อหังการ

อหังการ
คำว่า “อหังการ” มาจากภาษาสันสกฤต
แยกศัพท์ได้เป็น
* อหํ หมายถึง ฉัน ตัวฉัน
* การ หมายถึง การสร้าง การก่อให้เกิด
เมื่อนำมารวมกัน จึงมีความหมายว่า
“การสร้างความเป็นตัวฉัน”
ในทางปรัชญา อหังการมิได้หมายถึงเพียงความหยิ่งผยอง หรือความยโสโอหังเท่านั้น หากแต่หมายถึงกลไกของจิตที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า
“นี่คือตัวฉัน”
“นี่เป็นของฉัน”
“ฉันเป็นผู้กระทำ”
จึงเป็นความรู้สึกแห่ง “ตัวกูของกู” ที่เกิดขึ้นได้ในทุกระดับของชีวิต
ในภาษาไทย เรามักใช้คำนี้ในความหมายของความถือตัว ความทะนงตน ความหลงตนเอง หรือการยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตนจนไม่ยอมรับผู้อื่น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว อหังการละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก
มันสามารถแฝงตัวอยู่ในความสำเร็จ
ซ่อนอยู่ในความรู้
ปะปนอยู่กับความดี
และเติบโตอยู่ในคำชื่นชมที่ผู้คนมอบให้เรา
โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว
หากจะอธิบายอย่างง่ายที่สุด
* อัตตา คือ ความรู้สึกว่ามีตัวตน
* อหังการ คือ ความยึดมั่นสำคัญหมายในตัวตนนั้น
เปรียบได้ว่า
* อัตตา คือ “ฉันมีอยู่”
* อหังการ คือ “ฉันสำคัญกว่าใคร”
ในทางจิตวิญญาณ หลายสำนักอธิบายเส้นทางของความทุกข์ไว้คล้ายคลึงกันว่า
อวิชชา ก่อให้เกิดอหังการ
อหังการ ก่อให้เกิดความยึดมั่น
ความยึดมั่น ก่อให้เกิดความทุกข์
เมื่ออหังการลดลง
มนุษย์จะเริ่มมองโลกตามความเป็นจริง
เห็นคุณค่าของผู้อื่น
ยอมรับความแตกต่าง
และไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความพยายามที่จะเหนือกว่าคนทั้งโลก
มนุษย์จำนวนมากมักหลงอยู่ในอหังการโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งมีความสามารถมาก
ยิ่งมีความรู้มาก
ยิ่งมีผู้คนยกย่องมาก
อหังการก็ยิ่งเติบโตได้ง่าย
มันไม่จำเป็นต้องมาในรูปของคนพูดจาโอ้อวด
บางครั้งมันมาในรูปของความคิดเงียบ ๆ ในใจว่า
“เราเก่ง”
“เราเข้าใจมากกว่าคนอื่น”
“เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เท่าเรา”
“ใครจะมาสอนเราได้อีก”
และเมื่อใดที่เราเริ่มเชื่อเสียงเหล่านั้น
เมื่อนั้นอหังการก็เริ่มเข้ามาครอบครองจิตใจแล้ว
ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น
ในช่วงอายุประมาณยี่สิบปี
เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังอยู่ในขาขึ้น
ผมได้ศึกษาและฝึกฝนวิชาต่าง ๆ จากคุรุมาเป็นเวลาหลายปี
ทั้งศาสตร์การทำนาย
การประกอบพิธีกรรม
รวมถึงวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดมา
อีกทั้งผมเปิดบริษัท สร้างกิจการประกอบอาชีพได้
สร้างฐานะได้
มีผู้คนให้ความเคารพ
ด้านการงานถือว่ามั่นคง
ด้านความรักและครอบครัวก็สมบูรณ์
ชีวิตในเวลานั้นดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นแทบทุกด้าน
และนั่นเอง
คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด
เพราะความสำเร็จมักเป็นอาหารชั้นดีของอหังการ
โดยที่เจ้าของชีวิตไม่ทันสังเกต
ผมเริ่มเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น
เริ่มมั่นใจในวิชาความรู้ของตนเองมากขึ้น
และลึกลงไปในใจ
ผมคงเริ่มคิดว่าตนเองเก่งกว่าที่เป็นจริง
คุรุของผมทุกพระองค์คงมองเห็นสิ่งนี้อยู่แล้ว
แต่ไม่มีใครตำหนิ
ไม่มีใครดุ
ไม่มีใครเรียกไปสั่งสอน
ท่านเพียงเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ
รอให้ผมเรียนรู้ด้วยตนเอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน
ผมได้รับหน้าที่ตามปกติในฐานะหลานชายคนโตของตระกูล
ให้เป็นผู้ดำเนินการไหว้เจ้าตามธรรมเนียมของครอบครัว
หน้าที่นี้ผมรับสืบทอดมาจากคุณย่า
ซึ่งเป็นชาวจีนโพ้นทะเลจากเมืองซัวเถา แต้จิ๋ว
ท่านเป็นผู้ถ่ายทอดรายละเอียดทุกอย่างให้กับผม
ทั้งลำดับพิธี
สถานที่
เครื่องสักการะ
รวมถึงเคล็ดลับต่าง ๆ ที่สืบทอดกันภายในตระกูล
ตามธรรมเนียมของชาวจีนรุ่นเก่า
หลายครอบครัวจะมีแนวทางการไหว้เจ้าประจำตระกูลที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น
บางอย่างอาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย
แต่สำหรับผู้สืบทอดแล้ว
นั่นคือมรดกทางจิตวิญญาณของครอบครัว
ที่ต้องรักษาเอาไว้
ตลอดหลายชั่วอายุคน
ผมมักได้ยินคำพูดของชาวจีนรุ่นเก่าว่า
“บ้านนี้ร่ำรวยเพราะไหว้เจ้าเก่ง”
ซึ่งไม่ได้หมายถึงการบนบานศาลกล่าว
แต่หมายถึงการรู้จักกตัญญูต่อสิ่งที่ตนเคารพ
รู้จักรักษาธรรมเนียม
รู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ
และรู้จักวางตนให้เหมาะสม
ในวันนั้น
ผมเดินทางไปยังศาลเจ้าแห่งแรก
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสำเพ็ง
สถานที่ซึ่งครอบครัวของผมให้ความเคารพศรัทธามาอย่างยาวนาน
ทุกครั้งที่เคยไปสักการะ
ผมมักสัมผัสได้ถึงความสงบ
ความเมตตา
และความอบอุ่นบางอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก
แต่ครั้งนั้นกลับแตกต่างออกไป
เมื่อก้าวผ่านประตูศาลเจ้าเข้าไป
ผมกลับรู้สึกถึงความเย็นชา
ความห่างเหิน
และความเฉยเมยอย่างประหลาด
ไม่ใช่ความโกรธ
ไม่ใช่ความน่ากลัว
แต่เป็นความรู้สึกคล้ายกับเวลาที่เราเข้าไปพบผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
แล้วสัมผัสได้ว่าท่านกำลังผิดหวังในตัวเรา
แม้ท่านจะยังไม่ได้พูดอะไรเลย
หัวใจกลับหวิวขึ้นมาทันที
ผมรู้สึกเช่นนั้น
และยิ่งแปลกใจมากขึ้น
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย
ทันทีที่รู้สึกตัว
ผมรีบสำรวมกายและใจ
จัดเครื่องสักการะอย่างนอบน้อม
ประกอบพิธีทุกขั้นตอนด้วยความเคารพ
กราบลาและเดินทางต่อไปยังศาลเจ้าอีกแห่ง
แต่สิ่งเดียวกันก็เกิดขึ้นอีก
และเกิดขึ้นซ้ำอีก
จนครบทั้งห้าแห่ง
ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับผม
เมื่อกลับถึงบ้าน
ผมไม่ได้โทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไม่ได้โทษโชคชะตา
ไม่ได้โทษสถานที่
แต่เริ่มหันกลับมามองตนเอง
ผมเข้าสมาธิ
ถือศีล
กินเจ
และใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนในการพิจารณาจิตใจของตน
ยิ่งพิจารณา
ยิ่งเห็นชัด
ว่าความสำเร็จที่ผ่านมาได้ค่อย ๆ หล่อเลี้ยงความหลงตัวเองอยู่ภายใน
จนผมเริ่มลืมความอ่อนน้อม
ลืมความถ่อมตน
และลืมไปว่า
วิชาทั้งหมดที่ผมมี
ไม่ใช่สิ่งที่ผมสร้างขึ้นเพียงลำพัง
แต่เกิดจากครูบาอาจารย์ที่เมตตาถ่ายทอด
เกิดจากผู้คนที่ให้โอกาส
และเกิดจากพระคุณของผู้ใหญ่จำนวนมากในชีวิต
เมื่อครบกำหนด
ผมจัดเครื่องสักการะชุดใหญ่
เดินทางกลับไปยังศาลเจ้าสำคัญทั้งห้าแห่งอีกครั้ง
ครั้งนี้
ไม่ใช่เพื่อขอพร
ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่ง
ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ
แต่เพื่อขอขมา
และเพื่อขอบพระคุณ
ต่อเมตตาที่ได้รับ ผ่านบทเรียนอันสำคัญครั้งนี้
หลังจากประกอบพิธีเสร็จสิ้น
ความรู้สึกอบอุ่นที่เคยหายไปก็กลับคืนมา
และอบอุ่นยิ่งกว่าที่เคย
ราวกับผู้ใหญ่ที่เคยนิ่งเงียบ
ได้ให้อภัยเด็กคนหนึ่งที่รู้จักสำนึกผิดแล้ว
คืนวันพฤหัสบดีถัดมา
ภายในห้องเรียนห้องเดิม
คุรุหลายพระองค์ประทับอยู่พร้อมกัน
ทุกพระองค์ยิ้ม
และพยักหน้าเบา ๆ
ราวกับกำลังบอกว่า
“ครั้งนี้ เอ็งเข้าใจแล้ว”
จากนั้นปู่ตันตระจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่า
“ผิดแล้วรู้จักยอมรับ
รู้จักปรับปรุงแก้ไข
นั่นคือหนทางของวิญญูชน”
แล้วท่านจึงกล่าวต่อว่า
“เรื่องบางเรื่อง
แม้สอนได้ แต่ไม่หลาบ
แม้บอกได้ แต่ไม่จำ
ต้องพบ ต้องเห็น ต้องเจอ
ต้องสัมผัสด้วยตนเอง
จึงจะเข้าใจ”
ผมก้มกราบลงแทบเท้าของคุรุทุกพระองค์ในห้องนั้น
และสัญญากับตนเองในวันนั้นว่า
จะไม่ปล่อยให้ความหยิ่งยโส
ความหลงตน
หรืออหังการ
กลับเข้ามาครอบงำจิตใจได้อีก
บทความนี้อาจคงอยู่ต่อไปอีกยาวนานกว่าชีวิตของผม
ดังนั้นผมจึงอยากฝากถึงทุกท่าน
โดยเฉพาะผู้ที่มีวิชา
มีความรู้
มีตำแหน่ง
มีชื่อเสียง
หรือมีผู้คนให้ความเคารพนับถือ
จงหมั่นยกกระจกของจิตใจขึ้นมาส่องดูตนเองอยู่เสมอ
สำรวจดูว่า
วันนี้เรายังอ่อนน้อมอยู่หรือไม่
วันนี้เรายังเคารพครูบาอาจารย์อยู่หรือไม่
วันนี้เรายังเห็นคุณค่าของผู้อื่นอยู่หรือไม่
และที่สำคัญที่สุด
วันนี้เรากำลังติดอยู่ในอหังการหรือไม่
หากพบว่ามี
ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะยอมรับ
สำนึก
แก้ไข
และปรับปรุงตนเอง
เพราะคนที่น่ายกย่องที่สุด
ไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด
แต่คือคนที่กล้ายอมรับความผิดพลาด
และเติบโตขึ้นจากความผิดพลาดนั้น
เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของครูบาอาจารย์
และของตนเอง
ตราบนานเท่านาน
ราชะ ตันตระ
07/06/2569