วสันตวิษุวัต

วสันตวิษุวัต
คืนหนึ่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
อากาศในห้องเรียนโดยปกติมักเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาว แต่คืนนี้
มีลมอ่อน ๆ พัดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าเข้ามาในห้องเรียน
พากลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นดอกไม้ป่าจาง ๆ ลอยเข้ามาด้วย
คุรุนั่งอยู่บนที่นั่งประจำของท่านเช่นเดิม
ส่วนผมนั่งอยู่เบื้องหน้า
รอคอยบทเรียนในค่ำคืนนี้
ท่านมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันกลับมาถามผม
“เอ็งเคยเห็นต้นไม้ต้นไหนออกดอกเพราะมันพยายามไหม”
ผมส่ายหน้า
คุรุยิ้ม
“ถูกต้อง”
“ต้นไม้ไม่ได้พยายามออกดอก”
“มันเพียงแค่ถึงฤดูกาลของมัน”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
“เมื่อถึงเวลา”
“เมล็ดก็แตกหน่อ”
“ใบไม้ก็ผลิใบ”
“ดอกไม้ก็ผลิบาน”
“ไม่ต้องเร่ง”
“ไม่ต้องฝืน”
“และไม่ต้องแข่งขันกับใคร”
ท่านหยุดเล็กน้อย
ก่อนกล่าวต่อ
“มนุษย์กลับทำตรงกันข้าม”
“บางคนอยากออกผลทั้งที่ยังไม่เติบโต”
“บางคนอยากเป็นต้นไม้ใหญ่ทั้งที่ยังเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์”
“บางคนเห็นคนอื่นออกดอกก็เกิดความอิจฉา”
“แล้วลืมไปว่าแต่ละชีวิตมีฤดูกาลของตนเอง”
ผมก้มหน้าคิดตามคำพูดของท่าน
คุรุจึงกล่าวต่อ
“นี่คือเหตุผลที่วันนี้ข้าจะบอกความสำคัญของวันวสันตวิษุวัต”
“วันที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน”
“วันที่แสงสว่างและความมืดอยู่ในสมดุล”
“และเป็นวันที่ธรรมชาติเริ่มตื่นจากการหลับใหล”
จากนั้นท่านจึงเล่าถึงพระผู้เป็นเจ้าพระองค์หนึ่ง
ซึ่งชาวบ้านในชนบทต่างรักและผูกพันกับพระองค์อย่างยิ่ง
พระองค์มิได้ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ
มิได้ทรงถืออาวุธอันน่าเกรงขาม
และมิได้ปรากฏในรูปของนักรบผู้ยิ่งใหญ่
แต่ทรงเป็นเพียงเด็กเลี้ยงวัวคนหนึ่ง
ผู้ถือขลุ่ยอยู่ในมือ
พระนามว่า
โคปาล
คุรุเล่าว่า
ในวัยเยาว์
พระกฤษณะทรงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ฝูงวัว สายน้ำ และธรรมชาติ
เสียงขลุ่ยของพระองค์มิได้เรียกกองทัพ
แต่มันเรียกหัวใจของผู้คน
เรียกฝูงสัตว์
เรียกเสียงหัวเราะ
เรียกความรัก
และเรียกชีวิตให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง
“เอ็งรู้ไหม”
คุรุถามขึ้น
“เหตุใดผู้คนจึงรักพระโคปาล”
ผมส่ายหน้า
ท่านจึงตอบเอง
“เพราะพระองค์ทำให้ทุกสิ่งเติบโต”
“ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง”
“แต่ด้วยความรัก”
ท่านหยิบเมล็ดพืชเมล็ดเล็ก ๆ ขึ้นมาจากถุงผ้าใบหนึ่ง
แล้ววางลงบนฝ่ามือ
“เอ็งดูเมล็ดนี้”
“มันไม่เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นต้นอะไร”
“มันไม่เคยเปรียบเทียบตัวเองกับต้นไม้อื่น”
“มันเพียงเติบโตไปตามธรรมชาติของมัน”
“และนั่นคือเหตุผลที่มันสามารถออกดอกออกผลได้”
คุรุหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง
ราวกับกำลังฟังเสียงบางอย่างจากภายนอก
ก่อนกล่าวต่อ
“พระโคปาลไม่ได้สอนให้มนุษย์เก่งกว่าคนอื่น”
“ไม่ได้สอนให้ร่ำรวยกว่าคนอื่น”
“ไม่ได้สอนให้มีอำนาจเหนือคนอื่น”
“แต่สอนให้มนุษย์เป็นตัวของตนเองอย่างสมบูรณ์”
“เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กลายเป็นต้นไม้”
“เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานเมื่อถึงเวลา”
“เหมือนฤดูใบไม้ผลิที่กลับมาเยือนทุกปี”
เมื่อเล่าจบ
คุรุมองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่าง
ซึ่งในคืนนั้นไม่ได้ดูมืดมนเหมือนคืนอื่น ๆ
เพราะมีแสงจันทร์อ่อน ๆ ส่องลงมายังพื้นดิน
ท่านกล่าวขึ้นเบา ๆ
“อย่ารีบออกดอก”
“หากรากยังไม่แข็งแรง”
“อย่ารีบออกผล”
“หากลำต้นยังไม่มั่นคง”
“และอย่าเสียใจ”
“หากวันนี้ยังไม่ใช่ฤดูกาลของเรา”
ท่านยิ้ม
ก่อนกล่าวเป็นประโยคสุดท้าย
“เพราะเมื่อถึงเวลา”
“สิ่งที่ควรผลิบาน”
“ย่อมผลิบานเอง”
คืนนั้น
ผมนั่งเงียบอยู่ในห้องเรียนไม้เก่า
ฟังเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ภายนอก
และเริ่มเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า
เหตุใดผู้คนจึงเฝ้ารอการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ
ไม่ใช่เพราะดอกไม้สวยงาม
แต่เพราะมันเตือนให้ระลึกว่า
ชีวิตทุกชีวิต
มีฤดูกาลของตนเอง
เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ด
ที่กำลังรอวันผลิบานอยู่ภายใน
ราชะ ตันตระ
16/06/2569