มาเล่นกันเถอะ

มาเล่นกันเถอะ

สิ่งหนึ่งที่ชาวตันตระเทวาลัยไม่เคยขาด คือ ความสนุก

ตันตระเทวาลัยประกอบขึ้นจากสองส่วน คือ ตันตระ และ เทวาลัย

ในส่วนของตันตระนั้น มีกฎอยู่เพียงสี่ข้อ

ข้อแรก ไม่ทำหรือพยายามทำร้ายทำลายชีวิตตนเอง

ข้อที่สอง ไม่ทำหรือพยายามทำร้ายบิดามารดาผู้มีพระคุณ

ข้อที่สาม ไม่ทำหรือพยายามทำร้ายชาวตันตระด้วยกัน

และข้อที่สี่ ซึ่งสำคัญที่สุด

คือ ต้องทำตามคำสั่งโดยเคร่งครัดในปัจจุบันนั่นคือ

จงใช้ชีวิตด้วยความสนุก

ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

จงสนุกเข้าไว้กับชีวิต

เพราะชีวิตนั้นสั้นกว่าที่คิดเสมอ

เราเรียกเพื่อนเราในส่วนนี้ว่า“ชาวตันตริก”

ส่วนคำว่าเทวาลัยนั้น หมายถึงการปวารณาตนรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า

จึงอาจมีข้อกำหนด มีระเบียบ และมีความรับผิดชอบมากกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง เพราะผู้ที่รับใช้พระองค์ ย่อมเป็นตัวแทน เป็นภาพลักษณ์ และเป็นหน้าตาของสถานที่แห่งนี้

และผู้รับหน้าที่ ในส่วนนี้ พวกเราเรียกว่า เทวลาจารย์ หรือ อาจารย์ของเทวาลัย

แต่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือดวงวิญญาณ

กฎข้อที่สี่ของชาวตันตริกเราก็ยังคงใช้ได้เสมอ

คือ

จงมีความสนุกกับการมีอยู่ของตนเอง

ดังนั้นไม่ว่าพวกเราจะเดินทางไปที่ใด

หรือทำกิจกรรมใด

ความสนุกจึงมักติดตามพวกเราไปด้วยเสมอ

โดยเฉพาะกิจกรรมที่ชาวตันตระเทวาลัยชื่นชอบมากที่สุด

นั่นคือ

“เล่นซ่อนหา”

ครั้งหนึ่งในช่วงแรกเริ่มเปิดเทวาลัยใหม่ ๆ

พื้นที่ในขณะนั้นมีเกือบสองไร่

อยู่กลางเมืองย่านสะพานควาย

แต่ในยุคนั้นยังมีต้นไม้มาก

มีสนามหญ้า

มีมุมมืด

มีสะพานเล็ก ๆ

มีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกัน

และมีที่ให้คนหายตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์

คืนนั้นมีคนเสนอขึ้นมาว่า

“เล่นซ่อนหากันไหม”

ผลคือทั้งวัดเห็นด้วย

จากนั้นไฟทั้งวัดก็ดับลง

เหลือเพียงไฟฉายกระบอกเดียวของผู้ค้นหา

แล้วการตามล่าก็เริ่มขึ้น

บางคนคิดซับซ้อนมาก

บางคนคิดง่ายมาก

และบางคนก็ไม่คิดอะไรเลย

มีคนหนึ่งมั่นใจมากว่าแม้กลางเมืองแบบนี้ เมื่อดับไฟหมดก็คงมืดพอ

จึงเลือกวิธีซ่อนที่เรียบง่ายที่สุด

คือ

นอนคว่ำอยู่กลางสนามหญ้า

ไม่ขยับ

ไม่หายใจแรง

ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

และน่าแปลกที่หาไม่เจอจริง ๆ

มีอีกคนปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วง

แล้วแทรกตัวอยู่ระหว่างกิ่งไม้

ตอนแรกภูมิใจมาก

เพราะไม่มีใครเห็น

ครึ่งชั่วโมงต่อมาเริ่มเสียใจ

เพราะเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างเดินอยู่ตามขา

ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นมดจำนวนมากที่กำลังสำรวจผู้บุกรุก

แต่ก็ยังไม่ยอมลง

เพราะกลัวถูกจับได้มากกว่ากลัวมด

บางคนซ่อนอยู่ใต้รถ

บางคนเข้าไปนอนในรถตัวเอง

ปิดไฟ

เปิดแอร์

แล้วรอ

รอไปเรื่อย ๆ

จนเผลอหลับจริง ๆ

สุดท้ายคนอื่นเลิกเล่นกันหมดแล้ว

เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัว

นอนหลับอย่างมีความสุขอยู่ในรถ

มีอยู่คนหนึ่งที่ผมมารู้ภายหลังว่าไปซ่อนอยู่ใต้สะพานที่เชื่อมจากห้องประชาสัมพันธ์ไปยังห้องอัคนี

เมื่อรู้เข้าทีหลัง ผมได้แต่สวดสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าในความโชคดีของเขา

เพราะในยุคนั้น

สิ่งที่มีมากพอ ๆ กับยุง

คืองูเหลือม

และบริเวณนั้นก็คือหนึ่งในเส้นทางที่งูใช้สัญจรอยู่เป็นประจำ

โชคดีที่ในคืนนั้น

งูเหลือมคงมีธุระอย่างอื่น

จึงไม่ได้มาร่วมเล่นด้วย

แต่เหตุการณ์ที่ผมจำได้ดีที่สุด

คือคนที่เลือกเข้าไปซ่อนในห้องพิธี

เขาเปิดประตูเข้าไปอย่างมั่นใจ

คิดว่าตนเองค้นพบที่ซ่อนชั้นยอด

แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป

กลับพบว่ามีใครบางคนยืนอยู่ข้างในก่อนแล้ว

ท่อนบนเปลือย

นุ่งโจงกระเบนสีแดง

ยืนนิ่งอยู่ในความมืด

ไม่พูด

ไม่ขยับ

ไม่ส่งเสียง

เจ้าตัวไม่รอให้สมองวิเคราะห์ว่าเป็นใคร

วิ่งครับ

วิ่งออกมาทันที

วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่ชีวิตเคยวิ่ง

ไปหาที่ซ่อนใหม่

ส่วนสิ่งที่ยืนอยู่ในห้องนั้น

ก็เป็นเพื่อนที่มาซ่อนก่อนหน้าเหมือนกัน

เพียงแต่ไม่มีชีวิตและไม่ใช่มนุษย์

และช่วงก่อนเปิดเทวาลัยอย่างเป็นทางการ

สมัยที่ยังเป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ

พวกเราเคยเล่นปิดตาซ่อนหากันบนดอยอ่างขาง

ในคืนที่อากาศหนาวจัด

หมอกหนาจนมองเห็นกันได้ไม่ไกล

เสียงหัวเราะดังอยู่รอบตัว

แต่ไม่มีใครแน่ใจว่าคนที่หัวเราะอยู่ข้างหน้าคือเพื่อนคนไหน 

หรือเป็นอะไรกันแน่

หลังจากนั้นพวกเราก็ยังเล่นกันอีกหลายครั้ง

รวมถึงทริปสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

ที่พวกเราเหมารีสอร์ททั้งแห่ง

และตอนหลังเที่ยงคืน

ก็มีคนเสนอขึ้นมาอีกครั้งว่า

“ปิดไฟแล้วเล่นซ่อนหากันไหม”

แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธ

เมื่อไฟดับลง

รีสอร์ททั้งแห่งก็กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง

ต้นไม้ทุกต้นดูใหญ่ขึ้น

เงาทุกเงาดูแปลกขึ้น

และจินตนาการของแต่ละคนก็เริ่มทำงาน

หลายคนคิดว่าตัวเองกำลังซ่อนเพื่อน

แต่บางครั้งกลับรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนมายืนอยู่ใกล้ ๆ

หลายคนกล้าสาบานว่ามีเสียงลมหายใจอยู่ข้างหู

บางคนเห็นเงาคนเดินผ่าน

คิดว่าเป็นเพื่อน

จึงตามไป

ตามไป

และตามไป

ก่อนจะพบว่าเพื่อนคนนั้นอยู่กันคนละมุมของรีสอร์ท

หลายคนยืนยันว่าเห็นเพื่อน

แต่เพื่อนยืนยันว่าไม่ได้อยู่ตรงนั้น

บางคนยืนยันว่าได้ยินเสียงหัวเราะ

แต่ไม่มีใครหัวเราะ

บางคนเลือกซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ตั้งแต่เริ่มเกม

เวลาผ่านไปนานมาก

ไม่มีใครเดินผ่าน

ไม่มีใครเรียกชื่อ

ไม่มีใครหาเจอ

จนเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองซ่อนเก่งเกินไป

หรือทุกคนลืมไปแล้วว่ามีตนเองร่วมเล่นอยู่ด้วย

บางคนได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ข้างหลังตลอดเวลา

จึงรีบเดินหนี

ยิ่งเดินเร็ว

เสียงก็ยิ่งตาม

สุดท้ายหันกลับไปดู

พบว่าเป็นเพื่อนอีกคนที่กำลังหนีเหมือนกัน

และเข้าใจว่าตนเองกำลังถูกตามอยู่เช่นเดียวกัน

ต่างคนต่างกลัว

ต่างคนต่างวิ่ง

และต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์

เรียกได้ว่า

คืนนั้นมีทั้งคนหลอกคน

ผีหลอกคน

คนหลอกผี

และบางครั้งผีก็อาจโดนคนหลอกได้ด้วยเช่นกัน

จนแยกไม่ออกว่าใครกำลังเล่นซ่อนหาอยู่กับใคร

และแน่นอนว่า

ยังมีร่องรอยของผู้กล้าบางคน

ที่กลิ้งตกเนิน

แล้วไถลผ่านแปลงดอกไม้ของรีสอร์ทไปเป็นทางยาว

ทิ้งหลักฐานเอาไว้จนเจ้าของรีสอร์ทไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายก็รู้ว่าเมื่อคืนใครผ่านตรงนั้น

อีกหนึ่งความทรงจำที่ผมยังจำได้ดี

คือการเล่นมอญซ่อนผ้าในสระว่ายน้ำยามค่ำคืนที่เขาใหญ่

รอบตัวเป็นความมืด

รอบรีสอร์ทเต็มไปด้วยเสียงสุนัขหอน

ราวกับมีวงออร์เคสตราขนาดใหญ่กำลังบรรเลงเพลงประกอบอยู่ในป่า

แต่ไม่มีใครสนใจ

เพราะทุกคนกำลังหัวเราะจนลืมกลัว

เมื่อย้อนกลับไปมอง

หลายคนในคืนนั้นยังอยู่กับพวกเรา

หลายคนจากไปแล้ว

หลายคนแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของชีวิต

แต่ทุกครั้งที่มีใครพูดคำว่า

“มาเล่นกันเถอะ”

ภาพเหล่านั้นก็มักกลับมาเสมอ

และทำให้ผมนึกถึงกฎข้อที่สี่ของชาวตันตระ

ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

จงสนุกเข้าไว้กับชีวิต

เพราะสุดท้ายแล้ว

สิ่งที่มนุษย์จดจำได้นานที่สุด

อาจไม่ใช่วันที่ร่ำรวยที่สุด

ไม่ใช่วันที่มีชื่อเสียงที่สุด

แต่เป็นวันที่เราได้หัวเราะไปพร้อมกับผู้คนที่เรารักและผูกพัน

และบางครั้ง

อาจรวมถึงสหายบางตน

ที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่เหมือนพวกเราด้วยเช่นกัน

ราชะ ตันตระ
10/06/2569