ผีสองนาง

ผีสองนาง
ความหลงใหลในวิชาไสยศาสตร์ของผมเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดนั้น ผมไม่อาจตอบได้แน่ชัด
มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันใดวันหนึ่ง
แต่ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาในชีวิตทีละน้อย
จากบทเรียน
จากประสบการณ์
จากคำสอน
และอาจเป็นเพราะตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ ผมกลับรู้สึกอบอุ่นและสบายใจอย่างประหลาด
ตลอดชีวิตมีคุรุ ครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมเคารพกราบไหว้อยู่มากมาย
ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ ผมก็พยายามหารูปเคารพเล็ก ๆ มาตั้งบูชาแทนครูบาอาจารย์ที่ปรากฏมาสั่งสอนในความฝันอยู่เสมอ
แม้จะยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ก็ตาม
พื้นเพของผมเป็นลูกหลานคนจีนรุ่นเก่า
ครอบครัวทำการค้า
เรื่องไหว้พระไหว้เจ้านั้นพอรับได้
แต่หากลึกไปถึงเรื่องไสยศาสตร์ คุณไสย หรือวิชาอาคมแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่เห็นด้วยแน่นอน
ผมจึงต้องใช้วิธีแอบซ่อน
โชคดีที่มีคุณแม่คอยสนับสนุนอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เสมอ
ทางฝ่ายคุณแม่มีเชื้อสายคนเมืองเชียงราย และมาตั้งรกรากอยู่ที่เชียงใหม่
คุณตาของผมเป็นคนหนึ่งที่ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าเชี่ยวชาญเรื่องไสยศาสตร์
เรื่องต่อยตีวิวาท หรือของมีคม ไม่เคยเห็นท่านหวาดหวั่น
ครั้งหนึ่งผมเคยถามท่านว่า
“วิชาที่คุณตามี ทำให้มีดแทงไม่เข้าได้จริงหรือ”
ท่านหัวเราะแล้วตอบว่า
“ถึงแทงไม่เข้า แต่ถ้าถูกรุมทุบตี ก็ตายได้เหมือนกัน”
แล้วเราสองคนก็หัวเราะไปด้วยกัน
ทุกครั้งที่มีเหตุให้ต้องออกไปเผชิญหน้ากับใคร ผมจะเห็นคุณตายืนกลางลานหน้าบ้าน หันหน้าเข้าหาตัวเรือน
ท่านสวดคาถาเบา ๆ พอได้ยินคนเดียว
จากนั้นก็ร่ายรำคล้ายมวยไทยอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะก้มลงหยิบทรายจากพื้นขึ้นมาใส่ปาก
เคี้ยว
แล้วพ่นทรายเหล่านั้นใส่ร่างกายตนเอง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ญาติ ผู้พี่ของผม หลายคนไปเที่ยวพักค้างที่บ้านคุณตาแถวอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
คืนนั้นเปิดเพลงเสียงดังจนชาวบ้านไม่พอใจ
มีคนขว้างก้อนหินเข้ามาในบ้าน
คุณตาโมโหมาก
หลังสวดคาถาเสร็จก็คว้ามีดจะเดินออกไป
ญาติผู้พี่ของผม ซึ่งเป็นชายวัยฉกรรจ์สี่คนต่างช่วยกันยื้อยุดช่วยกันห้าม โดยการกอดไว้
แต่ทุกคนกลับเล่าว่า
จับตัวคุณตาไม่อยู่
ร่างกายของท่านลื่นเหมือนมีน้ำมันทาอยู่ทั้งตัว
และมีกำลังมากกว่าปกติอย่างน่าประหลาด
ดวงตาแข็งกร้าวจนไม่มีใครกล้าสบ
ผมเคยขอให้ท่านสอนวิชาเหล่านั้น
แต่คุณตาปฏิเสธ
ท่านบอกว่า
“ปล่อยให้มันหมดไปกับตาเถอะ”
“เรียนแล้วมันร้อน”
“ครอบครัวไม่สงบ”
“ใจร้อน โมโหง่าย”
“ไม่คุ้ม”
ส่วนคุณยายทวดของผมซึ่งเป็นคุณย่าของคุณแม่
แม้จะนุ่งขาวห่มขาว เข้าวัดทำบุญอยู่เป็นประจำ
แต่ก็เป็นคนเล่นไสยศาสตร์ตัวยงเช่นกัน
จนมีเรื่องเล่าภายในตระกูลว่า ลูกสะใภ้คนใดร้ายมากนัก ก็มักจะถูกพริกถูกเกลือเผาเล่นงานหน้าตาปากพองอยู่เสมอ
จริงเท็จเพียงใดไม่มีใครพิสูจน์ได้
แต่คนรุ่นเก่าล้วนเล่าต่อกันมาเช่นนั้น
บ้านของคุณตาเป็นเรือนไม้ล้านนาโบราณยกใต้ถุนสูง
ปลูกอยู่บนที่ดินกว้าง
หน้าบ้านด้านซ้ายมือมีบ่อน้ำ
ถัดออกไปเป็นต้นลำไยขนาดใหญ่
รอบรั้วปลูกต้นไม้นานาชนิด
หลังบ้านมีห้องน้ำแยกออกจากตัวเรือน
ถัดไปเป็นดงกล้วยหนาทึบ
ตัวบ้านมีบันไดขึ้นลงสองด้าน
ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ครัวเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวต่อเชื่อมกับตัวบ้าน
ประตูรั้วยังเป็นไม้ไผ่สานแบบโบราณ
แขวนกระป๋องนมไว้เป็นกระดิ่ง
ใครเปิดหรือเขย่า
คนทั้งบ้านจะได้ยินทันที
ทุกปีในช่วงปิดเทอม
ครอบครัวของผมจะขึ้นไปเยี่ยมคุณตา
และพักอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์
คืนหนึ่ง
กลางดึก
ผมสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเหมือนมีใครโยนของหนักลงมากลางบ้าน
เสียงดังสนั่นจนรู้สึกได้ว่าทั้งเรือนสั่นผมร้องลั่น
ทุกคนในมุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
ผมรีบเล่าให้ฟัง
ผู้ใหญ่ในบ้านต่างทำสีหน้าแปลก ๆ
แต่มิได้พูดอะไร
คุณแม่เพียงปลอบน้อง ๆ ให้กลับไปนอน
ก่อนจะกระซิบบอกผมว่า
“ถ้าได้ยินอะไรอีก อย่าเพิ่งตะโกน”
“มาบอกแม่เงียบ ๆ”
ผมพยักหน้า
แล้วพยายามข่มตาหลับต่อ
ไม่นานหลังจากนั้น
ผมได้ยินเสียงประตูไม้ไผ่หน้าบ้านถูกเขย่า
เสียงกระป๋องนมกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง
ตามด้วยเสียงคล้ายคนกำลังเลื่อยเสาบ้าน
ผมรีบปลุกคุณแม่
แม่จึงเดินไปเคาะประตูห้องคุณตาเบา ๆ
ทั้งสองคนค่อย ๆ ลงไปตรวจดูด้านล่าง
สักพักทุกอย่างก็เงียบลง
หลายปีต่อมา
คุณแม่จึงเล่าให้ฟังว่า
เสาเอกของบ้านหลังนั้นทำมาจากไม้ที่ชาวล้านนาโบราณเรียกว่า
“ไม้ขะลำ”
หรือ
“ไม้สองนาง”
เป็นไม้ที่มีโคนต้นเดียว แต่แตกออกเป็นสองลำต้นใหญ่ตั้งแต่ระดับโคน
ตามคติล้านนา ถือเป็นไม้ต้องห้าม
ไม่นิยมนำมาทำเสาเอกหรือเสาโท
เพราะเชื่อว่ามี “ผีสองนาง” สถิตอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น
ต้นไม้ที่คุณตาเลือกใช้ยังเป็นไม้ตะเคียน
ซึ่งภายหลังมีอาการตกน้ำมันตามความเชื่อของชาวบ้าน
แต่คุณตาไม่เคยผูกผ้า
ไม่เคยตั้งศาล
ไม่เคยกราบไหว้
และมักพูดเสมอว่า
“บ้านนี้เจ้าของคือคน ไม่ใช่ผี”
จึงมีเรื่องทะเลาะกับผีสองนางอยู่เป็นประจำตามที่ท่านเล่า
ก่อนเสียชีวิต
คุณตามักบ่นให้คุณแม่ฟังเสมอว่า
ผีสองนางมารบกวนเวลานอน
มาส่งเสียง
มาทักทาย
มาทะเลาะด้วย
จนบางครั้งท่านเองก็รำคาญ
และสั่งเสียเอาไว้ว่า
เมื่อท่านจากไปแล้ว
ให้ยกเสาต้นนี้ถวายวัดเสีย
หลังจากคุณตาเสียชีวิต
ผมขึ้นไปไม่ทันงานศพ
แต่เดินทางขึ้นไปทันพิธีเก็บอัฐิ
ซึ่งทางล้านนามีประเพณีที่เรียกว่า
“บอกไฟส่งสการ”
นำเถ้ากระดูกส่วนหนึ่งบดละเอียดผสมกับดินปืน
บรรจุลงในบอกไฟ
แล้วยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพื่อส่งผู้ล่วงลับสู่สรวงสวรรค์ตามความเชื่อโบราณ
หลังเสร็จพิธี
พวกเราจึงตัดสินใจพักอยู่ต่ออีกประมาณหนึ่งสัปดาห์
ก่อนกลับ
พระอาวุโสประจำวัดเดินเข้ามาจับข้อมือผม
แล้วพูดเบา ๆ
“คืนนี้ถ้าได้ยินเสียงอะไร”
“อย่าขานรับ”
ผมพยักหน้าอย่างงุนงง
เพราะในใจกลับคิดว่า
ถ้าเป็นคุณตาจริง
ผมก็คงอยากนั่งคุยกับท่านเสียมากกว่า
คืนนั้น
พวกเรานั่งดูรายการผีทางโทรทัศน์จนดึก
แล้วจึงแยกย้ายกันเข้านอน
ทั้งบ้านเงียบสนิท
จนกระทั่งได้ยินเสียงคุ้นเคย
เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวครูดไปกับพื้นดิน
กวาดใบไม้รอบบ้าน
ดังสวบ…สวบ…สวบ…
เหมือนกิจวัตรประจำวันของคุณตาที่ทำอยู่ทุกเช้า
เสียงนั้นดังวนอยู่รอบบ้านตลอดทั้งคืน
จนทุกคนได้ยิน
แต่ไม่มีใครพูดอะไร
เช้าวันรุ่งขึ้น
เพื่อนคนหนึ่งของผมหน้าตาซีดเซียวเหมือนไม่ได้นอน
เขาเล่าว่า
เมื่อคืนหลังได้ยินเสียงกวาดใบไม้
เขาพูดเล่นกับเพื่อนข้าง ๆ ว่า
“ไม่กลัวหรอก แน่จริงก็มา”
หลังจากนั้น
เขาเห็นชายร่างใหญ่ นุ่งโจงกระเบนสีแดง
ยืนคร่อมตัวอยู่
จ้องหน้าเขาไม่วางตา
ไม่พูดอะไรสักคำ
แต่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
เขาจึงทำได้เพียงหลับตา
ยกมือไหว้
และขอขมาอยู่ในใจจนเช้า
ส่วนอาหญิงที่นอนอยู่ตรงทางเดินกลางบ้าน
เล่าว่า
ตลอดทั้งคืน
เหมือนมีคนเดินผ่านไปมารอบตัว
จนต้องขยับตัวหลบให้
ใกล้รุ่ง
เมื่ออยากเข้าห้องน้ำ
แกมองไปทางบันไดหน้าบ้าน
เห็นหญิงสาวในชุดไทยสีเขียว
นั่งที่หัวบันไดหันมายิ้ม
เมื่อหันไปมองทางบันไดหลังบ้าน
ก็เห็นหญิงอีกคนหนึ่ง
สวมชุดไทยสีชมพู
นั่งที่หัวบันไดและหันมายิ้ม เช่นกัน
แกจึงตัดสินใจหลับตานอนต่อ
จนได้ยินเสียงไก่ขันจึงค่อยลุกไปเข้าห้องน้ำ
หลังจากนั้น
พวกเราเดินทางไปเที่ยวเชียงรายหลายวัน
โดยมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งอาสาเฝ้าบ้านให้
แต่เมื่อกลับมา
กลับพบว่าญาติคนนั้นอยู่โรงพยาบาล
ศีรษะแตก
พูดจาไม่รู้เรื่อง
เอาแต่เพ้อซ้ำ ๆ ว่า
“มีคนถีบตกเรือน”
“มีคนถีบตกเรือน”
เวลาผ่านไปอีกหลายปี
หลังคุณแม่หย่าร้างกับคุณพ่อ
แม่กลับไปอยู่บ้านหลังนั้นตามลำพัง
แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้
เสียงเดินรอบบ้านยังคงมี
เสียงเขย่าประตูยังคงดัง
บางคืนมีเสียงของตกกระแทกพื้น
บางคืนฝันเห็นคุณตามาตำหนิเรื่องการเลิกรา
จนในที่สุด
คุณแม่ตัดสินใจรื้อบ้านทั้งหลัง
ย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่
ทั้งที่มีบ้านของตนเอง
มีที่ดินของตนเอง
แต่กลับไม่สามารถอาศัยอยู่ได้
ภายหลังผมจึงซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรรใกล้ ๆ กันให้คุณแม่อยู่
ส่วนที่ดินผืนนั้นถูกถมใหม่และปลูกเป็นสวน
ไม่มีใครอาศัยอยู่
และไม่มีใครคิดจะกลับเข้าไปอยู่เช่นกัน
สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกเสียดาย
ไม่ใช่บ้าน
ไม่ใช่ที่ดิน
และไม่ใช่ทรัพย์สินใด ๆ
แต่เป็นเพียงเรื่องเดียว
คือผมไม่มีโอกาสได้พบ
“ผีสองนาง”
ด้วยตนเองอีกเลย
เพราะในที่สุด
คุณแม่ก็ทำตามคำสั่งเสียของคุณตา
ยกเสาไม้สองนางต้นนั้นถวายวัดไปเสียแล้ว
และบางที
หากเรื่องเล่าทั้งหมดเป็นจริง
ผีสองนางทั้งสองตน
ก็คงได้ย้ายจากบ้านหลังนั้น
ไปอยู่ในสถานที่ใหม่
ที่สงบสุขกว่าการต้องทะเลาะกับคุณตาของผมอยู่ทุกวันก็เป็นได้
ราชะ ตันตระ
21/06/2569