13 ผี

 

13 ผี

หลังจากบรมครูเกศเก้าพูดจบ

ห้องเรียนก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

มีเพียงเสียงใบไม้ไหว และน้ำหยด ดังจากนอกหน้าต่าง

และเสียงเคี้ยวหมากช้า ๆ ของท่าน

ผมนั่งมองคำทั้งห้าบนกระดาน

สังขาระวิญญาณ

วิญญะวิญญาณ

จิตตะวิญญาณ

ดวงจิต

สะพานเชื่อมสังขาร

ยิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจ

เพราะตั้งแต่เด็กจนโต

ผมเคยได้ยินคนพูดถึงผี

แต่ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย

บรมครูเกศเก้ามองสีหน้าของผม

แล้วหัวเราะเบา ๆ

“งงล่ะสิ”

“ครับ”

“ดี”

“ถ้ายังไม่งง”

“แสดงว่ายังไม่ได้เรียนอะไรใหม่”

ท่านหยิบไม้เท้าขึ้นมา

แล้วใช้ปลายไม้เท้าชี้ไปที่คำว่า

สังขารวิญญาณ

“จำเอาไว้”

“ผีชนิดแรก”

“มีแค่นี้”

“สังขาระวิญญาณอย่างเดียว”

ผมขมวดคิ้ว

ท่านจึงอธิบายต่อ

“เหมือนรอยเท้าบนดิน”

“คนเดินไปแล้ว”

“แต่รอยยังอยู่”

“มันไม่มีความคิด”

“ไม่มีความจำ”

“ไม่มีการรับรู้”

“แค่ทำสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมา”

“บางแห่งที่คนเห็นเงาเดินผ่านทุกคืน”

“เห็นคนเดิมเดินขึ้นบันได”

“เดินลงบันได”

“ซ้ำอยู่แบบนั้นเป็นสิบปี”

“ส่วนใหญ่เป็นผีชนิดนี้”

จากนั้นปลายไม้เท้าจึงเลื่อนไปอีกตำแหน่ง

“ชนิดที่สอง”

“มีสังขารวิญญาณ”

“กับสะพานเชื่อมสังขาร”

“เริ่มส่งผลต่อสถานที่ได้”

“แต่ยังไม่มีความคิด”

“บ้านบางหลัง”

“เข้าไปแล้วอึดอัด”

“บางแห่งเดินผ่านแล้วขนลุก”

“บางแห่งทำให้คนรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมอง”

“ทั้งที่ไม่มีใครอยู่”

“หลายครั้งเป็นเพราะสิ่งนี้”

ท่านหยุดเล็กน้อย

ก่อนกล่าวต่อ

“ชนิดที่สาม”

“มีสังขาระวิญญาณ”

“กับวิญญะวิญญาณ”

“เริ่มรับรู้ได้”

“แต่ยังคิดไม่เป็น”

“เหมือนเด็กแรกเกิด”

“เห็น”

“ได้ยิน”

“รับรู้”

“แต่ยังไม่เข้าใจ”

ผมพยักหน้าช้า ๆ

เริ่มมองเห็นภาพตามที่ท่านอธิบาย

“ชนิดที่สี่”

“มีทั้งสังขาระ”

“มีทั้งการรับรู้”

“และมีสะพานเชื่อม”

“จึงเริ่มปรากฏตัวได้”

“คนจึงเริ่มเห็น”

“เริ่มได้ยิน”

“เริ่มสัมผัสได้”

“แต่ยังไม่มีตัวตนแท้จริง”

ท่านเคาะไม้เท้าลงกับพื้นเบา ๆ

หนึ่งครั้ง

“ชนิดที่ห้า”

“เริ่มมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้น”

“ขยับของได้”

“ส่งเสียงได้”

“เคาะกำแพงได้”

“เปิดปิดประตูได้”

ผมรีบถาม

“นั่นคือผีหลอกคนใช่ไหมครับ”

บรมครูเกศเก้าหัวเราะเสียงดัง

“เอ็งนี่ก็คิดแต่เรื่องหลอก”

“คนเป็นหลอกกันเองทุกวัน”

“ยังน่ากลัวกว่าผีอีก”

ผมหัวเราะตาม

แม้จะไม่แน่ใจว่าท่านพูดเล่นหรือพูดจริง

จากนั้นน้ำเสียงของท่านจึงจริงจังขึ้น

“ชนิดที่หก”

“เริ่มมีจิตตะวิญญาณ”

“เริ่มมีความต้องการ”

“ชนิดที่เจ็ด”

“เริ่มมีความชอบ”

“มีความไม่ชอบ”

“ชนิดที่แปด”

“เริ่มจดจำ”

“เริ่มเรียนรู้”

“เริ่มสะสมประสบการณ์”

ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ

เพราะเริ่มรู้สึกว่าผีเหล่านี้

กำลังค่อย ๆ มีชีวิตขึ้นมา

“ชนิดที่เก้า”

บรมครูเกศเก้าพูดช้าลง

“เริ่มรักได้”

“เริ่มเกลียดได้”

“เริ่มอาลัยได้”

“เริ่มอาฆาตได้”

“เริ่มเมตตาได้”

“และเริ่มพยาบาทได้”

ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนกล่าวต่อ

“ชนิดนี้”

“อันตรายกว่าชนิดอื่น”

“เพราะเริ่มเหมือนคน”

คำพูดนั้นทำให้ผมนิ่งคิดอยู่พักใหญ่

เพราะตลอดชีวิต

ผมเคยกลัวผี

แต่ไม่เคยคิดว่าการที่ผีเริ่มเหมือนคน

จะเป็นเรื่องน่ากลัว

“ชนิดที่สิบ”

“เริ่มมีดวงจิต”

“รู้ว่าตนเองเป็นใคร”

“ชนิดที่สิบเอ็ด”

“มีตัวตนชัดเจน”

“ตัดสินใจเองได้”

“ชนิดที่สิบสอง”

“มีปัญญา”

“มีการเรียนรู้”

“มีการพัฒนา”

“สามารถเลือกทางเดินของตนเองได้”

จากนั้นท่านใช้ชอล์กวงรอบเลขสิบสาม

แล้วพูดช้า ๆ

“ชนิดที่สิบสาม”

“มีครบทุกอย่าง”

“สังขารวิญญาณ”

“วิญญะวิญญาณ”

“จิตตะวิญญาณ”

“ดวงจิต”

“สะพานเชื่อมสังขาร“

“สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาผีทั้งหมด”

ผมจ้องตัวเลขบนกระดาน

ก่อนถามคำถามที่ค้างอยู่ในใจ

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ”

บรมครูเกศเก้ายิ้ม

ก่อนตอบ

“หลังจากนั้น”

“ก็ไม่เรียกว่าผีแล้ว”

ท่านลุกขึ้น

เดินไปที่กระดาน

แล้วเขียนคำอีกคำหนึ่ง

โอปปาติกะ

ผมมองคำนั้น

โดยไม่เข้าใจความหมาย

แต่บรมครูเกศเก้าไม่ได้อธิบายต่อ

ท่านเพียงวางชอล์กลง

หยิบไม้เท้าของท่านขึ้นมา

แล้วกล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว

“อย่ากลัวผี”

“จงกลัวการใช้ชีวิตโดยไม่เข้าใจตนเอง”

“เพราะสุดท้ายแล้ว”

“สิ่งที่กำหนดว่าเราจะเป็นอะไรหลังความตาย”

“ไม่ใช่ผี”

“แต่เป็นชีวิตที่เราใช้ในวันนี้”

คืนนั้น

ผมเดินออกจากห้องเรียนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมองผี

ไม่ใช่ในฐานะสิ่งน่ากลัว

แต่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการดำรงอยู่

และเป็นครั้งแรกเช่นกัน

ที่ผมเริ่มเข้าใจว่า

ความตายอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด

แต่อาจเป็นเพียงประตูอีกบานหนึ่ง

ที่นำไปสู่การเดินทางครั้งใหม่ของจิตและวิญญาณ

ราชะ ตันตระ
15/06/2569