ผู้มารับยามตีห้า

ผู้มารับยามตีห้า

ตาขาว

ในชีวิตของผม มีสถานที่อยู่หลายแห่งที่ผูกพันด้วยความศรัทธา

บางแห่งผูกพันด้วยเหตุการณ์

บางแห่งผูกพันด้วยความทรงจำ

และบางแห่ง ผูกพันจนยากจะอธิบายเป็นคำพูด

หนึ่งในสถานที่เหล่านั้น คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นที่ประดิษฐานขององค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งเพียงใด อย่างน้อยปีละครั้ง ผมมักหาโอกาสเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อเสมอ

บางครั้งเดินทางไปพร้อมคณะใหญ่

บางครั้งไปกับครอบครัว

บางครั้งไปกับลูกศิษย์

และหลายครั้งก็ไปเพียงลำพังกับคนขับรถ

ผมชอบเดินทางไปถึงในช่วงเย็น เข้าพักที่โรงแรมให้เรียบร้อย พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยเข้าไปสักการะหลวงพ่อในช่วงเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น

เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก

เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่วิหารสงบที่สุด

ไม่มีเสียงผู้คนพลุกพล่าน

ไม่มีความเร่งรีบ

ไม่มีคณะทัวร์

มีเพียงความเงียบ ความเย็น และความสงบที่ยากจะพบในช่วงเวลาอื่น

ผมยังจำครั้งแรกที่ได้เข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อพระพุทธชินราชได้อย่างชัดเจน

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูวิหารเข้าไป

ความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

เหมือนกำลังมองเห็นภาพเหตุการณ์จำนวนมากที่ไม่ใช่ชีวิตปัจจุบัน

ภาพเหล่านั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นทีละภาพ

แต่เหมือนกระแสแห่งความทรงจำที่ไหลผ่านเข้ามาพร้อมกัน

บางภาพชัดเจน

บางภาพเลือนราง

บางภาพเพียงแวบเดียวก็หายไป

แต่ทุกภาพมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน

ผมอยู่ที่นี่

อยู่ในวิหารแห่งนี้

อยู่ต่อหน้าองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช

ครั้งแล้วครั้งเล่า

ราวกับเคยเดินทางมาสถานที่แห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานับไม่ถ้วน

ภาพหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

คือภาพในยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาสักการะองค์หลวงพ่อ

เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา

และในภาพเหตุการณ์นั้น ผมเห็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงถอดกำไลหยกจากพระกร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์หลวงพ่อ

ความปลาบปลื้มของผู้คนในวันนั้น ยังคงรู้สึกราวกับอยู่ตรงหน้า

แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม

แต่ภาพที่เห็นนั้นไม่ได้มีเพียงภาพเดียว

เมื่อจิตสงบนิ่งลง ภาพอีกหลายภาพก็ทยอยปรากฏขึ้นราวกับหน้าหนังสือที่ถูกเปิดย้อนกลับไปทีละหน้า

บางภาพเป็นภาพของผู้คนในเครื่องแต่งกายโบราณเดินเข้าออกภายในวัดใหญ่

บางภาพเป็นภาพของเหล่าทหาร ขุนนาง และผู้ติดตามจำนวนมาก

บางภาพเป็นภาพของบ้านเมืองในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยศึกสงคราม

แปลกที่ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังมองดูเหตุการณ์ของคนอื่น

แต่กลับรู้สึกราวกับตนเองเคยมีชีวิตอยู่ในสถานที่และช่วงเวลาเหล่านั้นจริง ๆ

ผมเห็นตนเองยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คน

เห็นตนเองในเครื่องแต่งกายที่ไม่คุ้นเคย

ได้ยินภาษา สำเนียง และถ้อยคำที่ไม่ใช่ภาษาในชีวิตปัจจุบัน

แต่กลับเข้าใจความหมายของมันได้อย่างประหลาด

ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือความผูกพันกับผู้คนบางกลุ่ม

ความรู้สึกเหมือนเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข เคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน

แม้จะไม่สามารถจดจำชื่อหรือใบหน้าของพวกเขาได้ทั้งหมด

แต่ความรู้สึกนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าความทรงจำเสียอีก

และในบรรดาภาพทั้งหมด มีภาพหนึ่งที่ทำให้ผมหยุดนิ่งอยู่เป็นเวลานาน

เป็นภาพของช่วงเปลี่ยนผ่านบางอย่าง

บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลง

ผู้คนกำลังเปลี่ยนแปลง

อำนาจกำลังเปลี่ยนแปลง

และในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น ผมรับรู้ถึงความสูญเสียครั้งใหญ่

ไม่ใช่ความสูญเสียในสนามรบ

แต่เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความไว้ใจ

เป็นเหตุการณ์ที่แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว

แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่

ผมไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพียงภาพจากจิต หรือเป็นความทรงจำจากอดีตชาติจริงหรือไม่

แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้มาตลอดชีวิต คือผมไม่เคยไว้วางใจอาหารหรือเครื่องดื่มที่คลาดสายตาไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นน้ำชา กาแฟ หรืออาหารมื้อใดก็ตาม

เมื่อวางลงแล้ว

ผมมักจะไม่กลับไปแตะต้องอีก

ราวกับจิตใจส่วนลึกยังคงจดจำบางสิ่ง

บางเหตุการณ์

บางบทเรียน

ที่ร่างกายในชาตินี้ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

หลังจากการเดินทางครั้งแรกนั้น

ผมจึงพยายามกลับไปกราบสักการะหลวงพ่ออยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด

สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในวิหาร

ไม่ได้อยู่ในวัด

และไม่ได้อยู่ระหว่างการเดินทาง

แต่อยู่ในห้องพักของโรงแรม

ทุกครั้ง

โดยไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ว่าผมจะพักโรงแรมใดก็ตาม

เวลาตีห้าตรง

จะมีชายชราคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงเสมอ

อายุประมาณเจ็ดสิบปี

ผิวสองสี

รูปร่างสันทัด

แต่งกายด้วยชุดสีขาว

นั่งพับเพียบอย่างสงบ

ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ

ไม่ยิ้ม

ไม่เศร้า

ไม่พูด

ไม่เคยเอ่ยคำใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในช่วงแรก ผมเองก็เฝ้าสังเกตอยู่หลายปี

เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

ต้องการอะไร

หรือมาด้วยเหตุผลใด

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือทันทีที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา

ชายชราคนนั้นจะยกมือไหว้หนึ่งครั้ง

เพียงครั้งเดียว

แล้วนั่งรออย่างสงบ

ราวกับกำลังบอกว่า

“ถึงเวลาแล้ว”

เมื่อผมอาบน้ำ แต่งตัว นั่งสมาธิ และเตรียมตัวเรียบร้อย

เขาจะลุกขึ้น

แล้วเดินนำออกจากโรงแรม

มุ่งหน้าไปยังวัดใหญ่

ทุกครั้ง

ทุกปี

และไม่เคยผิดพลาด

เมื่อสักการะหลวงพ่อเสร็จสิ้น

เขาก็จะเดินนำกลับมาส่งที่โรงแรม

จากนั้นจึงหายไป

โดยไม่เคยขอสิ่งใดตอบแทน

ไม่เคยแสดงตัวในจังหวัดอื่น

ไม่เคยปรากฏในเวลาอื่น

และไม่เคยรบกวนชีวิตผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

หลายสิบปีผ่านไป

ผมยังไม่รู้ชื่อของเขา

ไม่รู้ว่าเคยเป็นใคร

ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมารออยู่ทุกปี

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่

คือทุกครั้งที่เดินทางไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช

ตีห้าของวันรุ่งขึ้น

เขาจะนั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียง

รออยู่ที่เดิม

อย่างเงียบงัน

เหมือนเดิมทุกครั้ง

ราวกับเป็นหน้าที่ที่เขาไม่เคยละเลยเลยแม้แต่วันเดียว

หลายสิบปีผ่านไป ผมยังไม่รู้ชื่อจริงของเขา แต่ด้วยชุดสีขาวที่สวมอยู่เสมอ ในที่สุดผมจึงเรียกแกง่าย ๆ ว่า

“ตาขาว”

และชื่อนั้นก็ติดปากเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ผมไม่เคยถามว่าตาขาวเป็นใคร และแกเองก็ไม่เคยพยายามบอก 

บางครั้งความสัมพันธ์บางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเหมือนกับที่ผมไม่เคยรู้ว่าทำไมแกจึงมารออยู่ทุกปีและแกก็คงไม่เคยสงสัยเช่นกันว่าทำไมผมจึงยังกลับมาหาหลวงพ่อทุกปีเช่นเดียวกัน

เราทั้งสองเพียงทำหน้าที่ของตนเองเหมือนเดิมทุกปี

ราชะ ตันตระ
03/06/2569