ผี

ผี
ผมเคยพบคุรุหลายพระองค์ในช่วงวัยเยาว์
บางพระองค์สอนเรื่องสมาธิ
บางพระองค์สอนเรื่องจิต
บางพระองค์สอนเรื่องกรรม
แต่หากกล่าวถึงเรื่องภูตผี วิญญาณ คุณไสย และสิ่งลี้ลับต่าง ๆ
มีคุรุอยู่พระองค์หนึ่งที่ผมนึกถึงเป็นลำดับแรกเสมอ
ท่านมีนามว่า
บรมครูเกศเก้า
แม้จะได้รับการยกย่องเป็นบรมครู
แต่ในสายการศึกษาของผม
ท่านยังไม่จัดอยู่ในชั้นเมธีเช่นเดียวกับคุรุบางพระองค์ที่ผมเคยเรียนด้วย
มิใช่เพราะความสามารถน้อยกว่า
หากแต่เพราะท่านเลือกศึกษาวิชาอย่างกว้างขวาง
จนแตกแขนงออกไปในศาสตร์จำนวนมาก
โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภูตผี วิญญาณ อาถรรพ์ และคุณไสย
ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งจนน่าอัศจรรย์
ทุกครั้งที่ท่านเดินเข้ามาในห้องเรียน
ผมจะรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเงยหน้ามอง
เสียงปลายไม้เท้าที่กระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะช้า ๆ
ก้องอยู่ในความเงียบ
ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะปรากฏตัวขึ้น
ท่านสวมชุดสีขาวอยู่เสมอ
นุ่งผ้าทอลายวิจิตรจีบหน้านาง
พาดสไบสีขาวไว้บนบ่า
หลังงองุ้มเล็กน้อยตามวัย
ในมือถือไม้เท้าประหลาด
ส่วนยอดแกะสลักเป็นงูสองตัวพันไขว้กัน
ดวงตาของท่านคมกริบและดุดัน
จนบางครั้งผมรู้สึกว่าท่านมองทะลุเข้าไปถึงความคิดของคนได้
ที่มุมปากทั้งสองข้างมีเขี้ยวเล็ก ๆ โผล่พ้นริมฝีปากออกมา
นิ้วก้อยไว้เล็บยาว
ริมฝีปากเขียวคล้ำจากหมากที่เคี้ยวอยู่ตลอดเวลา
ส่วนทรงผมของท่านนั้นแปลกจนยากจะอธิบาย
และเป็นทรงผมที่ผมไม่เคยพบเห็นจากผู้ใดอีกเลยในชีวิต
ท่านเป็นคนเงียบ
พูดน้อย
แต่ทุกคำที่พูดชัดเจน หนักแน่น และตรงประเด็น
ไม่มีคำใดพูดเล่น
ไม่มีคำใดพูดทิ้งเปล่า
คืนนั้น
หลังจากเดินเข้ามาในห้องเรียน
ท่านไม่ได้เริ่มสอนทันที
แต่กลับใช้ไม้เท้าเคาะพื้นเบา ๆ หนึ่งครั้ง
แล้วหันมาถามผมว่า
“เอ็งเคยเห็นผีไหม”
ผมนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบว่า
“เคยครับ”
บรมครูเกศเก้าพยักหน้าเล็กน้อย
ก่อนจะถามต่อ
“แล้วเอ็งคิดว่าผีทุกตัวเหมือนกันหรือ”
ผมตอบตามตรงว่า
“ไม่ทราบครับ”
ท่านหัวเราะในลำคอเบา ๆ
ก่อนจะกล่าวประโยคหนึ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้
“คนยังไม่เหมือนกัน แล้วผีจะเหมือนกันได้อย่างไร”
จากนั้นเอง
บทเรียนเรื่องหนึ่งที่แปลกที่สุดในชีวิตของผมก็เริ่มต้นขึ้น
บทเรียนที่บรมครูเกศเก้าเรียกว่า
“ทฤษฎีสิบสามผี”
ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะเดินไปนั่งยังตำแหน่งประจำของท่าน
ไม้เท้ารูปงูถูกวางพาดไว้ข้างกาย
ส่วนตัวผมนั่งรออยู่เงียบ ๆ
เพราะรู้ดีว่า
เมื่อใดที่คุรุเงียบ
แสดงว่าบทเรียนกำลังจะเริ่มต้น
บรมครูเกศเก้าหยิบหมากขึ้นมาใส่ปากอีกคำ
เคี้ยวช้า ๆ
ก่อนจะถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เอ็งเคยเลี้ยงหมาไหม”
“เคยครับ”
“หมากับแมวเหมือนกันไหม”
“ไม่เหมือนครับ”
“หมากับคนเหมือนกันไหม”
“ไม่เหมือนครับ”
“แล้วทำไมเอ็งคิดว่าผีทุกตัวจะต้องเหมือนกัน”
ผมนั่งนิ่ง
เพราะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
ตั้งแต่เด็กจนโต
เวลาผู้ใหญ่พูดถึงผี
ก็มักเรียกรวมกันสั้น ๆ ว่า
ผี
ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว
แต่เมื่อฟังคำถามของท่าน
ผมจึงเริ่มรู้สึกว่า
อาจมีบางอย่างที่ผมเข้าใจผิดมาตลอด
บรมครูเกศเก้ามองผม
ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“มนุษย์ชอบเรียกรวม”
“เรียกง่าย”
“จำง่าย”
“แต่ความจริงไม่ได้ง่ายแบบนั้น”
ท่านหยุดเล็กน้อย
แล้วพูดต่อ
“คนหนึ่งคน”
“มีทั้งเนื้อ”
“มีทั้งเลือด”
“มีกระดูก”
“มีความคิด”
“มีความจำ”
“มีความรู้สึก”
“มีตัวตน”
“ผีก็เหมือนกัน”
“ประกอบขึ้นจากหลายส่วน”
“ไม่ได้มีแค่วิญญาณอย่างเดียว”
คำพูดนั้นทำให้ผมสนใจทันที
เพราะตั้งแต่จำความได้
ผมเคยได้ยินคนพูดถึงวิญญาณ
แต่ไม่เคยได้ยินใครพูดว่า
วิญญาณประกอบขึ้นจากหลายส่วน
บรมครูเกศเก้าเอื้อมมือไปหยิบชอล์ก
ก่อนจะลากเส้นลงบนกระดานไม้เก่า ๆ
หนึ่งเส้น
สองเส้น
สามเส้น
สี่เส้น
ห้าเส้น
แล้วเขียนคำห้าคำเรียงลงมา
สังขารวิญญาณ
วิญญะวิญญาณ
จิตตะวิญญาณ
ดวงจิต
สะพานเชื่อมสังขาร
ผมมองคำทั้งห้าอยู่ครู่หนึ่ง
บางคำคุ้นเคย
บางคำไม่เคยได้ยินมาก่อน
โดยเฉพาะคำสุดท้าย
สะพานเชื่อมสังขาร
“จำเอาไว้”
บรมครูเกศเก้าพูดขึ้น
“ถ้าเอ็งเข้าใจห้าสิ่งนี้”
“เอ็งจะเข้าใจผีทุกชนิด”
“และจะเข้าใจด้วยว่า”
“เหตุใดผีบางตัวจึงเดินได้”
“เหตุใดผีบางตัวจึงพูดได้”
“เหตุใดผีบางตัวจึงย้ายของได้”
“เหตุใดผีบางตัวจึงคิดได้”
“และเหตุใดผีบางตัวจึงไม่ต่างจากคน”
ผมยังจำความรู้สึกในคืนนั้นได้ดี
เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่ผมเริ่มมองคำว่า “ผี”
ในฐานะสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่ารอบกองไฟ
ไม่ใช่เพียงสิ่งน่ากลัวในความมืด
แต่เป็นสิ่งที่มีโครงสร้าง
มีองค์ประกอบ
และมีกฎเกณฑ์ในการดำรงอยู่เช่นเดียวกับสรรพชีวิตทั้งหลาย
จากนั้น
บรมครูเกศเก้าจึงเริ่มอธิบายสิ่งที่ท่านเรียกว่า
“ทฤษฎีสิบสามผี”
ศาสตร์ว่าด้วยการจำแนกวิญญาณสิบสามประเภท
ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ท่านใช้ศึกษาภูตผี วิญญาณ คุณไสย และสิ่งลี้ลับต่าง ๆ มาตลอดชีวิต
และเป็นบทเรียนที่ผมจดจำได้ไม่เคยลืมจนถึงทุกวันนี้
ราชะ ตันตระ
14/06/2569