ภาระ

ภาระ
ตั้งแต่ได้พบกับคุรุตอนเด็ก ๆ
ผมก็ใฝ่ฝันอยากมีรูปเคารพเอาไว้กราบไหว้บูชา เป็นที่พึ่งทางใจเช่นเดียวกับคนอื่นบ้าง
แต่บ้านของผมเป็นบ้านคนจีนยุคเก่า
คุณพ่อไม่เชื่อและไม่ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ
นอกจากการไหว้บรรพชนตามขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา
ในบ้านไม่มีหิ้งพระ
ไม่มีห้องพระ
ไม่มีพระบูชา
มีเพียงคุณแม่ที่คอยสนับสนุนอยู่เงียบ ๆ เบื้องหลัง
โดยไม่สามารถออกหน้าออกตาได้มากนัก
วันหนึ่งคุณแม่ไปหารูปปั้นเล็ก ๆ องค์หนึ่งมาให้
เป็นพระรูปร่างอ้วน ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
คนจีนเรียกกันว่า พระอาจารย์ถุงย่าม
แบบที่บ้านคนจีนนิยมตั้งไว้เป็นมงคล
แล้วนำมาให้ผมตั้งไว้ในห้อง
เป็นอันรู้กันระหว่างแม่กับลูก
แม้จะเริ่มโตขึ้น
แต่ด้วยความที่บ้านเป็นอาคารพาณิชย์ค่อนข้างคับแคบ
ผมก็ยังไม่มีพื้นที่สำหรับตั้งรูปเคารพใด ๆ อย่างจริงจัง
ในละแวกบ้านมีเพื่อนสนิทของคุณแม่อยู่คนหนึ่ง
เป็นอาคารพาณิชย์สองชั้น
ผมเรียกแกว่าป้าหมู
เพราะชื่อเล่นของแกคือหมู
ป้าหมูอายุมากกว่าคุณแม่
และเอ็นดูผมเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง
เมื่อทราบว่าผมชอบสะสมรูปเคารพ
แกจึงอาสาว่า
หากอยากบูชาองค์ใด
ก็นำมาตั้งไว้ที่บ้านแกได้
แกยอมให้ใช้พื้นที่หน้าห้องนอนชั้นสอง
บริเวณหัวบันไดก่อนเข้าห้อง
พื้นที่เล็ก ๆ ราวสิบตารางเมตร
แต่สำหรับผมในเวลานั้น
มันกว้างใหญ่ราวกับวิหาร
ผมจึงค่อย ๆ เก็บเงิน
ค่อย ๆ สะสม
ค่อย ๆ ตามหาสิ่งที่ตนเองรัก
ในยุคนั้นรูปเคารพที่ทำจากปูนหรือเรซินหาได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะย่านเสาชิงช้าที่ผมอาศัยอยู่
ราคาไม่สูงนัก
แต่หากเป็นเทวรูปนำเข้าจากอินเดีย เนปาล หรือทิเบต
ยังถือเป็นของหายาก
และมีราคาสูงมาก
ผมรู้แหล่งขายอยู่บ้างในย่านพาหุรัด
แต่ส่วนใหญ่ได้แต่เดินดู
แล้วก็เดินกลับ
กว่าจะเก็บเงินได้พอสำหรับเทวรูปองค์แรก
ใช้เวลาหลายเดือน
เทวรูปองค์แรกนั้น
เป็นงานทองเหลืองนำเข้าจากประเทศอินเดีย
ผมกับหุ้นส่วนชีวิตช่วยกันเก็บเงิน
แล้วเดินทางไปเช่าบูชาที่ร้านกุลดิปในย่านพาหุรัด
ราคา 1,501 บาท
ตัวเทวรูปจริงราคา 1,500 บาท
แต่ทางร้านมีภาชนะวางอยู่หนึ่งใบ
เจ้าของร้านบอกว่า
ต้องเพิ่มอีก 1 บาท
เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปรวบรวมทำบุญตามความเชื่อของร้าน
เทวรูปองค์นั้น
คือพระพิฆเนศปางประทับเอนพิงหมอนอิง
ทุกวันนี้ยังอยู่กับหุ้นส่วนชีวิตของผม
และยังได้รับการสรงสนานอาบน้ำทุกปี
ในวันที่ 8 สิงหาคม
ซึ่งเป็นวันที่เราบูชาท่านมา
หากถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569 นี้
พระองค์ท่านจะอยู่กับพวกเราครบ 40 ปีพอดี
จากหนึ่งองค์
ค่อย ๆ เพิ่มเป็นสององค์
จากสององค์
ค่อย ๆ เพิ่มเป็นสิบองค์
และมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา
อาจเป็นเพราะตอนเด็ก
อยากได้แต่ไม่มีโอกาสได้
เมื่อเติบโตขึ้น
มีกำลังมากขึ้น
จึงยิ่งสะสมมากขึ้น
จนหุ้นส่วนชีวิตของผมใช้คำว่า
บ้าคลั่ง
ซึ่งหากมองย้อนกลับไป
ก็คงไม่ผิดนัก
วันหนึ่ง
เราสองคนไปร่วมงานสวดอภิธรรมของญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
และได้ยินคำพูดที่คุ้นหู
ขอให้ไปอยู่ในที่ที่ชอบ
ระหว่างขากลับ
เราแวะรับประทานอาหารด้วยกัน
แล้วนั่งหัวเราะ
พร้อมถามกันว่า
ทำไมคนเราชอบพูดว่า
ขอให้ไปอยู่ในที่ที่ชอบ
ตอนเสียชีวิตแล้ว
แล้วทำไมไม่ให้เขาอยู่ในที่ที่ชอบ
ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่
เรานั่งหัวเราะกันอยู่พักใหญ่
ก่อนจะตกลงกันว่า
อย่าขังกันไว้เลย
ใครชอบอะไร
ก็ไปทำสิ่งนั้นเถอะ
ชีวิตคนเราสั้นกว่าที่คิด
ผมชอบหนัง
เธอชอบเพลง
เธอนอนหัวค่ำ
ผมนอนดึก
รสนิยมและวิถีชีวิตแตกต่างกัน
สุดท้ายเมื่อมีพื้นที่มากขึ้น
เราจึงแยกห้องอยู่
ต่อมาย้ายเป็นคนละหลัง
แม้อยู่ในรั้วเดียวกัน
แต่ต่างคนต่างมีพื้นที่ของตนเอง
มีอิสระของตนเอง
ไม่ผูกมัดกันเกินจำเป็น
แต่ยังดูแลและห่วงใยกันเหมือนเดิม
จนในปี 2569 นี้
เราจะอยู่ร่วมกันครบ 40 ปีแล้ว
เธอชอบอะไรก็ซื้อของเธอ
ผมชอบอะไรก็ซื้อของผม
ต่างคนต่างสะสม
ต่างคนต่างหาความสุขในแบบของตนเอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง
เธอเดินข้ามมาที่บ้านฝั่งผม
เพื่อคุยเรื่องงาน
เธอมองไปรอบ ๆ บ้าน
แล้วพูดขึ้นมาว่า
“อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่เลิกสะสมเทวรูปอีกหรือ”
ผมหัวเราะ
แต่เธอพูดต่อว่า
“หากวันหนึ่งพวกเราจากไปแล้ว
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นภาระของลูกหลาน”
ตอนนั้นผมฟังผ่าน ๆ
ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
แต่คืนนั้น
หลังจากนั่งสมาธิเสร็จเรียบร้อย
คำพูดนั้นกลับย้อนขึ้นมาในใจอีกครั้ง
ผมนั่งคิดอยู่เงียบ ๆ
แล้วนึกถึงคำสอนของคุรุ
ที่เคยสอนไว้ว่า
จงแยกสิ่งของรอบตัวออกเป็น
สิ่งที่จำเป็น
และสิ่งที่ไม่จำเป็น
จงแยกทรัพย์สินออกเป็น
สิ่งที่มีค่า
และสิ่งที่มีราคา
สิ่งที่จำเป็น
คือสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
หากสิ่งใดไม่ได้ใช้
ไม่ได้จับ
ไม่ได้มอง
ติดต่อกันเกินหนึ่งปี
สิ่งนั้นอาจไม่จำเป็นอีกแล้ว
ส่วนสิ่งที่มีค่า
ไม่จำเป็นต้องมีราคา
อาจเป็นเพียงความทรงจำ
หรือความผูกพันทางใจ
แต่สิ่งที่มีราคา
ก็ควรถามตัวเองให้ชัดว่า
ซื้อไว้เพื่อใช้
เพื่อออม
เพื่อลงทุน
หรือเพื่ออวดให้ผู้อื่นเห็น
คืนนั้น
ผมไม่ได้เข้านอนทันที
แต่ค่อย ๆ เดินดูสิ่งของรอบตัวทีละชิ้น
บางชิ้นอยู่กับผมมาห้าสิบกว่าปี
บางชิ้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมา
บางชิ้นได้มาด้วยเงินเก็บก้อนแรกในชีวิต
บางชิ้นเป็นของที่ได้รับจากคนซึ่งวันนี้ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
ผมเดินผ่านเทวรูปองค์แล้วองค์เล่า
ผ่านพระพุทธรูปที่เคยตั้งใจไปเช่าบูชาด้วยตนเอง
ผ่านของสะสมที่เคยเฝ้าตามหามาหลายชิ้น
ในอดีต
เวลาเดินดูของเหล่านี้
ผมมักถามตัวเองว่า
ยังขาดอะไรอีกหรือไม่
ยังมีองค์ไหนที่อยากได้อีกหรือเปล่า
แต่ในคืนนั้น
เป็นครั้งแรก
ที่ผมถามตัวเองว่า
หากวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว
องค์ใดควรอยู่ต่อ
และองค์ใดควรจากไป
หากไม่มีผมคอยปัดฝุ่น
ไม่มีผมคอยดูแล
ไม่มีผมคอยอธิบายที่มา
สิ่งเหล่านี้จะยังเป็นของมีค่า
หรือจะกลายเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่มีใครเข้าใจ
ในวินาทีนั้นเอง
ผมจึงเริ่มเข้าใจคำว่า
ภาระ
ภาระไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้สิน
ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา
และไม่จำเป็นต้องเป็นความทุกข์
บางครั้ง
ภาระ
อาจเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุด
จนไม่ทันสังเกตว่า
เรากำลังฝากหน้าที่ดูแลมันเอาไว้กับคนอื่น
โดยไม่รู้ตัว
ทุกวันนี้
ผมยังรักเทวรูปเหมือนเดิม
ยังศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม
ยังเห็นคุณค่าของของสะสมเหมือนเดิม
แต่ผมเริ่มเรียนรู้แล้วว่า
การครอบครอง
ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต
และการปล่อยวาง
ก็ไม่ได้หมายถึงการเลิกรัก
บางครั้ง
การจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของความรับผิดชอบ
ที่เราควรมอบให้แก่คนที่เรารัก
ก่อนวันที่เราจะไม่มีโอกาสทำมันอีกต่อไป
ทุกวันนี้ผมกับหุ้นส่วนชีวิตจึงมีข้อตกลงร่วมกัน
สิ่งใดที่เป็นภาระต่อลูกหลาน
ให้จำหน่ายจ่ายโอนออกไปเสียให้หมด
ไม่ต้องเก็บไว้เพราะความเกรงใจ
ไม่ต้องเก็บไว้เพราะความเสียดาย
เพราะสุดท้ายแล้ว
เมื่อถึงวันเวลาของเรา
ไม่มีใครนำสิ่งใดติดตัวไปได้
หากผมซึ่งเป็นนักสะสมแบบบ้าคลั่ง
ยังยอมวางได้
แล้วท่านทั้งหลายล่ะ
เริ่มทำความเข้าใจ
และยอมปล่อยวางบ้างแล้วหรือยัง
“เพราะ บางครั้ง การปล่อยวาง ไม่ใช่การทิ้งสิ่งที่เรารัก แต่คือการจัดการสิ่งที่เรารัก ให้เรียบร้อย ก่อนจากไป“
ราชะ ตันตระ
17/06/2569