ร่วมทุกข์

ร่วมทุกข์

ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ซึ่งนับเป็นช่วงแห่งการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของผม คือช่วงเวลาที่คุณพ่อจากไปอย่างกะทันหัน

ก่อนหน้านั้น ผมเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างสุขสบาย หากอยากได้สิ่งใด คุณพ่อก็มักพยายามจัดหามาให้เสมอ จนผมแทบไม่เคยรู้เลยว่า กว่าที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งจะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว ต้องเหน็ดเหนื่อยและลำบากเพียงใด

เมื่อยังเด็ก เรามักมองเห็นเพียงสิ่งที่ได้รับ

แต่ไม่เคยมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องเสียสละ

ผมเองก็เช่นกัน

ก่อนที่คุณพ่อจะจากไป มีคำพูดหลายประโยคที่ท่านเคยฝากเอาไว้ เพียงแต่ในเวลานั้น ผมไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งคำพูดเหล่านั้นจะกลายเป็นความจริง

ครั้งหนึ่งท่านเคยถามผมว่า

“ถ้ามีบ้านเหลืออยู่ให้ลื้ออยู่หลังหนึ่ง ลื้อจะดูแลตัวเองและน้อง ๆ ได้ไหม”

ผมฟังแล้วก็เพียงยิ้ม ไม่ได้คิดอะไร

อีกครั้งหนึ่ง ท่านพูดถึงคุณแม่ ซึ่งแยกทางกับท่านไปก่อนหน้านั้นแล้ว

ท่านบอกเพียงว่า

“ถึงอย่างไร เขาก็เป็นแม่ของลื้อ อย่าปล่อยให้เขาลำบาก ต้องคอยช่วยเหลือเขาไปตลอดนะ”

ในวันนั้น ผมเพียงรับฟัง

ไม่เคยรู้เลยว่า นั่นคือคำสั่งเสียที่ท่านกำลังฝากเอาไว้

จนกระทั่งวันที่ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง

วันที่คุณพ่อจากไป

โลกทั้งใบของผมเหมือนพังทลายลงในชั่วข้ามคืน

จากเด็กที่เคยถูกตามใจ

จากเด็กที่เคยใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง

จากเด็กที่เคยเชื่อว่าพรุ่งนี้จะเป็นเหมือนเมื่อวาน

กลับต้องกลายเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเองและครอบครัว

ชีวิตบางคนอาจลำบากกว่าผมมาก

บางคนอาจเกิดมาโดยแทบไม่มีโอกาสเลือกอะไรเลย

แต่เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นกับตัวเรา ความทุกข์นั้นย่อมหนักเสมอ

เพราะความทุกข์ของมนุษย์ ไม่ได้วัดด้วยจำนวนเงิน

ไม่ได้วัดด้วยฐานะ

และไม่ได้วัดด้วยสายตาของคนภายนอก

หากคนหนึ่งอยู่ในระดับสาม แล้วตกลงมาเหลือระดับหนึ่ง

เขาย่อมทุกข์ในแบบของเขา

ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ในระดับแปด แล้วตกลงมาเหลือระดับสี่

เขาก็ทุกข์ในอีกแบบหนึ่ง

แม้เมื่อมองจากภายนอก คนที่อยู่ระดับสี่อาจยังดูสบายกว่าคนที่อยู่ระดับหนึ่ง

แต่สำหรับเจ้าตัวแล้ว ความเจ็บปวดอาจไม่แตกต่างกันเลย

เพราะมนุษย์มักเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนเคยมี

ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมี

เมื่อมองย้อนกลับไป วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่า

แม้ในวันที่ผมคิดว่าตนเองลำบากที่สุด

ผมยังมีบ้านให้พักอาศัย

ยังมีคุณย่าที่คอยดูแล

ยังมีกิจการของครอบครัวให้เข้าไปช่วยงาน

ยังมีคุณป้าหลายท่านที่คอยมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความห่วงใย

แต่ในเวลาที่หัวใจเต็มไปด้วยความทุกข์

มนุษย์มักมองไปยังสิ่งที่สูญเสีย

จนลืมมองสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่

ผมเองก็เป็นเช่นนั้น

ในช่วงเวลานั้น มีญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอาสาเข้ามาช่วยดูแลบ้าน

ช่วยเก็บกวาด

ช่วยทำความสะอาด

ช่วยดูแลน้อง ๆ

ส่วนตัวผมต้องตัดสินใจออกจากการเรียนและเริ่มต้นทำงาน

ชีวิตในช่วงนั้นไม่ง่ายเลย

มีบางวันที่เงินในบ้านเหลือเพียงยี่สิบบาท

พอซื้อผักบุ้งได้เพียงสองกำ

นำมาผัดแบ่งกันกินทั้งคนในบ้าน และแบ่งให้กระต่ายที่เลี้ยงไว้

สำหรับเด็กคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับการตามใจจากคุณพ่อมาตลอด

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นแทบเหมือนถูกโยนลงไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง

ด้วยความซาบซึ้งใจ ผมจึงตั้งปณิธานกับตนเองว่า

หากวันหนึ่งชีวิตกลับมาดีขึ้น

ผมจะตอบแทนญาติผู้ใหญ่ท่านนี้ให้ดีที่สุด

เพราะถือว่าท่านเป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมมา

แต่ทันทีที่ผมพูดเช่นนั้นออกไป

คุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่า “หยี่โกว”

กลับเรียกผมไปนั่งคุย

แล้วพูดประโยคหนึ่งออกมา

ประโยคที่ผมไม่มีวันลืม

“ความลำบากของลื้อ เทียบแล้ว ยังเป็นความสบายของเค้า”

ผมนั่งนิ่ง

ไม่ได้เถียง

ไม่ได้ตอบ

เพราะรู้สึกว่าคำพูดนั้นแปลกเหลือเกิน

แต่เมื่อกลับมานอนคิดอยู่คนเดียว

ผมจึงเริ่มเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังสอน

แท้จริงแล้ว

การที่ใครสักคนเดินเข้ามาในชีวิตเรา

แล้วบอกว่า

“เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน”

ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังทุกข์เท่ากับเรา

ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังเจ็บปวดเท่ากับเรา

และไม่ได้หมายความว่าเขากำลังเสียสละในระดับเดียวกับเรา

เพราะพื้นฐานชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากัน

และความทุกข์ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

วันนั้นเอง ผมจึงเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง

ความทุกข์เป็นเรื่องเฉพาะตน

ไม่มีใครรู้สึกแทนเราได้ทั้งหมด

ไม่มีใครเจ็บแทนเราได้ทั้งหมด

และไม่มีใครสามารถแบกรับภาระของเราไปได้ทั้งหมด

คนที่รักเรา อาจช่วยแบ่งเบาได้

คนที่หวังดี อาจช่วยพยุงเราได้

แต่สุดท้ายแล้ว

ผู้ที่ต้องเดินผ่านความทุกข์นั้นไป

ก็คือตัวเราเอง

ดังนั้น เมื่อชีวิตต้องพบกับผู้คนที่เข้ามาพร้อมคำสัญญาสวยงาม

จงรับฟังด้วยความขอบคุณ

แต่จงพิจารณาจากการกระทำให้มากกว่าคำพูด

เพราะคำพูดอาจเกิดขึ้นได้ง่ายในวันที่ทุกอย่างยังราบรื่น

แต่เมื่อพายุชีวิตพัดมา

การกระทำต่างหาก

ที่จะเผยให้เห็นความจริงของหัวใจคน

และเมื่อเวลาผ่านไป ผมจึงค้นพบว่า

คนที่ควรค่าแก่การจดจำที่สุดในชีวิต

อาจไม่ใช่คนที่พูดว่ารักเรามากที่สุด

อาจไม่ใช่คนที่สัญญากับเรามากที่สุด

แต่อาจเป็นคนที่ยังคงยืนอยู่ข้างเรา

แม้ในวันที่ชีวิตของเราไม่เหลือสิ่งใดให้เขาได้รับประโยชน์เลย

เพราะในโลกใบนี้

การร่วมสุขนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

แต่การอยู่เคียงข้างกันในวันที่อีกฝ่ายกำลังทุกข์

ต่างหาก

ที่เป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของความสัมพันธ์อย่างแท้จริง

ราชะ ตันตระ
05/06/2569