทัดค่อนข้างสูง ผิวขาว จมูกโด่ง ตาคมลึก
แต่งกายคล้ายนักบวชฮินดู
สะพายย่ามผ้าเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของนานาชนิด
และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดพระองค์หนึ่งเท่าที่ผมเคยพบ
เวลาท่านยิ้ม
โลกทั้งโลกดูสดใสขึ้นมาอย่างประหลาด
น้ำเสียงของท่านนุ่มนวล มีจังหวะสูงต่ำในทุกคำพูด
ฟังคล้ายบทเพลงที่ไพเราะ
ฟังแล้วสบายใจ
ฟังแล้วอยากนั่งฟังต่อไปเรื่อย ๆ
จะว่าไปแล้ว
ท่านเป็นพี่น้องของคุรุพระองค์ที่เคยสอนผมเรื่องคำถามนั่นเอง
คุรุวางลูกแก้วทั้งสองลูกลงบนพื้น
ก่อนจะกล่าวว่า
“ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือพยายามจับธรรมชาติใส่ลงในกรอบเวลา”
“กลางวันยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“หนึ่งวัน หนึ่งคืน”
“ขึ้นสิบห้าค่ำ”
“แรมสิบห้าค่ำ”
“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการกำหนดของมนุษย์”
“แต่ปฏิทินบนฟากฟ้าไม่ได้เดินตามนาฬิกาของมนุษย์”
จากนั้นท่านจึงอธิบายเรื่องติติ
เรื่องพระจันทร์
เรื่องอมาวสี
และเรื่องจตุรทศี
ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยสนใจมาก่อน
ท่านบอกว่า
บางครั้งอมาวสีอาจกินเวลาคร่อมอยู่ทั้งสองวัน
บางครั้งจตุรทศีก็อาจปรากฏยาวนานกว่าที่คิด
บางครั้งเมื่อดูจากปฏิทินบนกระดาษ
เราอาจคิดว่าเป็นคืนเดือนดับ
แต่เมื่อมองดูท้องฟ้าจริง ๆ
ดวงจันทร์กลับยังไม่ดับสนิท
และในบางเดือน
คืนที่มืดที่สุดจริง ๆ
ก็มิได้เกิดขึ้นตรงกับวันที่ผู้คนคิดเอาไว้เสมอไป
“จงเรียนรู้ที่จะดูฟ้า”
“อย่าเอาแต่ดูปฏิทิน”
คุรุกล่าว
ก่อนชี้ขึ้นไปยังความมืดเบื้องบน
“คืนเดือนดับ เรียกว่า อมาวสี”
“มีเทวีพระองค์หนึ่งเป็นผู้กำกับดูแล”
“พระนางมีนามว่า คูฮู”
คูฮู เป็นธิดาแห่งท้าวทักษะประชาบดี
เทพีแห่งคืนเดือนดับ
เทพีผู้ซ่อนเร้น
เทพีแห่งการปกปิด
เทพีแห่งความลี้ลับ
พระนามของพระนางมีความหมายถึงผู้ซ่อน ผู้อำพราง และผู้ทำให้สิ่งต่าง ๆ หายไปจากสายตา
หากสินีวาลีเปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์
คูฮูก็คือความมืดอันศักดิ์สิทธิ์ที่โอบอุ้มเมล็ดพันธุ์นั้นไว้จนมิด
พระนางคือความว่างเปล่า
คือความเงียบ
คือครรภ์แห่งจักรวาล
ที่รอคอยการกำเนิดใหม่ของสรรพสิ่ง
แต่ก่อนจะถึงคืนของคูฮู
ยังมีอีกคืนหนึ่ง
คืนที่ผู้คนมักมองข้าม
นั่นคือคืนจตุรทศี
คืนก่อนเดือนดับ
ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเทพีอีกพระองค์หนึ่ง
คือพระแม่สินีวาลี
พระนางเป็นธิดาแห่งท้าวทักษะประชาบดีเช่นเดียวกัน
เป็นเทพีแห่งความบางเบา
ดุจควันเงาอันเลือนรางของดวงจันทร์เสี้ยวสุดท้าย
เป็นเทพีแห่งการปฏิสนธิ
การตั้งครรภ์
การให้กำเนิดบุตรธิดา
การสืบทอดวงศ์ตระกูล
และความอุดมสมบูรณ์ของสตรี
หากคูฮูคือความมืดที่โอบอุ้มเมล็ดพันธุ์
สินีวาลีก็คือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตนั้นเอง
คุรุยิ้ม
แล้วกล่าวกับผมว่า
“เห็นไหม”
“ความมืดไม่ได้มีไว้ทำลายเสมอไป”
“ความว่างเปล่าก็ไม่ได้เป็นผู้ร้าย”
“ของขวัญทุกชิ้น”
“ล้วนถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสิ่งที่ปกปิดมัน”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
พลางมองดวงจันทร์เสี้ยวบางบนท้องฟ้า
และเริ่มเข้าใจว่า
โลกของเวทย์วิชา
ไสยศาสตร์
และพิธีกรรม
ลึกซึ้งกว่าที่ผมเคยคิดเอาไว้มากนัก
เพราะเพียงแค่คืนเดือนดับคืนเดียว
เบื้องหลังกลับมีทั้งเทวี
ทั้งวัฏจักรของจักรวาล
ทั้งการกำเนิด
ทั้งการสิ้นสุด
และทั้งความลับอีกมากมาย
ซ่อนอยู่ในความมืดนั้น
เมื่อผมคิดได้ดังนั้นผมจึงยิ้มให้กับคุรุ
พระองค์ก็ยิ้มตอบ
และเป็นหนึ่งในรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น
จากนั้นท่านก็ล้วงมือเข้าไปในย่าม
ก่อนหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาวางบนพื้นตรงหน้า
เป็นดินเหนียวเพียงก้อนเดียว
ผมมองดินก้อนนั้น
แล้วหันกลับไปมองคุรุ
ท่านจึงกล่าวว่า
“เอ็งคิดว่า”
“คืนจตุรทศีควรทำพิธีเช่นใด”
“แล้วคืนอมาวสีควรทำพิธีเช่นใด”
ผมนั่งเงียบ
รอฟังต่อ
แต่คุรุกลับยิ้ม
ก่อนกล่าวว่า
“ปู่ให้โจทย์เอ็ง”
“ดินหนึ่งก้อน”
“เป็นการบ้านสำหรับคืนนี้”
หลังจากนั้นท่านก็ไม่พูดอะไรอีก
…
คืนนั้นผมนั่งอยู่เพียงลำพัง
มองดินเหนียวก้อนนั้นอยู่เป็นเวลานาน
ก่อนจะเริ่มลงมือ
ผมแบ่งดินออกเป็นสองส่วน
ส่วนแรก
ผมปั้นเป็นเหรียญกลม
ลงอักขระสำหรับโชคลาภ การเงิน และความสำเร็จ
ส่วนที่สอง
ผมปั้นเป็นกล่องขนาดเล็ก
มีทั้งตัวกล่องและฝาปิด
พร้อมลงอักขระและเงื่อนไขกำกับเอาไว้
โดยระบุว่า
ผู้ที่ได้รับเหรียญนี้
จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด
และต้องได้รับมันในวันขึ้นหนึ่งค่ำ
หลังคืนเดือนดับผ่านพ้นไปแล้ว
ที่สำคัญ
ผู้ที่จะได้รับ
ต้องสร้างความดีจนทำให้ผู้อื่นเกิดความประทับใจและปีติจากใจจริง
จึงจะมีสิทธิ์เปิดกล่อง
และรับเหรียญนั้นไปครอบครอง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น
ผมจึงนำเหรียญใส่ลงในกล่อง
แล้วปิดฝา
ก่อนนั่งมองผลงานของตนเองอยู่เงียบ ๆ
ผมนำผลงานทั้งสองชิ้นไปวางตรงหน้าคุรุ
ปู่ศุภเกษมนั่งมองอยู่เงียบ ๆ
ไม่ได้กล่าวชม
ไม่ได้กล่าวตำหนิ
เพียงมองอยู่นานพอสมควร
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถาม
“แล้วเอ็งรู้หรือยัง”
“อะไรคือจตุรทศี”
“อะไรคืออมาวสี”
ผมก้มมองสิ่งที่ตนเองปั้น
ก่อนตอบออกไปว่า
“เหรียญ คือ จตุรทศี”
“กล่อง คือ อมาวสี”
คุรุยิ้ม
ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“แล้วเพราะอะไร”
ผมจึงตอบว่า
“เพราะเหรียญถูกสร้างขึ้นในคืนจตุรทศี”
“ส่วนกล่องมีหน้าที่เก็บรักษาและปกปิดเหรียญเอาไว้”
“จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม”
คุรุหัวเราะเบา ๆ
แล้วกล่าวว่า
“ดี”
“แต่เอ็งยังเห็นเพียงครึ่งเดียว”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
รอคำอธิบายจากท่าน
คุรุหยิบเหรียญขึ้นมาถือไว้ในมือข้างหนึ่ง
และหยิบกล่องขึ้นมาไว้ในมืออีกข้าง
ก่อนกล่าวว่า
“คนส่วนใหญ่คิดว่า”
“พลังอยู่ที่เหรียญ”
“แต่ความจริง”
“พลังอยู่ที่กล่องด้วย”
ผมมองตามอย่างไม่เข้าใจนัก
คุรุจึงกล่าวต่อ
“หากไม่มีเหรียญ”
“กล่องก็ว่างเปล่า”
“แต่หากไม่มีกล่อง”
“เหรียญก็ไม่มีวันเดินทางไปถึงผู้ที่สมควรได้รับ”
ผมนั่งคิดตาม
ขณะที่คุรุค่อย ๆ ปิดฝากล่องลงอีกครั้ง
“สินีวาลี”
“คือเมล็ดพันธุ์”
“คือการเริ่มต้น”
“คือสิ่งที่กำลังก่อกำเนิด”
“ส่วนคูฮู”
“คือความมืดที่โอบอุ้มเมล็ดพันธุ์นั้นไว้”
“คือความเงียบ”
“คือความลับ”
“คือการรอคอย”
จากนั้นท่านจึงส่งกล่องกลับคืนมาให้ผม
ก่อนกล่าวว่า
“เวทย์วิชาและไสยศาสตร์ก็เช่นกัน”
“ไม่ใช่ทุกสิ่งที่สร้างขึ้นแล้วต้องแสดงออกทันที”
“ไม่ใช่ทุกสิ่งที่รู้แล้วต้องพูด”
“ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ทำได้แล้วต้องให้คนเห็น”
“บางสิ่งต้องรอเวลา”
“บางสิ่งต้องรอคน”
“บางสิ่งต้องรอเหตุและปัจจัยให้พร้อม”
ท่านหยุดเล็กน้อย
ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เพราะสิ่งที่มีค่า”
“มักเติบโตได้ดีในความเงียบ”
ผมนั่งมองกล่องใบเล็กในมือ
พลางนึกถึงดวงจันทร์เสี้ยวบาง
นึกถึงคืนเดือนดับ
นึกถึงสินีวาลี
และนึกถึงคูฮู
แล้วจึงเริ่มเข้าใจว่า
ความมืดไม่ใช่จุดจบของแสงสว่าง
แต่เป็นสถานที่ที่แสงสว่างกำลังรอเวลาเกิดขึ้นอีกครั้ง
เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
เช่นเดียวกับเหรียญที่ถูกเก็บอยู่ภายในกล่อง
และเช่นเดียวกับบทเรียนอีกมากมายในชีวิต
ที่ยังคงรอเวลา
ให้ผมได้เปิดมันออกมาทำความเข้าใจในสักวันหนึ่ง
ราชะ ตันตระ
22/06/2569