เข้าทรง

เข้าทรง

ตลอดช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น ชีวิตของผมหมุนเวียนอยู่ระหว่างสองโลกเสมอ

โลกหนึ่ง คือโลกของการเรียนรู้จากคุรุ ครูบาอาจารย์ ในห้องเรียนยามค่ำคืน

อีกโลกหนึ่ง คือโลกของหนังสือ

หากวันใดไม่มีธุระ ไม่มีการเรียนรู้ หรือไม่มีเหตุให้ต้องเดินทาง สถานที่ที่ผมมักไปใช้เวลามากที่สุดก็คือหอสมุดแห่งชาติ

ผมชอบอ่านหนังสือ

อ่านทุกอย่างที่หาได้

ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ตำราโบราณ เรื่องเล่าพื้นบ้าน ตลอดจนบันทึกประสบการณ์ของผู้คนในอดีต

แต่ยิ่งอ่านมากเท่าไร คำถามหนึ่งก็ยิ่งชัดขึ้นในใจ

สิ่งที่ผมได้พบ ได้เรียนรู้ และได้เห็นในความฝันเหล่านั้น เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงจินตนาการของเด็กคนหนึ่งกันแน่

คำถามนี้ติดอยู่ในใจผมอยู่นาน

และด้วยเหตุนี้เอง นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ

คือการไปดูหมอดู ร่างทรง และผู้ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้

ไม่ใช่เพราะศรัทธา

แต่เพราะอยากพิสูจน์

ผมอยากรู้ว่ามีใครสามารถมองเห็นสิ่งเดียวกับที่ผมเห็นหรือไม่

มีใครรู้ในสิ่งที่ผมรู้หรือไม่

หากมี บางทีสิ่งที่ผมประสบมาตลอดอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการ

สมัยนั้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือ มีสำนักทรงอยู่มากมาย

เมื่อใดที่ได้ยินว่าแห่งใดมีชื่อเสียง มีคนกล่าวขานว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือมีร่างทรงที่ทายแม่น ผมก็มักจะหาโอกาสไปดูอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่ง ญาติผู้ใหญ่พาผมไปยังสำนักเจ้าพ่อเสือดำ ซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้น

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ผมจำได้ไม่ลืม

ขณะที่รถจอดหน้าบ้านและพวกเรากำลังจะเดินเข้าไปนั้น กลับเห็นผู้คนกว่าสิบคนเดินลงมาจากบ้านด้วยสีหน้างุนงง

เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า

ระหว่างที่กำลังเข้าทรงอยู่ดี ๆ ร่างทรงกลับลุกขึ้นยืน ตะโกนเสียงดังลั่นว่า

“ของจริงมา เล่นพ่อมึงแล้ว !”

ก่อนจะกระโดดหนีออกทางหน้าต่างไปต่อหน้าต่อตาผู้คนทั้งบ้าน

เหตุการณ์วันนั้นสร้างความมึนงงให้กับทุกคนไม่น้อย

ภายหลังมีผู้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เข้าทรงอยู่ก่อนหน้านั้นน่าจะเป็นเพียงวิญญาณตายโหงอายุน้อยที่อ้างตนเป็นเจ้าพ่อ

เมื่อพบผู้ที่มีพลังเหนือกว่าจึงหนีไป

เรื่องจะจริงหรือไม่จริง ผมไม่ทราบ

แต่ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ได้พบเห็นด้วยตนเอง

อีกครั้งหนึ่ง ผมได้พบร่างทรงหญิงสูงอายุผู้หนึ่ง ซึ่งเข้าทรงกุมารชื่อ “เข็มเพชร”

ต้องยอมรับว่าในครั้งนั้น ผมเองก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย

เพราะกุมารสามารถบอกลักษณะบ้านที่ผมพักอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างถูกต้องทีละส่วน

ตั้งแต่ลักษณะบ้าน สีของอาคาร ไปจนถึงการจัดวางของแต่ละชั้น

แต่เมื่อกล่าวถึงชั้นสาม

ร่างทรงกลับเงียบไป

พยายามเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง

ก่อนจะอุทานออกมาด้วยสีหน้าตกใจ

“โอ๊ย ปู่ !”

“ฤาษี !”

“อุ๊ย แย่แล้วเรา”

แล้วก็ถอนทรงออกทันที

ใช่ครับ

ชั้นสามของบ้านในเวลานั้น เป็นห้องที่ผมใช้บูชาครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทั้งห้อง

เรื่องเหล่านี้จะจริงหรือไม่จริง ผมไม่อาจยืนยันได้

แต่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมยังคงสนใจศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้ต่อไป

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมพบทั้งของจริง ของปลอม และสิ่งที่อยู่ระหว่างสองอย่างนั้น

บางสำนักดูออกตั้งแต่แรกว่าเป็นการแสดง

บางสำนักมีความสามารถอยู่บ้าง

บางสำนักมีสิ่งที่อธิบายไม่ได้

และบางสำนักก็มีทั้งของจริงและของปลอมปะปนกันอยู่

สิ่งหนึ่งที่ผมรับไม่ได้เสมอ คือการอ้างตนเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

หากบอกว่าเป็นวิญญาณ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นเทพ ผมยังพอฟังได้

แต่เมื่ออ้างว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง

แล้วกลับประพฤติตนขัดกับสิ่งที่ตนกล่าวอ้าง

ผมก็หมดความสนใจทันที

เพราะสำหรับผม สิ่งที่สูงส่งย่อมต้องสำรวมและมีคุณธรรมสมกับสิ่งที่อ้างถึง

ครั้งหนึ่งในสมัยเรียน มีสำนักทรงชื่อดังแห่งหนึ่งที่เปิดทรงกันหลังเที่ยงคืน

ผมสนใจสำนักนี้เป็นพิเศษ เพราะที่นี่แนะนำคุณแม่ของผมให้หย่าร้างกับคุณพ่อ

ในเวลานั้น ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องชีวิตคู่ของผู้ใหญ่

แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่า

เหตุใดผู้ที่อ้างว่าช่วยเหลือผู้คน จึงให้คำแนะนำที่อาจทำให้ครอบครัวหนึ่งแตกสลายได้

ความสงสัยนี้ติดอยู่ในใจผมเรื่อยมา

จนวันหนึ่ง เพื่อนสนิทคนหนึ่งถูกขโมยรถมอเตอร์ไซค์

สำหรับเด็กวัยนั้น รถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เพียงยานพาหนะ

แต่มันคือทรัพย์สินชิ้นใหญ่

ผมจึงชวนเพื่อนไปทดลองบางอย่าง

เราไปยังสำนักทรงแห่งนั้น

และตกลงกันว่าจะไม่บอกเรื่องรถหายกับใครทั้งสิ้น

ไม่บอกลูกศิษย์

ไม่บอกคนในสำนัก

ไม่บอกแม้แต่ร่างทรง

เมื่อถึงเวลาเข้าทรง ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ

จนกระทั่งถึงคิวของพวกเรา

ร่างที่เข้าทรงมองหน้าผมแล้วกล่าวว่า

“เอ็งไม่เชื่อ เอ็งมาทำไมวะ”

ผมเพียงยิ้ม

เพราะคำพูดเช่นนี้อาจเป็นเพียงการหยั่งเชิงทางจิตวิทยา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้ผมต้องเก็บไปคิดอีกนาน

เมื่อหันไปมองเพื่อนผม

ร่างที่เข้าทรงกลับพูดขึ้นว่า

“รถมอเตอร์ไซค์ที่หายไป อีกสามวันจะได้คืน”

พวกเราไม่ได้ตอบอะไร

เพียงแต่กลับบ้านและรอ

สามวันต่อมา ตำรวจจับคนร้ายได้

และรถมอเตอร์ไซค์ก็ถูกนำกลับคืนมาจริง ๆ

ผมไม่อาจอธิบายเหตุการณ์นั้นได้

เหมือนกับอีกหลายเหตุการณ์ที่เคยพบเห็นในชีวิต

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเชื่อทุกอย่างที่เห็น

เพราะยิ่งใช้ชีวิตมานานเท่าไร ผมกลับพบว่าความสามารถเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

สิ่งที่สำคัญกว่า คือคุณธรรมของผู้ใช้ความสามารถนั้น

ทุกวันนี้ หากมีคนถามผมว่า ร่างทรงมีจริงหรือไม่

ผมตอบได้เพียงว่า

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมพบทั้งสิ่งที่อธิบายได้และอธิบายไม่ได้

พบทั้งของจริง ของปลอม และสิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง

แต่บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากการเฝ้าดูเรื่องเหล่านี้มาตลอดหลายสิบปี กลับไม่ใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์

หากเป็นเรื่องของ “ภาชนะ”

ต่อให้น้ำจะสะอาดบริสุทธิ์เพียงใด

หากภาชนะที่รองรับสกปรก

น้ำในภาชนะนั้นก็ย่อมไม่สะอาดตามไปด้วย

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน

นอกจากสิ่งที่มาสื่อสารจะต้องบริสุทธิ์แล้ว

ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางก็ต้องมีคุณธรรม มีศีลธรรม และมีจรรยาบรรณที่ดีด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว

น้ำจะสะอาดเพียงใด

ย่อมขึ้นอยู่กับภาชนะที่รองรับน้ำเสมอ

ราชะ ตันตระ
11/06/2569