วิถีมาร

วิถีมาร
มาร คือ พลังหรือสภาวะใดก็ตามที่ขัดขวางมนุษย์จากการเข้าถึงความจริง
หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า
มาร คือเงาของจิตใจ ที่ทำให้เราหลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
ในช่วงอายุประมาณสิบห้าปี คืนหนึ่งในห้องเรียน ผมมีโอกาสได้พบคุรุอีกพระองค์หนึ่ง
ท่านมีผิวขาว รูปร่างสมส่วน รวบผมตึง นุ่งผ้าทอลายวิจิตรจีบหน้านาง คาดเข็มขัดทอง เปลือยท่อนบนจนเห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจน พาดสไบปักลวดลายงดงามเข้าชุดกับผ้านุ่ง ประดับด้วยสร้อย สังวาล กำไล แหวน และเครื่องประดับอีกหลายชิ้นที่ในเวลานั้นผมไม่รู้แม้แต่จะเรียกว่าอะไร
ท่านดูมีอายุราวสามสิบเศษ คิ้วเข้ม ดวงตาคม และมีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่ทั้งงดงามและแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน
เมื่อผมทำความเคารพเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงกล่าวขึ้นว่า
“ความดีสูงหนึ่งคืบ ความชั่วสูงหนึ่งศอก เอ็งเข้าใจไหม”
ผมพยักหน้ารับ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าตนเองเข้าใจมากน้อยเพียงใด
ท่านจึงกล่าวต่อ
“ในความไม่เท่ากันนั้น กลับสามารถอยู่ร่วมกันและถ่วงสมดุลกันได้ เพราะความดีเรียนรู้ความชั่ว แต่ความชั่วไม่เรียนรู้ความดี
หากเปรียบจิตใจหนึ่งดวง ซ้ายสุดคือความชั่ว ขวาสุดคือความดี
แต่ซ้ายสุดและขวาสุดของแต่ละคนไม่เคยเท่ากัน
ดังนั้นคำว่าสายกลางของแต่ละคนจึงไม่มีวันเหมือนกัน
หากไม่เคยเดินไปจนสุดทางด้านหนึ่ง ก็ไม่มีวันเข้าใจคำว่าพอดีอย่างแท้จริง”
ผมนั่งฟังอย่างเงียบงัน
ท่านกล่าวต่อช้า ๆ
“ความดีนั้นศึกษาได้ง่ายกว่าความชั่ว
เพราะความดีมีแต่การพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
แต่การก้าวเข้าสู่ความชั่วนั้น หากไม่มีผู้นำทาง ไม่มีผู้ชี้แนะที่ถูกต้อง ก็ไม่มีวันย้อนกลับมาได้
เมื่อจิตตกลงไปในฝั่งนั้นแล้ว จิตย่อมเข้าสู่วิถีมาร”
ผมเริ่มทำหน้าสงสัย
ท่านจึงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“วันนี้ข้าจะพาเอ็งไปเรียนรู้วิถีมารอย่างถูกต้อง และพากลับมายืนอยู่ตรงจุดเดิมได้อย่างปลอดภัย”
ผมรีบถามกลับทันที
“ถ้ามันอันตราย แล้วจะรู้ไปทำไมครับ”
ท่านส่ายหน้าเบา ๆ
“ผู้รู้ที่ดี ต้องรอบรู้ในทุกด้าน
หากคิดจะช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับหลงตนเองว่าสะอาดกว่าผู้อื่น วิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมไม่มีวันชนะปัญหาในโลกนี้ได้
การศึกที่ดี ไม่หน่ายกลอุบาย
ภาพลักษณ์ที่สวยงาม ไม่เคยรับประกันชัยชนะ
หากไม่รู้จักความชั่ว ก็ไม่มีวันเอาชนะความชั่วได้อย่างแท้จริง”
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจขึ้นเล็กน้อย
แต่ท่านกลับหัวเราะเบา ๆ
“อย่าเพิ่งรีบเข้าใจ
วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เพราะนอกจากความดี ความชั่ว ซ้ายสุด ขวาสุดแล้ว
ยังมีจิตใต้สำนึก และจิตเหนือสำนึกที่เอ็งต้องเรียนรู้อีกมาก”
จากนั้นท่านใช้มือวาดเส้นในอากาศ
“เส้นตรงที่ข้าอธิบายนี้ คือจิตสำนึก
ต่ำลงไป คือจิตใต้สำนึก
สูงขึ้นไป คือจิตเหนือสำนึก”
ผมเริ่มส่ายหน้า
ท่านจึงหัวเราะอีกครั้ง
“เอาแค่วันนี้ก่อน”
ในจังหวะนั้น ผมนึกถึงบุคคลหนึ่งขึ้นมาได้
จึงยกมือถาม
“แล้วปู่องค์ที่ทุกคนเรียกว่ามารเฒ่าล่ะครับ ท่านเป็นมารหรือเปล่า”
คุรุยิ้มก่อนตอบช้า ๆ
“ไม่ใช่
เพราะท่านเรียกตนเองว่ามาร จึงไม่ใช่มาร
สิ่งที่เป็นมารจริง ๆ จะไม่เรียกตนเองว่ามารเด็ดขาด
แต่ต้องเป็นผู้อื่นต่างหากที่ขนานนามให้”
หลังจากนั้นท่านลุกขึ้นยืน และพาผมเดินออกจากห้องเรียน
เราเดินไปตามทางเดินยาว จนมาหยุดอยู่หน้าบานประตูโบราณขนาดมหึมา
ยิ่งเดินเข้าใกล้ ผมยิ่งรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่ความกลัว
แต่เป็นความรู้สึกประหลาดคล้ายกำลังจะก้าวเข้าสู่สถานที่ที่ตนเองไม่ควรมีสิทธิ์เข้าไป
เมื่อมาถึงหน้าประตู ท่านยกมือขึ้นโบกเบา ๆ
ประตูอันใหญ่และหนักอึ้งค่อย ๆ เปิดออกอย่างเงียบงัน
ภายในเต็มไปด้วยหมอกบาง แสงสลัว และกลิ่นหอมที่ไม่อาจบอกได้ว่าคือกลิ่นของสิ่งใด
ไม่เหมือนดอกไม้
ไม่เหมือนธูป
และไม่เหมือนน้ำหอมชนิดใดที่ผมเคยรู้จัก
ยิ่งสูดลมหายใจเข้าไปลึกเท่าใด ความคิดกลับยิ่งสงบนิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ท่านเอื้อมมือมาแตะไหล่ผมเบา ๆ
แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จำไว้ให้ดี
เมื่อผ่านประตูบานนี้ไป
พูดให้น้อย ฟังให้มาก
ถ้าไม่มีใครถาม ไม่ต้องพูด
ถ้ามีคนถาม ก็ตอบให้น้อยที่สุด
ไม่หลบตา แต่ก็อย่าจ้องมอง
ไม่ว่าอะไรที่สงสัย
กลับออกมาแล้วค่อยถาม
คืนนี้ ข้าได้รับอนุญาตให้พาเอ็งเข้ามาได้
แต่เราเป็นเพียงผู้เฝ้าดูเท่านั้น”
ผมพยักหน้ารับ
แล้วเดินตามท่านเข้าไป
เมื่อก้าวผ่านประตูบานนั้น ผมรู้สึกทันทีว่าตนเองไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป
ไม่ใช่เพราะสถานที่เปลี่ยนไป
แต่เป็นเพราะวิธีมองโลกของผมกำลังจะเปลี่ยนไปต่างหาก
ภายในมิใช่ห้องประชุมอย่างที่ผมเคยจินตนาการ
ไม่มีโต๊ะประชุม
ไม่มีบัลลังก์
ไม่มีตำแหน่งที่ยกตนอยู่เหนือผู้อื่น
เบื้องหน้าเป็นลานกว้างที่สร้างขึ้นจากศิลาโบราณ
รายล้อมด้วยเสาหินขนาดมหึมาจำนวนมาก
และกระจายตัวอยู่ทั่วลานนั้นคือแท่นหินอีกนับไม่ถ้วน
ผู้มาร่วมประชุมแต่ละท่านนั่งอยู่บนแท่นหินของตนเองอย่างสงบนิ่ง
บางท่านแต่งกายวิจิตรดุจชนชั้นสูงในยุคโบราณ
บางท่านเรียบง่ายจนแทบไม่สะดุดตา
บางท่านดูคล้ายนักบวช
บางท่านดูคล้ายนักรบ
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ
ไม่มีใครดูเหมือนคนธรรมดาเลย
ระหว่างที่เดินผ่าน ผมสัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่มองมาที่ผม
ไม่มีใครกล่าวคำใด
แต่เพียงแค่ถูกมอง
ก็ทำให้ผมรู้สึกราวกับความคิดทั้งหมดในใจถูกอ่านออกจนหมดสิ้น
เมื่อมาถึงสถานที่ประชุม ท่านคุรุนั่งลงบนแท่นหินแห่งหนึ่ง
ผมยืนอยู่ด้านหลังตามคำสั่ง
และพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
สิ่งที่แปลกที่สุดคือ
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำขึ้นมา
แท่นหินของผู้นั้นจะค่อย ๆ ยกตัวสูงขึ้นจากพื้น
ไม่มากนัก
แต่เพียงพอให้ทุกสายตามองเห็น
และเสียงของผู้นั้นจะดังชัดเจนไปทั่วลานราวกับไม่มีระยะทางอยู่ระหว่างกัน
คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
ผมรับฟัง
เรียนรู้
จดจำ
และเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเงียบงัน
หลายคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจมานานได้รับคำตอบ
หลายเรื่องที่เคยไม่เข้าใจกลับกระจ่างขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
วิชาบางวิชาที่เคยติดขัดกลับเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
และหลายคำตอบที่ได้รับ กลับกลายเป็นคำถามใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
สิ่งที่ผมได้รับในคืนนั้น ไม่ใช่วิชา
ไม่ใช่คาถา
และไม่ใช่ความลับ
แต่เป็นการมองโลกอีกด้านหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง
เวลาผ่านไปนานเท่าใดผมไม่อาจบอกได้
จนในที่สุดสติของผมก็ดับวูบลง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ผมกลับมานั่งอยู่ในห้องเรียน
ที่นั่งเดิม
สถานที่เดิม
ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
คุรุนั่งอยู่ด้านหน้า
ยิ้มเล็กน้อย
ก่อนกล่าวเพียงว่า
“ทำสมาธิ เดินพระเวทย์
แล้วค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่พบเจอ
จากนั้นจึงเริ่มตั้งคำถาม”
การเรียนในวันนั้นหนักและเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง
แต่ก็ให้ประโยชน์มหาศาลเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไม่สามารถไปโรงเรียนได้
ไข้ขึ้นสูงอย่างหนัก
รักษาตัวอยู่เกือบหนึ่งสัปดาห์
แพทย์ไม่สามารถบอกสาเหตุที่แน่ชัดได้
เพียงสันนิษฐานว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสบางชนิด
ผมมีอาการไอต่อเนื่องยาวนานอีกหลายเดือน
แม้จะเกิดผลข้างเคียงเช่นนั้น
หากถามผมในวันนี้
ว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ จะยังอยากผ่านประตูบานนั้นอีกหรือไม่
คำตอบของผมก็คงเหมือนเดิม
ผมยังอยากไป
และผมเชื่อว่า
หากมีโอกาส
หลายคนก็คงอยากก้าวผ่านประตูบานนั้นเช่นเดียวกัน
เพราะมารที่น่ากลัวที่สุด
อาจไม่ได้อยู่ในลานประชุมแห่งนั้น
แต่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง
ราชะ ตันตระ
08/06/2569