ครีษมายัน

ครีษมายัน

คืนหนึ่งในช่วงต้นฤดูร้อน

อากาศภายนอกยังคงอบอุ่นแม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว

ห้องเรียนไม้เก่าของผมในคืนนั้นเงียบกว่าปกติ

คุรุนั่งอยู่บนที่นั่งประจำของท่าน

เบื้องหน้ามีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก

และคัมภีร์เก่าเล่มหนึ่งวางอยู่บนแท่นไม้

ท่านยิ้มเล็กน้อยแล้วถามขึ้นมา

“เอ็งคิดว่าอะไรสำคัญที่สุดในการสร้างโลก”

คำถามนั้นทำให้ผมงุนงง

ผมตอบไปตามความคิดของเด็กคนหนึ่ง

“ดิน น้ำ ลม ไฟ ครับ”

คุรุส่ายหน้า

แล้วกล่าวว่า

“ผิดทั้งหมด”

ผมมองท่านด้วยความสงสัย

ท่านจึงหยิบคัมภีร์บนแท่นขึ้นมา

แล้วถามต่อ

“หากเอ็งมีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม ครบทุกอย่าง

แต่ไม่รู้ว่าจะเอามันมาสร้างอะไร

เอ็งจะสร้างโลกได้ไหม”

ผมนิ่งเงียบ

“หากมีอิฐกองอยู่ตรงหน้าเป็นหมื่นก้อน

แต่ไม่มีแบบบ้าน

เอ็งจะสร้างบ้านได้ไหม”

ผมส่ายหน้า

คุรุยิ้ม

แล้วกล่าวช้า ๆ

“เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างทุกสิ่ง

ไม่ใช่วัตถุดิบ

แต่คือปัญญา”

ท่านหยุดเล็กน้อย

ก่อนกล่าวต่อ

“นั่นคือเหตุผลที่คุรุทั้งหลายให้ความสำคัญกับวันเริ่มต้นฤดูร้อน”

“เพราะฤดูนี้เป็นฤดูแห่งแสงสว่าง”

“เป็นฤดูที่ความมืดถอยหลัง

และปัญญาเริ่มตื่นขึ้น”

จากนั้นท่านจึงเล่าถึงมหาอวตารพระองค์หนึ่ง

ซึ่งมีพระวรกายเป็นมนุษย์

แต่มีเศียรเป็นม้าขาว

พระนามว่า

พระหัยครีพ

คุรุเล่าว่า

ในกาลก่อน

เมื่อสิ้นสุดยุคแห่งจักรวาล

พระพรหมกำลังจะสร้างโลกใหม่

แต่คัมภีร์พระเวทซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั้งหมดในการสร้างโลก

กลับถูกอสูรมธุและไกฏภะขโมยไปซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรอันมืดมิด

เมื่อไม่มีพระเวท

พระพรหมก็ไม่อาจสร้างโลกได้

ไม่ใช่เพราะขาดพลัง

แต่เพราะขาดปัญญา

ไม่ใช่เพราะขาดวัตถุดิบ

แต่เพราะขาดแบบแปลน

คุรุมองมาทางผม

แล้วถามว่า

“เอ็งรู้ไหมว่าในชีวิตคน

อะไรคืออสูรมธุและไกฏภะ”

ผมส่ายหน้า

ท่านตอบว่า

“ความหลง”

“ความประมาท”

“และความเชื่อว่าตนเองรู้แล้ว”

“สิ่งเหล่านี้ขโมยปัญญาของมนุษย์ไปทุกวัน”

จากนั้นท่านจึงเล่าต่อว่า

พระวิษณุทรงอวตารเป็นพระหัยครีพ

เปล่งรัศมีสว่างไสวดุจดวงอาทิตย์นับพันดวง

ดำดิ่งลงสู่ความมืดใต้มหาสมุทร

ปราบอสูรทั้งสอง

และนำพระเวทกลับคืนมา

เพื่อให้การสร้างโลกดำเนินต่อไปได้อีกครั้ง

เมื่อเล่าจบ

คุรุปิดคัมภีร์ลงเบา ๆ

แล้วกล่าวประโยคหนึ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

“มนุษย์ส่วนใหญ่คิดว่าตนต้องการโชคลาภ”

“บางคนคิดว่าตนต้องการอำนาจ”

“บางคนคิดว่าตนต้องการความรัก”

“แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด คือ ปัญญา”

“เพราะเมื่อมีปัญญา

โชคลาภย่อมเกิดขึ้นได้

ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้

แม้แต่ความทุกข์ก็ยังถูกมองเห็นตามความเป็นจริง”

ท่านเงยหน้ามองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่าง

ก่อนกล่าวเป็นประโยคสุดท้าย

“จงบูชาพระหัยครีพ

ไม่ใช่เพื่อให้สอบได้”

“ไม่ใช่เพื่อให้จำหนังสือเก่ง”

“แต่เพื่อให้มีแสงสว่างพอ

ที่จะมองเห็นความจริง”

“เพราะอวิชชาไม่เคยอยู่ในโลกภายนอก”

“มันอยู่ในใจของมนุษย์”

“และมหาสมุทรที่พระหัยครีพดำลงไปนั้น

ก็คือจิตใจของเราเอง”

คืนนั้น

ผมนั่งเงียบอยู่ในห้องเรียนไม้เก่า

มองดูแสงตะเกียงที่ส่องกระทบคัมภีร์บนแท่นไม้

และเริ่มเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า

เหตุใดวันเริ่มต้นแห่งฤดูร้อน

จึงถูกยกให้เป็นวันแห่งปัญญา

และเหตุใดผู้คนจึงยังคงระลึกถึงพระนามของพระหัยครีพ

มหาอวตารผู้กู้คืนแสงสว่างแห่งจักรวาล

ตราบจนทุกวันนี้

ราชะ ตันตระ
20/06/2569