สู่โลกกว้าง

สู่โลกกว้าง
หลังการผ่าตัดใหญ่ในปี 2552 ชีวิตของผมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
น้ำหนักตัวที่เคยสูงถึง 135 กิโลกรัม ลดลงมาเหลือประมาณ 120 กิโลกรัม
แม้ร่างกายจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่การยืนและการเดินก็ยังไม่คล่องตัวนัก ในบางจังหวะยังต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวอยู่บ้าง
ชีวิตที่เคยหมุนอยู่กับการรักษา การพักฟื้น และความกังวลเรื่องสุขภาพ เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง
ในช่วงเวลานั้น หุ้นส่วนชีวิตของผมมักพูดอยู่เสมอว่า
“ลองออกไปเที่ยวบ้างไหม”
“ลองออกไปเห็นโลกข้างนอกบ้าง”
“ชีวิตยังมีอะไรอีกมากที่รอให้เราได้สัมผัส”
ผมได้แต่ยิ้ม
ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วย
แต่เพราะมีบางอย่างในใจที่ยังไม่เคยก้าวข้ามได้
สิ่งนั้นคือ “ความกลัวการบิน”
กระทั่งวันหนึ่งในปี 2556
เธอเอ่ยปากชวนผมเดินทางไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ผมส่ายหน้าทันที
แทบไม่ต้องคิด
เพราะสำหรับคนทั่วไป ปารีสอาจเป็นเมืองแห่งความฝัน
แต่สำหรับผมในเวลานั้น
สิ่งที่ต้องเผชิญก่อนจะถึงปารีส คือหลายชั่วโมงบนเครื่องบิน
และนั่นคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด
⸻
ต้นเหตุของความกลัวนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อกว่าสามสิบปีก่อน
ในวัยเด็ก ผมมีตำแหน่งประจำที่ไม่มีใครแย่ง
นั่นคือ
“ผู้ติดตามอาม่า”
ไม่ว่าอาม่าจะไปที่ไหน ผมมักเป็นคนที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยเสมอ
ทั้งตลาด ศาลเจ้า บ้านญาติ และการเดินทางไปต่างประเทศ
หลายคนไม่อยากไปประเทศจีนในยุคนั้น
เพราะจีนยังไม่ได้พัฒนาเหมือนทุกวันนี้
หลายพื้นที่ยังเป็นชนบท
ถนนหนทางลำบาก
เรื่องสุขอนามัยเป็นที่เลื่องลือ
ห้องน้ำหลายแห่งยังเป็นส้วมหลุม
แต่สำหรับผมแล้ว กลับรู้สึกสนุก
เพราะนอกจากจะได้ดูแลอาม่าแล้ว ผมยังได้อยู่ท่ามกลางผู้สูงอายุจำนวนมาก
ซึ่งต่อมาผมจึงเข้าใจว่า
พวกท่านเหล่านั้นคือห้องเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของผม
⸻
ตลอดช่วงวัยเด็ก ผมติดตามอาม่าเดินทางไปหลายประเทศ
ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และประเทศจีน
ไปมากกว่าสิบครั้ง
บางครั้งอยู่นานเป็นเดือน
ตั้งแต่ชนบทเล็ก ๆ ในซัวเถา ไปจนถึงเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และซีอาน
ผมเคยนั่งเรือกลางมหาสมุทร
เคยนั่งรถไฟข้ามเมือง
และเคยขึ้นเครื่องบินเล็กภายในประเทศจีน
จนกระทั่งวันหนึ่ง
เหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมก็เกิดขึ้น
เครื่องบินลำเล็กที่ผมนั่งอยู่บินเข้าสู่พายุอย่างรุนแรง
เครื่องสั่นสะเทือนจนตู้สัมภาระเหนือศีรษะเปิดออก
กระเป๋าหล่นกระจาย
หน้ากากออกซิเจนตกลงมา
ผู้โดยสารทั้งลำกรีดร้อง
เสียงสวดมนต์ดังขึ้นพร้อมกันหลายภาษา
ทุกคนต่างภาวนาขอให้เดินทางรอดปลอดภัย
ส่วนเด็กอายุสิบกว่าขวบอย่างผม
นั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้
และเชื่ออย่างสนิทใจว่าเครื่องบินกำลังจะตก
แม้สุดท้ายเราจะลงจอดได้อย่างปลอดภัย
แต่ความกลัวกลับไม่ได้ลงจอดพร้อมเครื่องบิน
มันติดอยู่ในใจผมยาวนานกว่าสามสิบปี
และทำให้ผมแทบไม่เดินทางไปต่างประเทศอีกเลย
เมื่อผมปฏิเสธปารีส
เธอจึงเปลี่ยนแผน
“งั้นลองใกล้ ๆ ก่อนดีไหม”
ผมถามกลับว่า
“ใกล้แค่ไหน”
เธอตอบว่า
“ฮ่องกง”
สุดท้ายผมจึงยอมตกลง
โดยมีครอบครัว ลูกศิษย์ และคนใกล้ชิดร่วมเดินทางไปด้วย
และนั่นคือการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของผม
หลังห่างหายไปเกือบสามสิบปี
⸻
แต่ความจริงแล้ว
สิ่งที่ทำให้ผมอยากกลับไปฮ่องกงอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่การเอาชนะความกลัว
แต่เป็นเพราะฮ่องกงคือสถานที่ที่เก็บความทรงจำวัยเด็กของผมเอาไว้มากมาย
ในอดีต ทุกครั้งที่คณะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ซัวเถา
เรามักพักที่ฮ่องกงก่อนสองคืน
จากนั้นจึงเดินทางต่อเข้าสู่จีน
เมื่อถึงซัวเถา ก็จะมีรถมารับแต่ละครอบครัวแยกย้ายกันเข้าสู่หมู่บ้านของตนเอง
ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทประมาณหนึ่งเดือน
ก่อนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่ซัวเถา
แล้วจึงเดินทางกลับฮ่องกงและกลับประเทศไทย
ผมจึงผูกพันกับฮ่องกงมาตั้งแต่วัยเด็ก
แม้ในเวลานั้นจะยังไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับโลกมากนัก
⸻
สิ่งที่ผมจำได้ชัดเจนที่สุดจากการเดินทางเหล่านั้น
กลับไม่ใช่สถานที่
แต่เป็นผู้คน
โดยเฉพาะบรรดาผู้สูงอายุที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
ในวัยสิบกว่าปี
ผมกลายเป็นเด็กวิ่งวุ่นประจำคณะ
คอยหาน้ำดื่ม
หาของว่าง
หากระดาษทิชชู
ช่วยถือของ
ช่วยพยุงเดิน
ช่วยจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดการเดินทาง
หลายคนถามว่าเหนื่อยไหม
แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึกเช่นนั้น
ตรงกันข้าม
ผมรู้สึกสนุก
ผมชอบนั่งฟังเรื่องเล่าของผู้สูงอายุ
เรื่องชีวิต
เรื่องครอบครัว
เรื่องการสร้างตัว
เรื่องความยากลำบาก
เรื่องความสำเร็จ
เรื่องความผิดพลาด
เรื่องที่ไม่มีอยู่ในตำราเล่มใด
และหาอ่านไม่ได้จากห้องสมุดไหนในโลก
ยิ่งฟังมากเท่าไร
ยิ่งรู้สึกว่าประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์มีคุณค่ามหาศาล
⸻
หลายท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ลูกหลานเคารพยำเกรง
บางท่านเป็นเจ้าของกิจการ
บางท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว
บางท่านเป็นบุคคลสำคัญของตระกูล
แต่เมื่อออกมาเดินทางร่วมกัน
ผมกลับได้เห็นอีกมุมหนึ่งของพวกท่าน
มุมที่น่ารัก
มุมที่ไร้เดียงสา
มุมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
บางท่านไม่เคยขึ้นบันไดเลื่อนมาก่อน
ผมต้องเป็นคนสอน
บางท่านหัวเราะเพื่อนว่ากลัวบันไดเลื่อน
แต่ตัวเองกลับกลัวลิฟต์
เพราะไม่รู้ว่าประตูจะเปิดเมื่อไร
บางท่านเปิดน้ำร้อนน้ำเย็นไม่เป็น
บางท่านไม่กล้าใช้สุขภัณฑ์แบบใหม่
และบางท่านก็มีปัญหากับสิ่งที่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้
ทั้งคณะก็มักหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
และผมได้เรียนรู้ว่า
ไม่ว่าคนเราจะยิ่งใหญ่เพียงใด
เมื่ออยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย
ทุกคนก็สามารถกลับมาเป็นเด็กได้อีกครั้ง
⸻
เรื่องหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม
คือเรื่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ก่อนแยกย้ายเข้าสู่ชนบท ผมได้ชงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ผู้สูงอายุหลายท่านลองรับประทาน
ทุกคนบอกว่าอร่อย
บางท่านขอเก็บไว้เป็นของว่างระหว่างทาง
ผมก็ยินดีมอบให้
ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา เมื่อทุกครอบครัวกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ผู้สูงอายุท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก ถนนกลายเป็นโคลน รถติดอยู่หลายชั่วโมง
ทุกคนหิวมาก
ท่านจึงนึกถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ผมให้ไว้
แต่ไม่มีน้ำร้อน
สุดท้ายจึงจำใจกินแบบแห้ง ๆ
ผมฟังแล้วก็อมยิ้ม
เพราะเด็กในยุคนั้นกินบะหมี่แบบแห้งเป็นเรื่องปกติ
แต่เรื่องยังไม่จบ
ท่านเล่าต่อว่า
หลังจากกินเข้าไปแล้ว ท่านเกิดความกังวล
กลัวว่าบะหมี่ดิบจะเป็นอันตราย
เมื่อถึงหมู่บ้านจึงรีบดื่มน้ำร้อนหลายแก้ว
เพื่อให้บะหมี่ “สุกในท้อง”
ทันทีที่ได้ยิน
ทั้งคณะก็หัวเราะกันลั่น
ส่วนท่านเองเมื่อรู้ความจริงก็หัวเราะตามไปด้วย
จนถึงวันนี้
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนั้น
ผมก็ยังอดยิ้มไม่ได้
⸻
แต่สิ่งที่ผมได้รับจากผู้สูงอายุเหล่านั้น ไม่ใช่เพียงเสียงหัวเราะ
หลายท่านลูบศีรษะผมแล้วอวยพร
เพราะเห็นผมคอยดูแลรับใช้ตลอดการเดินทาง
บางท่านบอกว่า
“โตขึ้นขอให้มีคนดูแลลื้อเหมือนที่ลื้อดูแลคนอื่น”
บางท่านอวยพรให้มั่งมี
บางท่านอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง
บางท่านอวยพรให้ประสบความสำเร็จ
ในเวลานั้นผมเพียงยิ้มรับ
โดยไม่คิดอะไรมาก
แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในวันนี้
ผมกลับรู้สึกว่าคำอวยพรเหล่านั้นมีคุณค่ามากกว่าที่เคยเข้าใจ
⸻
เมื่อผมนั่งอยู่บนเครื่องบินลำใหญ่ในปี 2556
เดินทางกลับสู่ฮ่องกงอีกครั้งหลังผ่านไปสามสิบปี
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง
และนึกถึงผู้สูงอายุเหล่านั้น
หลายท่านจากโลกนี้ไปแล้ว
หลายท่านเหลือเพียงความทรงจำ
แต่เสียงหัวเราะของพวกท่านยังคงอยู่
ราวกับไม่เคยหายไปไหน
ผมนึกถึงคำอวยพรที่เคยได้รับ
และนึกถึงความจริงข้อหนึ่งของชีวิต
เมื่อครั้งยังเด็ก
ผมเป็นคนเดินจูงผู้สูงอายุ
แต่เมื่ออายุมากขึ้น
กลับมีผู้คนมากมายคอยดูแลและประคับประคองผมเช่นกัน
ราวกับคำอวยพรของพวกท่านเดินทางข้ามกาลเวลามาถึงวันนี้
⸻
คนโบราณกล่าวไว้ว่า
“ร้อยตำรา ไม่สู้หนึ่งการเดินทาง”
เมื่ออายุมากขึ้น ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
แต่ผมอยากเพิ่มเติมอีกประโยคหนึ่งว่า
“ร้อยการเดินทาง ไม่สู้หนึ่งประสบการณ์ของผู้ผ่านชีวิต”
เพราะสถานที่ต่าง ๆ อาจเปิดโลกให้เราเห็นสิ่งใหม่
แต่ผู้คนต่างหากที่เปิดโลกให้เราเข้าใจชีวิต
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมได้เห็นทั้งโลกที่มองเห็น และโลกที่มองไม่เห็น
ได้พบทั้งผู้คน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุการณ์ และประสบการณ์มากมาย
แต่บทเรียนล้ำค่าที่สุดบทหนึ่งในชีวิต
ไม่ได้เกิดจากเมืองใหญ่
ไม่ได้เกิดจากโบราณสถาน
ไม่ได้เกิดจากพลังลี้ลับใด ๆ
หากเกิดจากการที่เด็กชายคนหนึ่ง ได้มีโอกาสเดินจูงมือผู้สูงอายุไปตามถนนในต่างแดน
นั่งฟังเรื่องราวของพวกท่าน
หัวเราะไปกับพวกท่าน
และเรียนรู้ชีวิตจากพวกท่าน
โลกกว้างสอนให้ผมเห็นหลายสิ่ง
แต่ผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านั้น
สอนให้ผมเข้าใจความหมายของชีวิต
และนั่นคือของขวัญล้ำค่าที่สุดจากการเดินทางในครั้งนั้นๆ
ราชะ ตันตระ
06/06/2569