คำถาม

คำถาม
ในบรรดาคุรุทั้งหลายที่ผมเคยมีโอกาสได้รับการสั่งสอนมา มีคุรุพระองค์หนึ่งที่ผมจดจำบุคลิกของท่านได้ชัดเจนเป็นพิเศษ
ปู่ลาภ
ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่ อวบอ้วน ดูภูมิฐาน หนวดสีขาวยาวเป็นระเบียบ เส้นผมถูกรวบตึงเกล้าเป็นมวยไว้ด้านหลัง ดวงตาคมกริบ เสียงดัง ฟังชัด หัวเราะเสียงดัง และมักพูดตรงไปตรงมาเสมอ
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของท่านจะดูน่าเกรงขาม แต่เมื่อได้อยู่ใกล้กลับสัมผัสได้ถึงความเมตตา ความจริงใจ และสติปัญญาที่ซ่อนอยู่ภายใน
ครั้งแรกที่ผมได้พบกับท่านนั้น เป็นคืนหนึ่งในห้องเรียนแห่งเดิม
ผมนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ตามประสาเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังเต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ
อยู่ ๆ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น
ดังจนผมสะดุ้ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นปู่ลาภกำลังมองมาทางผม
ท่านหัวเราะอีกครั้ง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เอ็งคิดอะไรอยู่”
ผมก้มหน้าเล็กน้อย ไม่กล้าตอบ
ท่านจึงพูดต่อ
“ช่างเถอะ คิดไปเถอะ คนเราถ้าไม่คิดก็ไม่ต่างจากท่อนไม้”
จากนั้นท่านจึงนั่งลงบนที่นั่งของท่าน
ก่อนกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ราวกับกำลังเล่าเรื่องบางอย่างให้ตัวเองฟัง
“งานหลักของข้า คือ นายประตู”
ผมตั้งใจฟัง
“ข้ามีหน้าที่เฝ้าดูพวกสิ่งชั่วร้ายที่พยายามแอบเข้ามา”
ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะ
“พวกที่แอบเข้ามา ข้ายังพอจัดการได้”
“แต่พวกที่จะเข้ามาตรง ๆ ข้าก็ห้ามไม่ได้หรอก เกินกำลังที่จะห้ามว่ะ”
ท่านหัวเราะต่อ
และปู่ลาภ มองมาที่ผม แล้วพูดต่อว่า
“ในชีวิตก็เหมือนกัน”
“พวกเรื่องร้าย ๆ น่ะ มันห้ามไม่ได้ทั้งหมดหรอก”
“ความทุกข์ ความผิดหวัง ความสูญเสีย ความแก่ ความเจ็บ ความตาย”
“มันจะมาเมื่อถึงเวลาของมัน”
“แต่สิ่งที่เอ็งทำได้ คือ อย่าปล่อยให้มันแอบเข้ามาโดยที่เอ็งไม่รู้ตัว”
จากนั้นท่านจึงเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วจู่ ๆ ก็ชี้นิ้วมาที่ผม
“เอ็งเป็นใคร”
ผมนิ่ง
คำถามนั้นง่ายเหลือเกิน
แต่กลับตอบไม่ได้
ปู่ลาภหัวเราะเสียงดัง
“เห็นไหม”
“คำถามง่าย ๆ นี่แหละ ตอบยากที่สุด”
จากนั้นท่านจึงเริ่มอธิบาย
คนคนหนึ่งสามารถเป็นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
เป็นลูกของใครบางคน
เป็นพ่อของใครบางคน
เป็นพี่ เป็นน้อง
เป็นครู เป็นศิษย์
เป็นมิตร หรือเป็นศัตรู
แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร
เราต้องตอบมันให้ได้
เพราะหากแม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้ว่าเราเป็นใคร
แล้วใครเล่าจะรู้จักเรา
หลังจากนั้นท่านจึงกล่าวต่อ
“เมื่อใดก็ตามที่เอ็งสับสน”
“เมื่อใดก็ตามที่เอ็งเคว้งคว้าง”
“จงถามตัวเองสามคำถาม”
“คำถามแรก”
“เอ็งเป็นใคร”
“คำถามที่สอง”
“เอ็งกำลังทำอะไรอยู่”
“คำถามสุดท้าย”
“เอ็งมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
สามคำถามนี้เปรียบเสมือนระฆังแห่งสติ
คอยปลุกให้มนุษย์กลับมามองปัจจุบัน
กลับมาสำรวจว่าลมหายใจที่กำลังใช้ไปในแต่ละวันนั้น
กำลังสร้างคุณค่า
หรือกำลังสูญเปล่า
ครูบาอาจารย์หลายท่านเคยสอนผมเสมอว่า
สิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์
ไม่ใช่เงินทอง
ไม่ใช่อำนาจ
ไม่ใช่ชื่อเสียง
แต่คือเวลาและลมหายใจ
เพราะเมื่อหมดลมหายใจ
ทุกสิ่งก็สิ้นสุดลง
ปู่ลาภจึงถามต่อ
“แล้วตอนนี้เอ็งกำลังทำอะไรอยู่”
ไม่มีคำตอบ
เพราะผมกำลังหาคำตอบอยู่ในใจของผมเอง
จากนั้นท่านจึงกล่าวคำถามสุดท้าย
“เอ็งมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
นี่คือคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยถามตนเองเลย
มนุษย์อาจมีชีวิตยืนยาวหลายสิบปี
แต่หากนับจำนวนวันที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกจริง ๆ
ก็มิได้มากมายอย่างที่คิด
คนคนหนึ่งอาจมีโอกาสมองเห็นตะวันขึ้นและตะวันตกเพียงสามหมื่นกว่าวันเท่านั้น
แล้วหลังจากนั้นเล่า
ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมามีความหมายอย่างไร
ปู่ลาภอธิบายว่า
คำถามทั้งสามข้อนี้เรียงต่อกันเหมือนบันได
หากยังตอบข้อแรกไม่ได้
ข้อสองก็ยาก
หากข้อสองยังไม่ชัด
ข้อสามก็ยิ่งไม่ชัด
เพราะคำถามทั้งสามเกี่ยวข้องกันเสมอ
ตัวตน
การกระทำ
และเป้าหมายของชีวิต
เมื่อรู้ว่าตนเองเป็นใคร
ย่อมรู้ว่าควรทำอะไร
และเมื่อรู้ว่าควรทำอะไร
ย่อมรู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
ประโยคหนึ่งที่ผมจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือ
“ถ้าแม้แต่ตนเองยังไม่รู้จักตนเอง แล้วใครเล่าจะรู้จักเรา”
เป็นประโยคที่เรียบง่าย
แต่ยิ่งมีอายุมากขึ้น
ผมยิ่งพบว่ามันเป็นความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
มนุษย์จำนวนมากใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามให้คนอื่นเข้าใจตนเอง
แต่กลับไม่เคยใช้เวลาทำความเข้าใจตนเองเลย
หลายปีต่อมา
ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า
คำถามทั้งสามข้อนี้ไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนแห่งสติ
แต่เป็นรากฐานของวิชาหลายแขนงที่ผมได้รับการถ่ายทอดในภายหลัง
หนึ่งในนั้นคือ
“อนันตลักษณ์ อนันตภาค”
วิชาแห่งกระจกเงา
วิชาแห่งการสะท้อนเจตนา
และวิชาแห่งการตอบสนองตามสภาพแห่งจิต
ผู้ใดมองเราด้วยสถานะใด
เราก็ตอบสนองเขาในสถานะนั้น
ผู้ใดมองเราเป็นมิตร
เราก็มอบพรของมิตร
ผู้ใดมองเราเป็นพี่
เราก็มอบพรของพี่
ผู้ใดมองเราเป็นครู
เราก็มอบพรของครู
มิใช่เพราะเราเปลี่ยนแปลงตนเองไปตามผู้คน
แต่เพราะเราเข้าใจหน้าที่ของตนเองในแต่ละขณะ
และทั้งหมดนั้น
เริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ เพียงสามคำถาม
ที่ปู่ลาภเคยถามผมไว้ในคืนหนึ่ง
“เอ็งเป็นใคร”
“เอ็งกำลังทำอะไรอยู่”
“เอ็งมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”
จนถึงวันนี้
เมื่อใดที่ชีวิตสับสน
เมื่อใดที่จิตใจเริ่มไขว้เขว
ผมยังคงถามตนเองด้วยคำถามสามข้อนี้เสมอ
และทุกครั้งที่ตอบได้
ผมก็รู้ว่าตนเอง
ยังไม่ได้หลงทางไปจากเส้นทางที่เลือกเดิน
คุณล่ะ…
มีคำตอบสำหรับสามคำถามนี้แล้วหรือยัง
ราชะ ตันตระ
09/06/2569