งมงาย

งมงาย

คุรุผมมักสอนอยู่เสมอว่า

การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น

อย่าบูชาด้วยความเชื่อผิด ๆ

และอย่าบูชาด้วยความงมงาย

จงใช้สติปัญญาศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน

แล้วจึงศรัทธา

เพราะศรัทธาที่เกิดจากความเข้าใจ

ย่อมมั่นคงกว่าศรัทธาที่เกิดจากการเชื่อตามกันมา

ในวัยเยาว์

ผมมีโอกาสเรียนรู้กับคุรุหลายพระองค์

บางองค์สอนเรื่องจิต

บางองค์สอนเรื่องกรรม

บางองค์สอนเรื่องธรรมะ

บางองค์สอนเรื่องเทพเจ้า

ปกรณัม

คัมภีร์โบราณ

และความเชื่อต่าง ๆ ของมนุษย์

คุรุองค์หนึ่งที่ผมจดจำได้ดี

ลักษณะเป็นชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างผอมบาง

ผิวขาวอมเหลือง

สวมต่างหูสีทองรูปทรงแปลกตา

มีกำไลข้อเท้าสีทอง

นุ่งห่มผ้าสีเหลืองอมส้มลายทองวิจิตร

ผมยาวรวบขึ้นเป็นมวยสูง

ประดับด้วยเครื่องประดับบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ดวงตาของท่านเป็นประกายอยู่เสมอ

ในวัยเด็กผมรู้สึกว่าท่านเป็นคนแปลก

ท่านไม่ได้ดุ

แต่ก็ไม่ได้ใจดี

ไม่ได้เข้มงวด

แต่ก็ทำให้ผมเกรงใจได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจใด ๆ

ภายหลังเมื่อเติบโตขึ้น

ผมจึงเริ่มสังเกตเห็นว่า

สิ่งที่ท่านถืออยู่ในมือเสมอนั้น

ดูคล้ายไม้เท้า

แต่ยิ่งมองกลับยิ่งเหมือนดาบ

เป็นดาบที่ไม่มีความคม

และดูราวกับมีเปลวไฟลุกอยู่ตลอดเวลา

หลายปีต่อมา

เมื่อได้ศึกษาคัมภีร์และเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น

ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า

หรือคุรุองค์นี้

อาจเป็นผู้ทรงดาบแห่งปัญญา

ก็เป็นได้

ท่านเป็นผู้ตอบคำถามของผมแทบทุกเรื่อง

โดยเฉพาะเรื่องเทพเซียนจีน

ไซอิ๋ว

แปดเซียน

หรือแม้แต่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่ในบ้าน

ในสมัยนั้น

ผมชอบดูหนังจีนของฮ่องกง

ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทพเซียน

และมีคำถามอยู่เต็มหัวไปหมด

เมื่อใดที่มีโอกาส

ผมก็มักจะรบเร้าขอให้ท่านเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง

ซึ่งท่านก็มักจะเล่าให้ฟังอย่างสนุกสนาน

บางครั้งจริงจัง

บางครั้งขบขัน

บางครั้งก็เหน็บแนมเสียจนผมต้องกลับมานั่งคิดอยู่หลายวัน

คืนหนึ่ง

ผมถามท่านว่า

“ผมอยากบูชาฮกลกซิ่วครับ”

“จะได้รวย มีอำนาจ และอายุยืน”

“เหมือนพวกเศรษฐีที่สำเพ็ง”

ท่านหัวเราะ

แล้วถามกลับว่า

“เอ็งรู้หรือไม่ว่าทั้งสามคนนั้นเป็นใคร”

ผมส่ายหน้า

ท่านจึงหัวเราะอีกครั้ง

ก่อนจะกล่าวว่า

“ยังไม่รู้จักเขาเลย”

“แล้วจะบูชาเขาทำไม”

จากนั้นแทนที่จะสอนวิธีบูชา

ท่านกลับเล่าเรื่องราวของบุคคลทั้งสามให้ฟัง

เล่าถึงความรุ่งเรือง

ความเสื่อม

อำนาจ

โชคลาภ

ความสำเร็จ

และความทุกข์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชีวิตของแต่ละคน

เมื่อเล่าจบ

ท่านจึงกล่าวกับผมว่า

“มนุษย์ชอบบูชาสิ่งที่ตนเองไม่รู้จัก”

“แล้วหวังว่าสิ่งนั้นจะเปลี่ยนชีวิตตนเอง”

คำพูดนั้น

ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

คุรุอีกองค์หนึ่ง

เป็นผู้สอนผมเกี่ยวกับคัมภีร์พระเวท

และปุราณะ

ท่านมีรูปร่างแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ท่านเคยแนะนำตัวว่า ท่านคือคุรุสูตะ ผู้รวบรวมคัมภีร์

เป็นชายสูงวัยใจดียิ้มแย้มอายุราวเจ็ดสิบปี

ผิวกายขาว

ร่างกายทาด้วยขี้เถ้า

หนวดเครายาวถึงอก

ผมยาวมุ่นเป็นมวย

สวมประคำรุทรักษะ

และมักขับโศลกภาษาสันสกฤตให้ฟังอยู่เสมอ

ท่านเคยบอกว่าท่านเชี่ยวชาญการขับโศลก

และแตกฉานในปุราณะทั้งหลาย

โดยเฉพาะพระศิวะปุราณะ

ซึ่งท่านสามารถเล่าได้เป็นวัน ๆ โดยแทบไม่ต้องหยุดพัก

คุรุองค์นี้ก็สอนผมในทำนองเดียวกัน

ก่อนจะกราบพระศิวะ

จงรู้ก่อนว่าพระศิวะคือใคร

ก่อนจะกราบพระวิษณุ

จงรู้ก่อนว่าพระวิษณุสอนอะไร

ก่อนจะกราบเทพองค์ใด

จงรู้ก่อนว่ามนุษย์เคารพท่านเพราะเหตุใด

คำสอนเหล่านี้

ทำให้ผมค่อย ๆ เข้าใจว่า

การบูชา

ไม่ใช่การสะสม

และศรัทธา

ไม่ใช่การแข่งขัน

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ผมพบเห็นผู้คนจำนวนมาก

สะสมรูปเคารพ

สะสมวัตถุมงคล

สะสมเทพเจ้า

สะสมพระพุทธรูป

จนเต็มบ้าน

เต็มห้อง

เต็มหิ้งบูชา

บางคนมีครบทุกองค์

บางคนมีครบทุกศาสนา

บางคนมีครบทุกความเชื่อ

แต่เมื่อถามว่า

ท่านผู้นั้นคือใคร

สอนอะไร

มีที่มาอย่างไร

กลับตอบไม่ได้

รู้เพียงว่า

คนอื่นบูชา

จึงบูชาตาม

รู้เพียงว่า

คนอื่นบอกว่าดี

จึงทำตาม

รู้เพียงว่า

เขาว่าศักดิ์สิทธิ์

จึงศรัทธา

โดยไม่เคยศึกษาให้เข้าใจ

เมื่อเติบโตขึ้น

ผมจึงพบว่า

คุรุทั้งสององค์

แม้มาจากคนละคัมภีร์

คนละวัฒนธรรม

และคนละความเชื่อ

แต่กลับสอนเรื่องเดียวกัน

คือ

อย่าเชื่อเพราะคนอื่นเชื่อ

อย่าบูชาเพราะคนอื่นบูชา

และอย่าศรัทธาเพียงเพราะเขาบอกว่าศักดิ์สิทธิ์

จงศึกษา

จงตั้งคำถาม

จงใช้สติปัญญา

เพราะศรัทธาที่มีปัญญา

นำไปสู่ความเจริญ

แต่ศรัทธาที่ปราศจากปัญญา

มักนำไปสู่อวิชชา

และอวิชชาในคราบของศรัทธา

มนุษย์มักเรียกมันว่า

ความงมงาย

ราชะ ตันตระ
19/06/2569