หินสี

หินสี

ในห้องเรียนไม้หลังเดิมของคืนวันพฤหัสบดี คุรุยังคงสั่งสอนวิชาความรู้ต่าง ๆ เหมือนเช่นทุกสัปดาห์

แต่สำหรับเด็กน้อยคนหนึ่ง บางครั้งบทเรียนเหล่านั้นก็ดูน่าเบื่อไม่น้อย

มีหลายครั้งที่ผมนั่งเหม่อมองเปลวไฟในตะเกียง

หลายครั้งขีดเขียนเล่นอยู่บนโต๊ะ

และหลายครั้งปล่อยให้สายตาลอยออกไปนอกห้องเรียน

ด้านนอกเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้ประหลาด

ลำต้นของมันเป็นสีทองราวกับหล่อขึ้นจากโลหะ

ใบไม้สีม่วงแดงพลิ้วไหวอยู่เหนือทุ่งหญ้าสีเดียวกัน

พื้นดินทั้งผืนมีประกายระยิบระยับราวกับมีผงแร่ละเอียดปะปนอยู่ทั่วบริเวณ

และสิ่งที่ดึงดูดสายตาผมมากที่สุด คือหินใสหลากสีที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วลานนั้น

บางก้อนสีแดงดุจเปลวเพลิง

บางก้อนสีเขียวสดใส

บางก้อนสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน

บางก้อนใสจนแทบมองไม่เห็น

ทุกครั้งที่แสงส่องกระทบ หินเหล่านั้นจะเปล่งประกายระยิบระยับจนผมเผลอลืมบทเรียนตรงหน้าไปเสียบ่อยครั้ง

วันหนึ่งผมจึงถามคุรุว่า

“ทำไมหินสีพวกนี้ถึงมีเยอะแยะไปหมด”

คุรุยิ้ม

ก่อนจะตอบว่า

“หินสีเหล่านี้ โลกของเอ็งเรียกว่าอัญมณี”

“มีพลัง มีอำนาจ มีค่า และมีราคา”

“แต่สำหรับที่นี่ มันก็เป็นเพียงหิน”

ผมนั่งฟังอย่างไม่เข้าใจนัก

คุรุจึงหัวเราะเบา ๆ

แล้วกล่าวต่อ

“หากให้ค่าก็มีค่า”

“หากให้ราคาก็มีราคา”

ในวันนั้นผมยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

แต่กลับจดจำมันได้แม่นยำกว่าบทเรียนอื่นใดในคืนนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ผมเริ่มสังเกตว่าอัญมณีอยู่รอบตัวมนุษย์แทบทุกแห่ง

อยู่บนเครื่องประดับของผู้คน

อยู่บนเทวรูป

อยู่บนรูปเคารพ

และแม้แต่คุรุบางองค์เองก็ประดับอัญมณีหลากสีไว้อย่างงดงาม

ความสนใจในวัยเด็กจึงค่อย ๆ กลายเป็นความหลงใหล

ผมเริ่มอ่านหนังสือ

เริ่มศึกษาตำรา

เริ่มสอบถามผู้รู้

รวมถึงญาติพี่น้องที่ประกอบธุรกิจค้าเพชรและค้าพลอย

ยิ่งศึกษา

ก็ยิ่งพบว่า

มนุษย์พยายามอธิบายหินสีเหล่านี้ด้วยศาสตร์มากมาย

ทั้งทางวิทยาศาสตร์

ทั้งทางความเชื่อ

ทั้งทางศาสนา

ทั้งทางไสยศาสตร์

บางคนมองว่าเป็นเพียงแร่ธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

บางคนมองว่าเป็นภาชนะสะสมพลังของธรรมชาติ

บางคนมองว่าเป็นเครื่องราง

และบางคนมองว่าเป็นเพียงสินค้าสำหรับซื้อขาย

ยิ่งศึกษา

ผมก็ยิ่งพบว่า

หินชนิดเดียวกัน

สีเดียวกัน

ชื่อเดียวกัน

บางครั้งกลับให้ผลกับผู้คนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บางคนใส่แล้วเจริญรุ่งเรือง

บางคนใส่แล้วไม่เกิดอะไรขึ้น

บางคนชื่นชอบมันอย่างมาก

ขณะที่บางคนกลับรู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เคยเชื่อว่าหินชนิดใดจะเหมาะกับทุกคน

เหมือนที่ไม่มียาหรืออาหารชนิดใดเหมาะกับมนุษย์ทุกคนเช่นกัน

แต่หากมองย้อนกลับไป

ความหลงใหลเหล่านี้อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคุรุเพียงอย่างเดียว

มันอาจเริ่มต้นจากคุณพ่อของผมด้วยเช่นกัน

ในวัยเด็กครั้งหนึ่ง

ผมเคยขอให้คุณพ่อซื้อแหวนอัญมณีให้สักวง

แต่ท่านส่ายหน้า

แล้วบอกว่า

“แหวนเพชรแหวนพลอยเป็นของผู้หญิง”

“ผู้ชายเขาไม่ใส่กัน”

จากนั้นท่านจึงเดินไปค้นของในตู้เก็บของภายในบ้าน

แล้วนำเหรียญหลวงปู่โต๊ะเลี่ยมทององค์หนึ่งมาให้ผมแทน

เป็นเรื่องน่าขำอยู่ไม่น้อย

เพราะคุณพ่อไม่ได้เป็นคนที่ศรัทธาหรือสนใจเรื่องพระเครื่องเป็นพิเศษ

แต่กลับเก็บพระองค์นั้นเอาไว้

อาจเพราะเป็นของดี

อาจเพราะมีมูลค่า

หรืออาจเพราะเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่เคยมีโอกาสถาม

คุณพ่อเป็นคนเรียบง่าย

เสื้อเชิ้ตเก่าๆ ตัวเดิมๆ

กางเกงผ้าสีซีด

เข็มขัดหนังธรรมดา

รองเท้าแตะหนังคู่เดิม

ทั้งตัวแทบไม่มีเครื่องประดับใดเลย

ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว

คือนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนสแตนเลสที่ท่านรักมาก

เนื่องจากข้อมือของท่านเล็ก

นาฬิกาจึงมักเลื่อนหลวมอยู่เสมอ

ทุกครั้งก่อนจุดบุหรี่สูบ

ผมจะเห็นท่านเขย่าข้อมือเบา ๆ

ให้นาฬิกาเลื่อนกลับลงมาตรงตำแหน่งเดิม

ก่อนยกมือซ้ายขึ้นมาป้องเปลวไฟ

ส่วนมือขวาถือไฟแช็กดูปองต์สีทอง

เมื่อเปิดฝาออก

จะมีเสียงดัง

“ป๊อง”

เสียงนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของผมจนถึงทุกวันนี้

เวลาผ่านไป

ผมกลายเป็นนักสะสมอัญมณี

กลายเป็นผู้สวมใส่อัญมณี

กลายเป็นนักสะสมนาฬิกา

กลายเป็นนักสะสมเทวรูป และพระเครื่องพระบูชา

และมีของสะสมอื่นๆมากมายกว่าที่เด็กชายในวันนั้นจะเคยจินตนาการได้

แต่ยิ่งมีมากขึ้นเท่าไร

ผมกลับยิ่งเข้าใจคำพูดของคุรุมากขึ้นเท่านั้น

คุณค่ากับราคา

ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

คุณพ่อจากไปในปี พ.ศ. 2531

นับถึงวันที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็เป็นเวลาเกือบสี่สิบปีแล้ว

แต่นาฬิกาเรือนนั้นยังคงอยู่

ไม่ใช่เพราะมันเป็นโรเล็กซ์

ไม่ใช่เพราะมันมีราคา

แต่เพราะมันเป็นนาฬิกาของพ่อ

หินก้อนเดียวกัน

บางคนเห็นเป็นทรัพย์สิน

บางคนเห็นเป็นเครื่องราง

บางคนเห็นเป็นของสะสม

และบางคนเห็นเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา

นาฬิกาเรือนเดียวกันก็เช่นกัน

บางคนเห็นเป็นสินทรัพย์

บางคนเห็นเป็นของหรูหรา

แต่สำหรับผม

มันคือความทรงจำ

และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาได้

ทุกวันนี้ผมยังคงศึกษา

ยังคงสะสม

และยังคงสวมใส่อัญมณีอยู่เช่นเดิม

แต่ไม่ได้มองมันเหมือนเมื่อครั้งวัยเด็กอีกแล้ว

เพราะท้ายที่สุด

คุณค่าของสิ่งใดก็ตาม

ไม่ได้อยู่ที่ตัวสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ความหมายที่มนุษย์มอบให้กับมัน

ดังที่คุรุเคยสอนผมไว้ตั้งแต่วัยเยาว์

“หากให้ค่าก็มีค่า”

“หากให้ราคาก็มีราคา”

ราชะ ตันตระ
18/06/2569